7นักวิชาการอ้างเสรีภาพเปล่าหนุนการเมือง?แต่ดูชื่อทั้งคนร่วมให้ทุน-คนทำวิจัยล้วนหนุนอนค.ทั้งนั้น?

0

จากที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึง7นักวิชาการอ้างเรื่องการฆ่าตัวตายมาจากเหตุโควิด-19 ต่อมาถูกเปิดโปงถึงเบื้องหลังว่าทำเพื่อหนุนกลุ่มการเมืองใดหรือไม่ รวมทั้งการชี้แจงของสกสว. ทำให้กลุ่มนักวิชาการต้องออกมาอ้างถึงการกระทำดังกล่าว

ล่าสุด29 เม.ย.63 เฟซบุ๊ก คนจนเมืองในภาวะวิกฤติโควิด-19 ได้ออกมาเผยแพร่จดหมายชี้แจง เรื่อง เรื่อง “การแถลงผลการรวบรวมข้อมูลผู้เสียชีวิตและคนที่ “ฆ่าตัวตาย” จากไวรัสโควิด-19 และข้อเสนอแนะ” ของ คณะนักวิจัยโครงการ ‘คนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง’ โดยมีรายละเอียดดังนี้

สืบเนื่องจาก ”การแถลงผลการรวบรวมข้อมูลผู้เสียชีวิตและคนที่ ‘ฆ่าตัวตาย’ จากไวรัสโควิด-19 และข้อเสนอแนะ” ของคณะนักวิจัยโครงการ “คนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง” ได้ทำให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ซึ่งในด้านหนึ่งก็ส่งผลดีในแง่ที่ทำให้เกิดการมองปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างรอบด้านมากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ก่อให้เกิดข้อกังขาบางประการในสังคม

อีกทั้งยังมีความเข้าใจผิดอีกด้วยว่าเป็นการนำเสนอรายงาน “ผลการวิจัย” ทั้งๆ ที่เป็นเพียง “การแถลงผลการรวบรวมข้อมูล” เพื่อเสนอแง่คิดที่คณะนักวิจัยเห็นว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งที่ควรจะได้รับการพิจารณาในการแก้ไขปัญหาการระบาดของไวรัสในครั้งนี้ เพราะเป็นมิติที่มีรากฐานอยู่บนความเหลื่อมล้ำของสังคมไทยที่ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว แต่ในสถานการณ์ที่มีการระบาดของไวรัสโควิด-19 ความเหลื่อมล้ำได้ทำให้คนยากจนต้องทุกข์ยากมากยิ่งขึ้นและหลายคนถึงกับหาทางออกด้วยการฆ่าตัวตาย

คณะนักวิจัยใคร่ขอย้ำว่า เราได้ใช้คำขึ้นต้นว่า “การแถลงผลการรวบรวมข้อมูล” ซึ่งบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเราทำเพียงการรวบรวมข้อมูลจากสื่อที่ได้ระบุว่าแรงจูงใจสุดท้ายที่ทำให้เกิดการฆ่าตัวตายนั้นสัมพันธ์กับผลกระทบอันเกิดการจัดการควบคุมไวรัสโควิด-19 และการไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐหรือยังไม่ได้รับ

การรวบรวมข้อมูลชุดนี้เสนอต่อสังคม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแก้ปัญหาที่คำนึงถึงคนยากจนและมิติความเหลื่อมล้ำในสังคมมากขึ้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คำนึงถึงข้อจำกัดต่างๆ ที่ทำให้คนยากจนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงมาตรการต่างๆ ที่รัฐนำมาใช้ เพื่อแสวงหาแนวทางในการช่วยเหลือคนยากจนทั้งหลายได้อย่างทันท่วงทีและครอบคลุม

การรวบรวมข้อมูลผู้ฆ่าตัวตายในเอกสารเน้นเฉพาะกรณีที่ได้ระบุไว้ว่าเกี่ยวพันกับไวรัสโควิดและการช่วยเหลือของรัฐเท่านั้น จึงไม่ได้เก็บข้อมูลผู้ที่ฆ่าตัวตายด้วยสาเหตุอื่นๆ และไม่ได้คิดจะเปรียบเทียบศึกษาการฆ่าตัวตายในช่วงเวลาต่างๆแน่นอนว่า เราตระหนักดีว่าการฆ่าตัวตายมีสาเหตุหลากหลายปัจจัยซ้อนทับ แต่ในกรณีที่เก็บข้อมูลมานำเสนอก็เพี่อที่จะบ่งบอกถึง ฟางเส้นสุดท้ายของผู้คนกำลังกดทับจนไม่สามารถที่จะมองหาทางออกในชีวิตได้ การที่กรมสุขภาพจิตได้ท้วงติงเราถือเป็นเรื่องดี และขอให้กรมสุขภาพจิตได้ร่วมกันลดทอนน้ำหนักของฟางเส้นสุดท้ายนี้ด้วย

อนึ่งการแถลงผลการรวบรวมข้อมูลผู้เสียชีวิตและคนที่ “ฆ่าตัวตาย” เกิดขึ้นบนเงื่อนไขที่คณะนักวิจัยได้ร่วมกันทำโครงการวิจัยเรื่อง “คนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง” มาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562 คณะนักวิจัยได้ทำงานวิจัยและทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาและการแก้ปัญหาความยากจนอันเกิดจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองร่วมกับพี่น้องคนจนทั้งในเมืองและชนบทมานาน จนคณะนักวิจัยตระหนักร่วมกันว่า “เมือง” ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไพศาลและลึกซึ้งนี้จะส่งผลกระทบต่อผู้คนอย่างมากมายและคนที่ได้รับกระทบมากที่สุดก็คือ “คนจนเมือง” ซึ่งโครงการวิจัยเกี่ยวกับ “คนจนเมือง” นี้ ยังคงดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

แม้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ทำให้การทำงานลงพื้นที่เก็บข้อมูลทำวิจัยลำบากมากขึ้น แต่เราก็ตระหนักชัดเจนว่าผลกระทบของโควิด-19 และการจัดการแก้ปัญหาของรัฐมีผลกระทบต่อคนจนเมืองที่เรากำลังศึกษาวิจัยอย่างหนัก คณะนักวิจัยจึงได้รวบรวมข้อมูลสถานการณ์ปัญหาที่คนจนเมืองกำลังประสบจากมาตรการต่างๆ ในการควบคุมโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นงานเฉพาะกิจพิเศษนอกเหนือจากงานตามแผนการศึกษาที่วางไว้ก่อนเกิดวิกฤติโควิด-19

เพื่อสะท้อนสภาพปัญหาที่คนจนเมืองกำลังเผชิญ ดังเอกสาร “ สรุปผลการสำรวจคนจนเมืองในภาวะวิกฤติโควิด-19 และข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ” ที่ได้เสนอต่อสังคมในวันที่ 13 เมษายน 2563 ซึ่งเราได้ออกแบบสอบถามทั้งหมด 507 ชุด สำรวจทั้งหมด 18 จังหวัด

สำหรับเอกสาร “การแถลงผลการรวบรวมข้อมูลผู้เสียชีวิตและคนที่ “ฆ่าตัวตาย” จากไวรัสโควิด-19 และข้อเสนอแนะ” เป็นดังที่ได้ชี้แจงข้างต้นว่า “มาจากการรวบรวมข้อมูล” ที่ปรากฎในสื่อมวลชน “เฉพาะ” การฆ่าตัวตายหรือการพยายามฆ่าตัวตายที่มีการระบุว่าสัมพันธ์กับโควิด-19 เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า สถานการณ์ขณะนี้นักหนาสาหัสเพียงไรต่อคนยากจน ซึ่งรัฐบาลและสังคมจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาโรคระบาดโดยที่คำนึงถึงคนยากจนมากขึ้นและแก้ไขอย่างทันท่วงทียิ่งขึ้น

การนำเสนอตัวเลขเปรียบเทียบการตายของผู้ป่วยจากการติดเชื้อโควิด-19 โดยตรง กับการฆ่าตัวตายที่สัมพันธ์กับมาตรการของรัฐในการแก้ปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นความต้องการชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งของปัญหาที่มีอยู่ในการทำงานช่วยเหลือเยียวยาของรัฐบาล คณะนักวิจัยมิได้มีเจตนาที่จะลดทอนผลสำเร็จของการทำงานด้วยความเสียสละ ความทุ่มเท และความอดทนของบุคลากรและหน่วยงานทางสาธารณสุขในทุกพื้นที่แต่ประการใด

อีกทั้งตระหนักเป็นอย่างดีว่า ถ้าหากการควบคุมการระบาดและการรักษาพยาบาลผู้ป่วยด้วยโรคโควิด-19 ไม่บรรลุผล ก็จะเกิดการระบาดกว้างขวางจนทำให้คนทุกกลุ่มในสังคม โดยเฉพาะคนยากจนต้องเดือดร้อนอย่างยิ่งทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แต่คณะนักวิจัยก็ต้องการเรียกร้องให้การออกมาตรการต่างๆ ของรัฐดำเนินไปโดยตระหนักถึงผลกระทบต่อผู้คนและความเหลื่อมล้ำที่ทำร้ายคนอย่างรุนแรงเช่นกัน

การนำเสนอผลงานการสำรวจและการรวบรวมข้อมูลของโครงการวิจัยทั้งสองครั้ง คณะนักวิจัยมิได้เสนอโครงการขอรับงบประมาณเพิ่มจากงานเดิมแต่อย่างใด เป็นงานเสริมของคณะนักวิจัยที่ได้ทำงานร่วมกันอยู่แล้ว และเป็นการทำงานด้วยความรู้สึกกังวลต่อปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น คณะนักวิจัยก็เป็นเหมือนคนไทยทุกคนที่เป็นห่วงเป็นใยสังคม และยืนยันว่านี่เป็นการทำงานตามพันธกิจที่นักวิชาการพึงมีต่อสังคม

ทั้งนี้ การนำเสนอผลการสำรวจและการรวบรวมข้อมูลทั้งสองครั้งเป็นไปโดยยึดหลักการเสรีภาพทางวิชาการ และความเคารพในความคิดที่แตกต่าง โดยที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด และต้องยืนยันว่าคณะนักวิจัยมิได้สนับสนุนกลุ่มการเมืองใดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่มีจุดยืนในการวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจรัฐเมื่อเห็นว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชน หรือมิได้เป็นการใช้อำนาจเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตามเมื่อไปดูรายรายชื่อ “คณะกรรมการอำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” มีต่อไปนี้ 1.ศาสตราจารย์ ดร.ปิยะวัติ บุญ-หลง ประธานกรรมการ 2.ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม   กรรมการ 3.ผู้อำนวยการสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กรรมการ 4.นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ กรรมการ

5.ศาสตราจารย์ ดร.อมเรศ ภูมิรัตน  กรรมการ 6.ศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วงศ์วิเศษ กรรมการ 7.ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ กรรมการ 8.ศาสตราจารย์ ดร.อัญญา ขันธวิทย์ กรรมการ 9.รองศาสตราจารย์ ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ กรรมการ 10.รองศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร กรรมการ 11.ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)กรรมการและเลขานุการ

ซึ่งโดยเฉพาะ ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ได้เห็นการเคลื่อนไหวการเมืองแบบชัดเจนมาโดยตลอด เช่น เมื่อการ เลือกตั้งมีนา62 ที่ผ่านมา  พรรคอนาคตใหม่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับที่ 3 แต่จับขั้วกับอีก 6 พรรคที่มีเพื่อไทยเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ ก็ปนรากฏ “69นักวิชาการ” เข้าชื่อออกแถลงการณ์อ้างประชาธิปไตย ในลักษณะ ธนาธร อนาคตใหม่เป็นรัฐบาลเท่านั้นจึงจะเป็นประชาธิปไตย

ไม่เพียงเท่านั้นรายชื่อ “69นักวิชาการ” ที่หนุนธนาธร พรรคอนาคตใหม่  นอกจาก ดร.ธเนศ แล้วยังปรากฏว่า 7 นักวิชาการที่รับทุนวิจัยโครงการจาก สกสว. ก็อยู่ในกลุ่ม 69นักวิชาการนี้ด้วย  จึงจะเห็นว่า ทั้งหนึ่งในคณะกรรมการ สกสว.ผู้ร่วมพิจารณาให้ทุนโครงการ และอีก 7 นักวิชาการผู้รับทุนมาทำวิจัยก็ล้วนแล้วอยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกัน เป็นก้อนกลุ่มที่สนับสนุนธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ จะบอกว่านี่คือคำตอบในตัวมันเอง โดยที่ประชาชนคนไทยก็รับรู้และเห็นพฤติกรรมมาแล้วทั้งสิ้น แล้วจะมาอ้างทำไมว่าไม่ได้หนุนกลุ่มการเมือง หรือไม่ใช่แค่ผลวิจัยที่กำมะลอ???

(หมายเหตุ รายชื่อคณะนักวิจัยได้รับทุนสกสว.โครงการวิจัยคนจนเมืองที่เปลี่ยนไปในสังคมเมืองที่กําลังเปลี่ยนแปลง”

1.ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2.รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 3.รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4.ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 5.รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยทักษิณ6.ผศ.ดร.ธนิต โตอดิเทพย์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา 7.ผศ.ดร.ธนพฤกษ์ ชามะรัตน์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น)