นายแพทย์อดีตบิ๊กสธ.ถึงลุงตู่ จากม้านอกสายตาที่ถูกดูแคลน สู่บุรุษโลกชื่นชม

0

จากที่สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ประเทศไทยยอดผู้ติดเชื้อรายวันลดลงเหลือ9คน ทั่วโลกต่างชื่นชมรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีรวมทั้งระบบสาธารณสุขของไทย

ล่าสุดวันนี้(28 เม.ย.63) นายต่อตระกูล ยมนาค นายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ โพสต์บทความเรื่อง “ผลการสอบโควิดฯไทยติดอันดับโลก” เขียนโดย นพ. ชำนาญ ภู่เอี่ยม อดีตหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข โดยมีรายละเอียดดังนี้ (บทความนี้ ผมเอามาจากของ นพ. ชำนาญ ภู่เอี่ยม ทั้งหมด นะครับ)

ขณะนี้ ไม่ว่าประเทศใหญ่ ประเทศเล็ก ไม่ว่าประเทศมหาอำนาจ ประเทศพัฒนา กำลังพัฒนา หรือ ด้อยพัฒนา ทุกประเทศได้รับข้อสอบเหมือนกันหมด.. “ข้อสอบการแก้ปัญหาโควิด-19 ภาคปฏิบัติ” ประเทศไทยภายใต้การนำของนายกลุงตู่ ก็เป็นผู้เข้าสอบหนึ่งในจำนวนนั้น และถูกจัดอยู่ประเภท….”ม้านอกสายตา”

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

เพียงพอต้นเริ่มสอบ ก็ได้รับการดูแคลนไม่เฉพาะคนนอกประเทศ คนในประเทศก็มีเป็นจำนวนไม่น้อย ทั้งฝ่ายแค้น และ ฝ่ายดูแคลนชาติ…ที่ตั้งตาคอยเอาใจช่วยลุง..(ให้ล้มคว่ำ?) เริ่มต้นลุงทำงานยากลำบากมาก ร่างกายผ่ายผอม สีหน้าหมองคล้ำเพราะมีพันธนาการทางการเมือง ทั้งเรื่องของคุณภาพ ความสามารถของคน ความไม่ใส่ใจในการทำงาน การฉกฉวยมุ่งหาผลประโยชน์ใส่ตน ตลอดจนแรงต้านจากนักการเมืองบางฝ่าย ที่สำคัญคือการขาดเอกภาพและความรวดเร็วในการสั่งการ..

ในช่วงกลางเดือนมีนาคม มีทั้งผู้เชี่ยวชาญ และ ผู้ที่ไม่เชี่ยวชาญ(แต่อยากจะเชี่ยวชาญ) ต่างดาหน้าออกมาให้ความเห็น พยากรณ์ว่า ผู้ติดเชื้อไทยจะเหยียบหลักหลายหมื่นคนกลางเมษายนอย่างแน่นอนเนื่องจากช่วงนั้นมีแนวโน้มผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่สูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง..จึงเกิดกระแสขอให้ลุงปิดบ้าน ปิดเมือง สูงขึ้น…

ประกอบกับมีเรื่องการฉกฉวยหาผลประโยชน์ของนักการเมืองทุกฝ่าย เป็นที่น่าสังเกตว่า ในสถานการณ์วิกฤติของประเทศชาติทุกครั้ง นักการเมืองอาชีพนอกจากไม่สามารถช่วยประเทศชาติได้แล้ว ยังซ้ำเติมให้สถานการณ์ของชาติเลวลงทุกครั้ง…ลุงค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาจากกระดาษข้อสอบ แล้วก็ปรึกษาผู้ที่ควรปรึกษา และ ไม่ยอมปรึกษาผู้ที่ไม่ควรปรึกษา….แล้วลุงก็ประยุกต์แนวคิดของลุง ผสมกับข้อเสนอแนะของผู้รู้จริงไว้ดังนี้….

1.ต้องกลับไปสู่คราบเก่า”นักเผด็จการที่มีคุณธรรม”(งานที่ถนัด)โดย ประกาศ พรบ.ฉุกเฉิน….อัศวินม้าขาวต้องบัญชาการรบด้วยตนเอง 2.ต้องทำการ”กระชับพื้นที่ของโควิด” คือ ปิดบ้าน ปิดเมืองโดยด่วน….โดยการกระชับพื้นที่เป็นรายจังหวัด มอบให้พ่อเมืองรับผิดชอบดูแลตัวเลขผู้ติดเชื้อ โดยลุงถือว่า..”โรคติดต่อ..ถ้าคนไม่ติดต่อ ก็จะไม่มีการติดต่อ”

3.ต้องลดขั้นตอนการทำงานให้เหมาะสม(Mean and Lean)  เน้นการแก้ปัญหาให้ตรงจุดและรวดเร็ว(Focus and Fast) 4.ต้องใช้มืออาชีพ ใช้คนให้ตรงแลเเหมาะสมกับงาน ไม่ใช้คนตามมารยาท ต้องสลัดนักการเมืองออกไปชั่วคราว ต้องให้ข้าราชการ และ ผู้รู้ตัวจริงมีอิสระในการทำงาน อย่างแท้จริง ต้องตัดการเอาหน้า หาเสียง หาประโยชน์ทางการเมืองออกไปให้หมดทุกกระทรวง(แม้จะทราบว่า นักการเมืองอึดอัด แต่ลุงตู่ก็มุ่งทำเพื่อชาติเหนือสิ่งอื่นใด)

5.เน้นบรรยากาศความร่วมมือ ความมีวินัย และ จิตสำนึกต่อส่วนรวมของคนในชาติแบบไทยๆ หลังจากได้มีมาตรการใหม่ออกไป มีผู้คนติดตามผลงานของลุงตู่ ซึ่งถ่ายทอดโดยคุณหมอทวีศิลป์ วิษณุโยธิด้วยจิตใจที่จดจ่อ ราวกับดูหนังซีรี่ย์เป็นประจำทุกวัน …

ผู้คนสนใจตัวเลขผู้ติดเชื้อที่แชร์ออกสื่อแต่ละวัน ทำให้การเก็บตัวอยู่ที่บ้านมีชีวิตชีวา เพราะบางบ้านรับพนันขันต่อกันเล่นๆ แทงตัวเลขผู้ติดเชื้อว่า พรุ่งนี้จะสูงหรือต่ำกว่า15เป็นต้น…(นี่คือการเริ่มต้นวิถีชีวิตแบบThai New Normal) เพื่อให้การติดตามผลงานของลุงตู่มีความสนุก และ เข้าใจง่ายขึ้น ผมจะขอสรุป(ตามความเข้าใจของผม)ดังนี้….

-มาตรการของลุง จะเริ่มจากเบาไปหาหนัก…-เริ่มต้นช่วงแรก : สถานการณ์ไม่เร่งด่วนนักและมีแรงต่อต้านน้อย ลุงจะเริ่มด้วยการให้วิสัยทัศน์ และ ขอความร่วมมือในวงกว้าง(Visionary,Extensive Participation) -พอเริ่มมีความเร่งด่วน ลุงจะใช้วิธีการจูงใจ และ เจาะกลุ่มบุคคลเป้าหมายเพื่อให้ได้รับความร่วมมือ(Persuasive,Focus Participation)

-พอเริ่มมีแรงต่อต้านสูงแต่ไม่เร่งด่วนนัก ลุงก็เพิ่มความเข็มข้นในการใช้อำนาจ(Coercive) -และพอสถานการณ์ทั้งเร่งด่วนและมีแรงต้านสูง ลุงก็จะใช้ความเด็ดขาดสั่งการ(Dictatorial)ในทันที ทั้งนี้ มาตรการของลุงจะผันแปรไปตามปัจจัย ความเร่งด่วน(Urgency) และ แรงต่อต้าน(Resistance)….ความมือของคนร่วมชาติพุ่งกระฉูดขึ้นอย่างรวดเร็ว

วินัย และ น้ำใจของคนร่วมชาติดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา…บางท่านบอกว่ามาจากความกลัวตายของประชาชน แต่มีจำนวนไม่น้อยบอกว่ามาจากการสื่อสารที่ดีขึ้นของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง…ความสามัคคีก็ดูเหมือนจะดีขึ้นตามไปด้วย…..(ทำให้นึกถึงบรรยากาศตอนน้องหมูป่าติดถ้ำ) ประเทศไทย จากม้านอกสายตา กลับกลายเป็นSuper Starของสังคมโลก….ลุ่งตู่มีAuraจับเปล่งประกาย

คำชื่นชมจากทั่วโลกหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย การตัดสินใจปลดล็อค คลายล็อคนั้น คือปัญหาใหญ่ของลุง ซึ่งต้องอยู่บนพื้นฐานความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชนมาเป็นลำดับต้น จะต้องไม่ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ และจะต้องไม่ตกอยู่ภายใตแรงกดดันของฝ่ายแค้น หรือ ฝ่ายดูแคลนชาติ เพราะถ้าตัดสินใจผิดแม้แต่เพียงเล็กน้อย อาจจะส่งผลให้ไม่มีโอกาสกลับมาได้อีกเลย

ความปลอดภัยทางสุขภาพก็เป็นเรื่องน่าห่วง ปากท้องของประชาชนก็เป็นเรื่องน่าห่วงไม่น้อยเราเชื่อว่าลุงตู่คงจะสร้างความสมดุลย์ ณ จุดนี้ได้อย่างเหมาะสม… ผลการสอบข้อสอบโควิดทั่วโลกครั้งนี้ คือ บทพิสูจน์คุณภาพของผู้นำ และ คุณภาพของคนในชาติ….การแพ้-ชนะโควิด-19 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแพทย์ สาธารณสุขแต่เพียงอย่างเดียว

แต่ปัจจัยที่เป็นกุญแจแห่งความสำเร็จ(Key of Success Factors)ครั้งนี้ คือ การยืนระยะต่อกรกับโควิด อย่างมีวินัย มีน้ำใจ กล้าหาญ อดทนอดกลั้น มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ และ ภายใต้การนำที่ดีมีคุณภาพ สรุป: ช่วงนี้บอกได้คำเดียวว่า ลุงตู่มีบารมีราศรีจับที่สุด มีผลงานที่จับต้องได้ที่สุด ไม่ใช่แค่ระดับประเทศไทย แต่ไปไกลระดับโลกแล้ว……”ความดี คือ เกราะกำบัง ไม่ต้องมานั่งปลุกม็อบ”…. (ขอเรียนว่า ที่เขียนมาทั้งหมดนี้มิใช่เพื่อเชียร์ลุงตู่ เพียงแต่ต้องการชื่นชมคนทำดี เหมือนที่สังคมโลกเขาชื่นชมกัน)

ที่มาเฟซบุ๊ก : ต่อตระกูล ยมนาค