ตอบทุกประเด็น ฆ่าตัวตายไม่บาปจริงหรือ?/ ดร.เวทิน ชาติกุล สถาบันทิศทางไทย

0

จากที่ประเด็นเรื่องการฆ่าตัวตายที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันในขณะนี้ ซึ่งมีบางฝ่ายนำไปผูกโยงถึงเรื่องการเมือง มีการนำไปโจมตีรัฐบาลถึงการเยียวยาเงิน5,000 กระทั่งตั้งคำถามฆ่าตัวตายบาปหรือไม่ วันนี้ผอ.สถาบันทิศทางไทยจะมีตอบถึงคำถามที่ว่านั้น???

ถาม​: มีคนไปค้นพบว่าสื่อ​ มติชน​ ลงบทความว่า​ “ฆ่าตัวตายไม่บาป” (6​ มี.ค.)​ เขียนโดย​ นาย​ ประสิทธิ์​ พฤกษาจารสิริ

ตอบ: ผมจะไม่บอกว่าฆ่าตัวตายบาปหรือไม่บาป

แต่ตามหลักพุทธฯให้ความสำคัญกับสภาวะจิต

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

“…พระผู้มีพระภาคจึงตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผ้าที่เศร้าหมองมลทินจับ ช่างย้อมพึงนำเอาผ้านั้นใส่ลงในน้ำย้อมใดๆ คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือสีชมพู ผ้านั้นพึงเป็นของมีสีที่เขาย้อมไม่ดี มีสีมัวหมอง ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? เพราะผ้าเป็นของไม่บริสุทธิ์ ฉันใด เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้ ฉันนั้น…”

“…ผ้าที่บริสุทธิ์สะอาด ช่างย้อมพึงนำเอาผ้านั้นใส่ลงในน้ำย้อมใดๆ คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือสีชมพู ผ้านั้นพึงเป็นของมีสีที่เขาย้อมดี มีสีสด ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? เพราะผ้าเป็นของบริสุทธิ์ ฉันใด เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ ฉันนั้น…” (พระสุตตันตปิฎก เล่ม 4 มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ วัตถูปมสูตร)​

มีอีกหลายกรณีที่พอสรุปได้ว่า​ ในหลักของพุทธฯ​

1)ถ้าตายด้วยจิตที่หดหู่​ หม่นหมอง​ ซึมเศร้า​ จิตก็จะตกไปยังอบายหรือทุกขภูมิ

2)หายากกรณีมากที่คนที่จะฆ่าตัวตายจะมีจิตที่ไม่หดหู่​ ซึมเศร้า​ หม่นหมอง

3)จิตที่ผ่องใส​ เราเรียกง่ายๆว่าบุญ​ จิตที่หม่นหมอง​ เราเรียกง่ายๆว่าบาป​

ก็ลองไปพิจารณาเอาเองว่า ฆ่าตัวตาย​ บาป​ หรือไม่บาป

ถาม: แล้วกรณีตัวอย่างแย้ง​ว่ามีพระที่ฆ่าตัวตายแล้วบรรลุพระอรหันต์​ ชื่อพระโคธิกะ​

ตอบ​: เวลาอ้างพระไตรปิกฏก็ต้องอ้างให้ครอบทั้งบริบท​ เพราะ​ ชัดเจนว่าการฆ่าตัวตาย​ของพระเป็นปฐมเหตุ​ปาราชิกสิกขาบท​ ข้อ​ 3​

(ที่มาของเรื่อง​ คือเรื่องหมู่ภิกษุผู้เจริญอสุภกัมมัฏฐานกับตาเถนมิคลัณฑิกะ​ (พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑ หน้า : ๑๓๘)พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์])​

 

“…ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่อง(พระชวนกันฆ่าตัวตาย)นี้เป็นต้น

เหตุทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า ภิกษุทั้งหลายฆ่าตัวตาย เองบ้าง ใช้กันและกันให้ฆ่าบ้าง บางกลุ่มพากันเข้าไปหาตาเถนมิคลัณฑิกะ บอกว่า​ ‘ขอโอกาสหน่อยเถิด ท่านช่วยฆ่าพวกอาตมาทีเถิด บาตรและจีวรนี้จักเป็นของท่าน’ จริงหรือ”

ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ภิกษุทั้งหลาย การกระทำของภิกษุเหล่านั้น ไม่สมควร ไม่คล้อยตาม

ไม่เหมาะสม ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช่ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนภิกษุเหล่านั้น จึงฆ่าตัวตายเองบ้าง ใช้กันและให้ฆ่าบ้าง บางกลุ่มพากันเข้าไปหาตาเถนมิคลัณฑิกะ บอกว่า​ ‘ขอโอกาสหน่อยเถิด ท่านช่วยฆ่าพวกอาตมาทีเถิด บาตรและจีวรนี้จักเป็นของท่าน’ บ้างเล่า ภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส ฯลฯ” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้

“…ก็ ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตราอันจะพรากกายมนุษย์นั้น แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้…”

สิกขาบทนี้พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้แก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้

ที่อ้างว่าพระพุทธเจ้าไม่ติเตียนพระ​ 60​ รูปที่ฆ่าตัวตายเพราะเจริญอสุภกรรมฐาน​ และบอกอีกว่าได้ไปสุขคติ​ ก็ขัดแย้งกับ​ ปาราชิก​ ข้อนี้อย่างสิ้นเชิง​

ส่วนกรณี​พระโคธิกะ​ นั้นก็มีปรากฏอยู่จริง​ คล้ายจะเป็นเรื่องเล่า​ที่แสดงนัยถึง​ “ปริศนาธรรม” ลองใจพระพุทธเจ้าเสียมากกว่า​ 1)กรณีนี้ไม่ใช่​ Side​ Effect ของการทำอสุภกรรมฐาน​จนเกิดมิจฉาทิฐิเห็นดีเห็นงาม​ ชวนกันฆ่าตัวตายหรือชวนให้คนอื่นมาฆ่าตัวให้ตาย​ แต่พระโคธิกะ​ ไม่ใช่​ ผู้มีจิตเศร้าหมอง​ แต่เป็น​ “ผู้ไม่ประมาท มีความเพียรตั้งใจมั่น” เกิดความเบื่อหน่ายในกายสังขาร​เพราะ “…เกิดความคิดอย่างนี้ว่า  เราได้เสื่อมจากเจโตวิมุตติ  อันเป็นโลกีย์ถึง ๖ ครั้งแล้ว ถ้ากระไร เราพึงนำศัสตรามา….”

2) ในเรื่องราวนี้มี​ “บุคคลที่​ 3” คือมี “มารผู้มีบาป” ทราบความปริวิตกแห่งจิตของท่านโคธิกะด้วยจิตแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้วได้กราบทูลให้พระพุทธเจ้าห้ามพระโคธิกะไม่ให้ฆ่าตัวตาย

“…ข้าแต่พระองค์ผู้มีเพียรใหญ่  สาวกของพระองค์อันมรณะครอบงำแล้ว   ย่อมคิดจำนงหวังความตาย   ข้าแต่พระองค์  ผู้ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรื่อง  ขอพระองค์   จงห้ามสาวกของพระองค์นั้น  เสียเถิด…สาวกของพระองค์ยินดีในพระศาสนา  ยังไม่ได้บรรลุพระอรหันต์  ยังเป็นพระเสขะอยู่   ไฉนจะพึงกระทำกาละเสียเล่า.  ก็เวลานั้น   ท่านโคธิกะได้นำศัสตรามาแล้ว…”

แต่พระพุทธเจ้าตอบว่า​ “โคธิกะภิกษุ ถอนตัณหาพร้อมด้วยราก  นิพพานแล้ว”

พูดง่ายๆก็คือ​เป็นเรื่อง​ “ปริศนาธรรม​” มีพระที่มุ่งมั่นปฏิบัติธรรม​ จนคิด​ “ทิ้งสังขาร” ขณะใกล้บรรลุธรรม​​ ซึ่งมีมารมาขอให้พระพุทธเจ้าห้าม​ พระพุทธเจ้าควรจะห้ามหรือไม่ห้าม​ เพราะต้องตัดสินระหว่างการกระทำที่ผิดทางโลก​กับสภาวะทางธรรม​ที่ขัดแย้งกัน​

ระหว่างห้ามฆ่าตัวตาย​ กับ​ ห้ามบรรลุธรรม​ จะเลือกห้ามอะไร?

แต่พระพุทธเจ้าไม่ห้าม​พระโคธิกะ และขณะนั้นจิตพระโคธิกะเกิดภาวะบรรลุธรรมขึ้นมา​

3) แต่ต้องย้ำว่า​ เหมือนกับกรณีของนักเขียนหนังสือ​ The​ Power​ of​ Now​ ที่จิตเกิดบรรลุธรรมขณะจะฆ่าตัวตายขึ้นมา​ ซึ่งเป็นกรณีที่หายาก​ เรียกว่า​ 1​ ใน​ ล้าน​ ที่จะมีแบบนี้​ พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้สรรเสริญ​ และไม่พูดอะไรต่อ​ ถ้าอ่านต่อจนจบพระสูตรนี้ก็พบว่า​ พระพุทธเจ้าพยายามจะพาพระไปช่วยชีวิตพระโคธิกะ​ แต่ไม่ทัน​ ซึ่งแสดงว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้นิ่งเฉยหรือดูดายต่อการฆ่าตัวตายของพระโคธิกะ

ถาม​: เราจะนับพระที่เผาตัวตายประท้วงรัฐบาลเวียดนามใต้ว่าเป็นการฆ่าตัวตายที่ไม่หดหู่ได้ไหม

ตอบ: การยอมสละชีวิต​ตัวเอง​ (self-sacrifice)​ กับ​ ฆ่าตัวตาย​ เป็นคนละแบบกัน​ เหมือนกรณีโสเครตีส, สืบ​ นาคะเสถียร​ หรือ​ ลุงแท็กซี่​ อาจไม่ใช่​ “ฆ่าตัวตาย” แบบที่เราเรียกว่า​ “ฆ่าตัวตาย” ทั่วๆไป

แบบแรกชัดเจนว่ามีเป้าหมาย​อื่นๆ​ ไม่ใช่ความซึมเศร้า​ หดหู่​ ในเรื่องตัวเอง​ 1)​มีอุดมการณ์​ หรือ​ อุดมคติ​เบื้องหลัง และ​ 2)เชื่อว่าไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง​ (หรือเพื่อยุติปัญหาของตัวเอง) แต่อาจมีภาวะจิตที่เป็นอกุศล​ เช่น​ มีอารมณ์โกรธแค้น​ทางสังคม​ ประท้วง​ ประชด​

แต่ก็เป็นคนละเรื่องกับภาวะขณะจิตที่ตายว่าเป็นไงอีก ถ้าท่านตายด้วยภาวะจิตที่โกรธแค้น​พุทธฯก็บอกว่าไปทุกขภูมิเหมือนกัน