วินาทีนี้ต้องฟัง ผอ.ทิศทางไทยสนทนาคนรุ่นใหม่ 4 วิธีสลัดให้หลุด หยุดฆ่าตัวตาย

0

จากที่ขณะนี้มีการพูดถึงการฆ่าตัวตายจนกำลังกลายเป็นกระแส ให้วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม โดยบางส่วนมีการโยงไปถึงสาเหตุว่ามาจากผลกระทบโควิด-19 และบางฝ่ายถึงกับนำไปโจมตีรัฐบาล ล่าสุดมีการสนทนาระหว่างนักวิชาการกับลูกศิษย์ระบุไว้อย่างน่าสนใจ

ทั้งนี้ดร.เวทิน ชาติกุล ผู้อำนวยการสถาบันทิศทางไทย ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก โดยระบุเนื้อว่า  สนทนาเรื่องฆ่าตัวตาย​ มีลูกศิษย์เปิดประเด็นเรื่องฆ่าตัวตาย​ https://www.facebook.com/100001641705085/posts/3188622674535758/ จึงเข้าไปร่วมสนทนาด้วย​ นี่คือบางส่วนของการสนทนาดังกล่าว

คุณตาผมฆ่าตัวตายเพราะป่วยหนัก ก่อนอื่นเราเองต้องวางความคิดว่า​ การฆ่าตัวตาย​ บวกหรือลบ ถูกหรือผิด​ (แม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำก็ตาม)​ แล้วมองมันตามจริง ปกติคนเราจะทำอะไรซ้ำๆ จนคล้ายจะกลายเป็นนิสัย​ ตั้งแต่​ ตื่นเช้าขึ้นมาต้องหากาแฟกินก่อน​ หรือ​ 5​ นาทีต้องมาเช็คเฟซ​ หรือ​ ด่าคนเห็นต่างทางการเมือง​ แม้แต่ต้องสวดมนต์แผ่เมตตาก่อนนอน​ มันจะวนมาเอง​ เป็นความเคยชิน  หนักๆคือ​ กลายเป็น​ addict พวกนี้ออกยากเหมือนคนจะเลิกบุหรี่​ เลิกยาก

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

ฆ่าตัวตาย​ ไม่ใช่ความเคยชินแบบข้างบนแต่น่าจะมีลักษณะของการย้ำคิดย้ำทำแบบนี้​มาก​ ส่วนใหญ่คือเกิดภาวะขัดแย้งที่แก้ไม่ได้รู้สึกไม่มีทางออก​ซ้ำๆอยู่นาน​มาก​ ถ้าไม่เกิดภาวะ​ mental breakdown ก็จะคิดสั้น ปัญหาบางเรื่องอาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายส่วนตัว​ สุขภาพ​ หรือทางเศรษฐกิจด้วยซ้ำ​ เช่นกรณีคุณสืบ​ เป็นเรื่องงานและอุดมการณ์​ สังคมก็ไม่ได้ด่า

มี​ 1​ กรณีที่มีพระฆ่าตัวตาย (เพราะเจ็บป่วยจนทำไม่ได้แล้ว)​แต่ก่อนตายแว็บเดียวจิตเกิดหลุดพ้น​ พระพุทธเจ้าไม่ได้ว่า​ หรือติเตียน​ แต่นี่คือ​ rare ของ​ rare​ case​ มากๆ

Chainaphat​ Channak แล้วอาจารย์คิดว่า อะไรที่จะทำให้ผู้เสพติดทั้งหลายออกมาจากวังวนแบบนี้ได้ครับ ผมเองค่อนข้างเพ้อเจ้อ เอะอะอะไรก็เอาความรักมาตอบตลอด อาจารย์เห็นว่าไงบ้าง

Wathin​ Chatkoon ตัวเองครับ​ จะพาตัวลงห้วงเหว​หรือนรกขุมที่ลึกที่สุด​ หรือจะไปนิพพาน​ ไปพบพระเจ้า​ ก็ตัวเองทั้งนั้น

  1. Self-Loving ความรักและเมตตาตัวเอง​ ที่สำคัญที่สุุด​คือ​ ให้อภัยตัวเอง​ (self-forgiving)​

2.​ Surrender การปล่อยวางและยอมรับความพ่ายแพ้​ หรือสูญเสีย​ ว่าทุกอย่างไม่ใช่ของเราจริงๆ​ ได้มาเสียไป​

3.​ Will​ to Power.​ ตอบแบบ​นิชเช่​ ​ แรงผลักที่อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ตัวเองอยู่รอด​ (ซึ่งนิชเช่เองก็ทำไม่ได้)​

4.​ Self-Understanding คือ​ “เห็น” ตัวเอง​ “เข้าใจ” ตัวเอง​ เห็น​ patternของตัวเอง​ ทั้งพฤติกรรม​ ความคิด​ ความรู้สึก​ อารมณ์​ ทั้งบวกและลบ​ จนเข้าใจว่าแรงผลักหรือแรงกระตุ้นเร้า​ทั้งบวกและลบ​เป็นเพียง​ “ปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติ” ระหว่าง​ สิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเรา​ กับ​ โลกภายนอก​ ตัวเราเป็นเพียง​ กระบวนการ​ หรือ​ กลไกปฏิสัมพันธ์​ ที่เกิดขึ้นเท่านั้น​ เราจะทำให้ปฏิสัมพันธ์​หรือใช้กลไกในทาง​ creation หรือ​ destruction​ ก็ได้ทั้งนั้นในปฏิสัมพันธ์หนึ่งๆ​

แต่พวกนี้ไม่ได้ทำง่าย​ เพราะต้องการกำลังของจิตใจและสติที่สูง​ระดับหนึ่งซึ่งคนที่ซึมเศร้าและคิดไม่ตกไม่มี​

กัลยาณมิตร​ พ่อ​ แม่​ ครอบครัว​ มิตรสหาย​ ที่รัก​เข้าใจและเป็นกำลังใจ​ให้ จึงเป็นส่วนเสริมที่สำคัญ

ในความเป็นจริง​ มีหลายเรื่องซับซ้อนกว่านี้​

ที่มา : เฟซบุ๊กWathin Chatkoon