เมกาเหวอ!? นายทหารนาโต้ซัดไม่พร้อมลุยศึกรัสเซีย แผนคลุมเครือ ขนส่งย่ำแย่ วอชิงตันแตกไม่เป็นเอกภาพ

0

กลุ่มนาโต้ที่นำโดยสหรัฐฯ กำลังถกกันหนักเกี่ยวกับแผนการที่คลุมเครือในการจะรบกับรัสเซียและพันธมิตร นอกจากนี้ปัจจัยภายนอกเช่นการลำเลียงขนส่งที่ย่ำแย่ ยังแก้ไม่ตก สาเหตุจากวิกฤตไวรัสโควิดระบาดเพิ่งผ่านพ้นแต่ยังไม่จบสิ้น

นายทหารสหรัฐฯประจำนาโต้ได้ฟันธงว่า ดูอย่างไรนาโต้ก็ยังไม่พร้อมลุยกับรัสเซีย ขณะที่สหรัฐฯก็มีช่องโหว่มากมายไม่แสดงถึงความแข็งแกร่งอย่างเป็นเอกภาพด้วยความขัดแย้งชิงอำนาจระหว่างสองพรรคใหญ่

วันที่ ๖ มิ.ย.๒๕๖๖ สำนักข่าวรัสเซียทูเดย์รายงานว่า อดีตนายทหารนาโต้ฟันธว่า “นาโต้จะไม่สามารถเคลื่อนกำลังทหาร และยุทโธปกรณ์ไปทางตะวันออกได้เร็วพอที่จะหยุดการบุกยุโรปของรัสเซีย ” นี่เป็นสมมุติฐานของนายพลเกษียณของสหรัฐฯที่เคยประจำการนาโต้ 

เบน ฮอดจ์ส อดีตผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ภาคพื้นยุโรป(Ben Hodges, a former commander of US Army Europe) “การไปยังจุดวิกฤติได้เร็วกว่ารัสเซีย เป็นตัวชี้วัดเดียวที่สำคัญต่อการป้องปรามอย่างมีประสิทธิภาพ แต่เรายังทำแบบนั้นไม่ได้” เขากล่าวกับวอชิงตันโพสต์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา “การเคลื่อนย้ายทางทหารยังคงเป็นปัญหา มันดีกว่าเมื่อห้าปีที่แล้ว แต่นั่นไม่ใช่ตัวชี้วัดที่สำคัญ”

เกือบหนึ่งปีก่อนหน้านี้ Jens Stoltenberg เลขาธิการ NATO ประกาศว่ากลุ่มจะเพิ่มจำนวนทหารที่มีความพร้อมสูงจาก ๔๐,๐๐๐ เป็น ๓๐๐,๐๐๐ นาย โดยไม่ได้อธิบายว่าประเทศใดจะจัดหาทหารเหล่านี้หรือจ่ายค่าติดตั้งเท่าไหร่  นาโต้ยืนยันเพียงว่า ๑๐๐,๐๐๐ คนจะถูกนำไปใช้งานได้ภายในสิบวันและส่วนที่เหลือจะสามารถรบได้ภายในหนึ่งเดือน

เจ้าหน้าที่เอสโตเนียไม่พอใจกับข้อตกลงนี้ หนังสือพิมพ์รายงาน และกำลังหาหลักประกันว่ากำลังเสริมจะมาถึง พล.อ.มาร์ตินเฮเร็ม ผู้บัญชาการกองทัพเอสโตเนียกล่าวกับเดอะโพสต์ ว่า “ไม่ใช่ตอนที่รัสเซียเริ่มบุก แต่ตั้งแต่วินาทีแรกที่เราเห็นสัญญาณบ่งชี้และคำเตือน ถ้าคุณดูแผนที่ แล้วเอสโตเนียจะเสียดินแดนไปเท่าไร และอีกนานแค่ไหน ก่อนที่กองทหารของนาโต้จะมาถึง” 

ไม่ว่ากองกำลังจะเตรียมพร้อมเพียงใด Hodges ตั้งข้อสังเกตว่า NATO จะพยายามอย่างหนักในการนำยุทโธปกรณ์หนักเข้าสู่สนามรบเพื่อสำรองไว้ เนื่องจากไม่มีสะพานและอุโมงค์ที่กว้างพอที่จะขนส่งยานเกราะหุ้มเกราะไปทั่วยุโรป หรือรถไฟไม่เพียงพอที่จะบรรทุก

บางประเทศยังสงสัยในความมุ่งมั่นของพันธมิตร จนกว่าผู้นำ NATO จะวางแผนการส่งทหาร ๓๐๐,๐๐๐ นายตามสัญญาของ Stoltenberg ทหารจะประจำการตามแนวชายแดนของรัสเซียภายใต้ข้อตกลงทวิภาคี เยอรมนีเป็นผู้นำกลุ่มการสู้รบของนาโต้ในลิทัวเนีย แต่ได้คัดค้านการสร้างกองพลถาวรที่นั่น สิ่งนี้ทำให้ชาวลิทัวเนียกังวลว่าหากเกิดสงครามขึ้น ความไม่ลงรอยกันทางการเมืองในกรุงเบอร์ลินอาจทำให้การมาถึงของกำลังเสริมล่าช้า คามิลล์ แกรนด์ อดีตผู้ช่วยเลขาธิการองค์การนาโต้บอกกับโพสต์เช่นกัน

เจ้าหน้าที่ยูเครนอ้างหลายครั้งว่ากองกำลังรัสเซียจะยังคงกดดันยุโรปต่อไป เว้นแต่เคียฟจะได้รับอาวุธตะวันตกเพียงพอเพื่อป้องกันพวกเขา ทั้งๆที่ความจริงนาโต้เปิดฉากกดดันรัสเซียหนัก นับตั้งแต่เกิดปฏิวัติส้มในยูเครน และรัฐประหารไมดาน ทำให้รัฐบาลหุ่นเชิดเมกา-ยุโรปคุมอำนาจ พอเปลี่ยนมือถึงเซเลนสกี้ รัสเซียเปิดฉากรุกก่อนเลยเสียแผนใหญ่

ในขณะที่นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ มาเตอุส โมราเวียคกี อ้างเมื่อต้นปีนี้ว่ามอสโกว์จะติดตามการรณรงค์ในยูเครนด้วย “การโจมตีครั้งต่อไป” ที่อาจเกิดขึ้นในรัฐบอลติก หรือฟินแลนด์ หรือโปแลนด์ หรือโรมาเนีย หรือมอลโดวา ประเทศอื่นใดที่มีพรมแดนติดกัน”

เครมลินไม่เคยแสดงเจตนาใด ๆ ที่จะโจมตีดินแดนของนาโต้ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่จะนำรัสเซียเข้าสู่สงครามกับพันธมิตรทั้งหมดในทันที มอสโกว์เตือนชาติตะวันตกซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ให้เข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งมากขึ้นโดยส่งอาวุธให้เคียฟ โดยให้เหตุผลว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นการยืดเยื้อการต่อสู้ในขณะที่ทำให้สมาชิกนาโต้กลายเป็นผู้เข้าร่วมโดยพฤตินัย และวันนี้สถานการณ์ปรากฎชัดแล้ว

ด้านสหรัฐอเมริกาลูกพี่ใหญ่ พรรครีพับลิกันรุกประเด็นใหญ่ๆกับไบเดนและทีมบริหารเดโมแครตต่อเนื่อง เพราะใกล้วันเลือกตั้ง วิเวก รามาสวามีคู่แข่งชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯในนามรีพับลิกันกล่าวว่า “วอชิงตันควรหยุดให้ความช่วยเหลือยูเครนและไม่อนุญาตให้เข้าสู่สมาชิก NATO”

เขาโน้มน้าวแนวทางนโยบายต่างประเทศ ‘อเมริกาเป็นอันดับแรก’ ที่งานในมลรัฐนิวแฮมป์เชียร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว .

ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีที่ลงสมัครรับการเสนอชื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี GOP ในปี ๒๐๒๔ นำเสนอแผนการของเขาเพื่อยุติความขัดแย้งทางอาวุธในยูเครนโดยไม่ต้องใช้เงิน “ เงินอเมริกันอีกเล็กน้อย”ที่สามารถ“ตอกลิ่ม”ความสัมพันธ์ระหว่างมอสโกว์และปักกิ่งมีความสำคัญสูงสุดและจะสามารถ ต่อรองกับประธานาธิบดีปูตินแห่งรัสเซียได้ เป็นประเด็นสำคัญ 

“ข้อตกลงที่เราสามารถทำได้กับปูตินคือเราหยุดให้ความช่วยเหลือยูเครน เราจะหยุดแนวควบคุมปัจจุบันและเราจะให้คำมั่นสัญญาถาวรที่จะบอกยูเครนว่า จะไม่ได้รับการยอมรับจากนาโต้ คำถามใหญ่ในทางกลับกันคือการที่รัสเซียจะต้องออกจาก“สนธิสัญญาและข้อตกลงทางทหารร่วมกับจีน”เขากล่าวยืนยันว่าความเป็นพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองเป็น“ภัยคุกคามอันดับหนึ่ง”ต่อสหรัฐฯ  

วอชิงตันจะยืนหยัดที่จะได้ประโยชน์จากการแยกจีน-รัสเซียออกจากกันครั้งใหม่ เขากล่าว โดยเปรียบเทียบแนวคิดนี้กับการที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดในขณะนั้นระหว่างมอสโกว์และปักกิ่งเพื่อเริ่มสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและได้ผลดีมาตลอด

มอสโกว์และปักกิ่งอธิบายความสัมพันธ์ของพวกเขาว่าเป็น“หุ้นส่วนที่ไม่มีขีดจำกัด” ซึ่งเหนือกว่าพันธมิตรทางทหารในยุคสงครามเย็นอย่างนาโต้ที่ไม่เป็นเอกภาพ

รามาสวามีถูกท้าทายเกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับ ABC ‘This Week’ เมื่อพิธีกรร่วม มาร์ธา ราดแดตซ์ชี้ว่าเคียฟจะไม่เห็นด้วยที่จะยกดินแดนให้ รัสเซีย เขาไม่สะทกสะท้านและย้ำความคิดเห็นของเขาว่าการปกป้องยูเครนไม่ควรเป็นลำดับความสำคัญของวอชิงตัน

“ผมคิดว่างานของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คือการดูแลผลประโยชน์ของชาวอเมริกัน และผมคิดว่าภัยคุกคามอันดับหนึ่งต่อกองทัพสหรัฐฯ ในตอนนี้ ภัยคุกคามทางทหารสูงสุดของเราคือพันธมิตรจีน-รัสเซีย”เขาอธิบายว่า “ด้วยการติดอาวุธให้ยูเครนมากขึ้น เรากำลังผลักดันรัสเซียให้ใกล้ชิดกับจีน”