แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง!? จีนส่งทูตอวยพร คิสซิงเจอร์อายุ ๑๐๐ ย้ำจุดยืนสันติภาพ หนุนโลกหลายขั้ว

0

วันเสาร์ที่ ๒๗ พ.ค.ที่ผ่านมาเป็นวันคล้ายวันเกิดครบรอบ ๑๐๐ ปีของอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เฮนรี คิสซิงเจอร์ เป็นคนอเมริกันเชื้อสายยิว-เยอรมนี เนื่องจากชื่อเสียงส่วนตัวและประสบการณ์ระดับตำนานของเขาในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ สื่อหลักทั่วโลกต่างเชิดชูคือรัฐบุรุษ ได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพร่วมกันผู้นำเวียดนามในการยุติสงครามเวียดนาม ขณะที่สื่อสหรัฐเองชื่อ Intercept ได้เปิดโปงว่าเขาคือผู้สั่งการทิ้งบอมบ์เวียดนาม-กัมพูชา-ลาว ผู้คนล้มตายนับหลายแสน และจนปัจจุบันระเบิดยังเก็บกู้ไม่หมดทั้งในกัมพูชาและลาว

หากจะมองว่าเขาเป็นรัฐบุรุษ เขาก็คือรัฐบุรุษของอเมริกา และไม่ใช่ของชาวโลกอย่างที่สื่อหลักตะวันตกยกยอ เขาทำทุกอย่างภายใต้ผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา ทุกวันนี้ยังคงทำงานให้กับองค์กร ร็อคกี้เฟลเลอร์ ที่มีบทบาทแทรกแซงประเทศต่างๆ ไม่ต่างกับ โอเพิ่นโซไซตี้ของโซรอส

ในวันครบรอบวันเกิดของเขาทูตจีนประจำสหรัฐฯได้ไปเยี่ยมและอวยพร

สี เฟิง(Xie Feng) ทูตจีนประจำสหรัฐฯ แสดงความยินดีกับ Henry Kissinger ในวันเกิดครบรอบ ๑๐๐ ปีที่เมือง Kent รัฐคอนเนตทิคัต บทบรรณาธิการของ Global Times ระบุว่า “แนวทางปฏิบัติและความมีเหตุมีผลของคิสซิงเจอร์เป็นสิ่งที่สหรัฐฯขาดมากที่สุดในปัจจุบัน” และกล่าวชมเชยบทบาทของเขาที่ทำให้สหรัฐฯและจีนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติแม้จะมีสงครามการค้าผุดขึ้นในสมัยของทรัมป์ก็ตาม ในสมัยทรัมป์คิสซิงเจอร์เป็นที่ต้อนรับของทีมบริหารทรัมป์ แต่ในสมัยของเดโมแครต ไบเดนและทีมไม่โปรด 

สื่อสหรัฐฯ ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ “ศตวรรษคิสซิงเกอร์” และ ได้ชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังอยู่ใน “ช่วงเวลาที่อันตราย” โดยเตือนว่า มีการเกิดขึ้นของสงครามเย็นครั้งใหม่ระหว่างสหรัฐฯและจีน” ดังนั้น “ถึงเวลาแล้วที่โลกจะต้องค้นพบเขาอีกครั้งเพื่อเห็นแก่โลก”

ในสื่อจีนทั้งโกลบัลไทมส์และเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ กล่าวถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐฯกับ “จีนสังคมนิยม” เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุด ประสบความสำเร็จในการพิสูจน์ว่าทั้งจีนและสหรัฐฯ สามารถชนะได้ และชาวอเมริกันผู้รักชาติที่ภักดียังสามารถเป็น “เพื่อนเก่าแก่และเป็นมิตรที่ดีของชาวจีน”ได้ ข้อเท็จจริงนี้ยังคงเป็นจริงในปัจจุบัน แต่วอชิงตันไม่มีความกล้าหาญเช่นนี้อีกต่อไป เพื่อที่จะอยู่รอดในวอชิงตันในฐานะ “ผู้เชี่ยวชาญจีน” ก่อนอื่นต้องกลายเป็น “ผู้เชี่ยวชาญต่อต้านจีน” และต้องเผชิญการตรวจสอบอย่างเฉียบขาดจากการมีส่วนร่วมในการสื่อสารตามปกติและการติดต่อกับจีน ตลอดจนข้อกล่าวหาว่าทรยศต่อผลประโยชน์ของชาติ 

แล้ววันนี้คิสซิงเจอร์คิดอย่างไร ในความสัมพันธ์สหรัฐฯกับรัสเซียและจีน การให้สัมภาษณ์ก่อนหน้าวันเกิด คิสซิงเจอร์จากที่เคยฟันธงว่า ยูเครนต้องเจรจากับรัสเซีย กลายเป็นว่า นาโต้ควรต้องรับยูเครนเป็นสมาชิกเพื่อความปลอดภัยของยุโรป แม้ล่าสุดจะออกมาให้สัมภาษณ์ว่า รัสเซียและยูเครนจะเปิดโต๊ะเจรจาภายในสิ้นปีนี้ ในขณะที่อเมริกาเดินหน้าทุ่มสุดตัวและสั่งให้บริวารนาโต้ลุยต่ออย่างชัดเจนแม้มติภายในของประเทศสมาชิกนาโต้ และสหภาพยุโรปไม่ค่อยเป็นเอกภาพก็ตาม

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับจีน คิสซิงเจอร์เตือนวอชิงตันอย่างชัดเจนว่าให้ “ละเว้นจากการเป็นปฏิปักษ์อย่างไม่ระมัดระวังและดำเนินการเจรจาแทน” เพื่อเห็นแก่มนุษยชาติ แต่นักวิเคราะห์ชาวจีนกล่าวกับ Global Times เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ผู้กำหนดนโยบายของรัฐบาล Biden คนปัจจุบันจะไม่รับฟังคำพูดอันชาญฉลาดจากบุคคลผู้เป็นตำนานร้อยปีอย่างคิสซิงเจอร์

นักวิเคราะห์จีนมองว่า สิ่งที่เรียกว่าการเจรจาระดับสูงของสหรัฐฯกับจีนในปัจจุบันนั้นไม่สร้างสรรค์ เนื่องจากอเมริกันเชื่อว่าคำขอทั้งหมดของสหรัฐฯ นั้นชอบธรรม และจีนต้องยินยอมตามเงื่อนไขของพวกเขา แทนที่จะหาทางออกบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน ดังนั้นจีนจะปฏิเสธมัน จะเห็นได้ว่าแม้ไบเดนจะทำเป็นพูดดีและบลิงเคนบอกจะเดินทางไปจีนเร็วๆนี้ แต่สี จิ้นผิงปฏิเสธไม่รับโทรศัพท์ของไบเดน เพนตากอนและรมว.ต่างประเทศ ปล่อยผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบเจรจาสันติภาพเดินสายต่อไป ทั้งหมดนี้คือท่าทีของจีนต่อสหรัฐฯ คือ แสวงจุดร่วมต่อศูนย์อำนาจที่ยังคงยินดีประสานผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับจีน แต่สงวนจุดต่างกลุ่มอิลิทของเดโมแครตที่มุ่งหน้าฟาดฟันจีนอย่างโจ่งแจ้ง

มาดูฝ่ายรัสเซียมองอย่างไร จากบทวิเคราะห์ของรัสเซียทูเดย์

นอกเหนือจากประวัติความเป็นมาที่เต็มไปด้วยสีสันของ คิสซิงเจอร์แล้ว ผู้เขียนระบุว่าสามารถเรียกคิสซิงเจอร์ได้อย่างถูกต้องว่าเป็นหนึ่งในรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของอเมริกา เขาเทียบได้กับ เคลเมนส์ ฟอน เมตเตอร์นิช (Clemens von Metternich) นายกรัฐมนตรีของจักรวรรดิออสเตรีย ผู้นำการฟื้นฟูทางการเมืองของยุโรปหลังสงครามนโปเลียน คิสซิงเจอร์ซึ่งเห็นฟอน เมตเทิร์นนิชเป็นแบบอย่าง เรียกเขาว่าเป็นนักบงการที่ยอดเยี่ยมซึ่งไม่เคยมีมุมมองที่โรแมนติกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อันที่จริงคิสซิงเจอร์เองก็เป็นเช่นนั้น และแม้ว่าเขาจะถูกมองว่าเป็นคนอบอุ่นเพราะบทบาทของเขาในความขัดแย้งในเวียดนามทำให้ยุติสงคราม แต่นั่นก็เพราะสหรัฐฯแพ้แล้วกระแสต้านสงครามในสหรัฐฯรุนแรงขึ้น ตัวเขาเองก็เรียกการป้องกันความขัดแย้งระดับโลกระหว่างมหาอำนาจว่าเป็นเป้าหมายหลักในชีวิตของเขา เขาเห็นสงครามนองเลือดในท้องถิ่นเป็นราคาที่ต้องจ่ายของการต่อสู้กับภัยคุกคามของฝ่ายตรงข้าม ในฐานะที่เป็นพยานโดยตรงถึงการสังหารหมู่โดย Reich ที่สาม ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ในสงครามในยุโรป และสงครามเวียดนามในเอเชีย เขาเชื่อว่าวิธีเดียวที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ร้ายแรงคือการดำเนินการทางการฑูตที่สมจริงและเลือดเย็นซึ่งได้รับการสนับสนุนจากค่านิยมทั่วไปของเมกา  

ในกรณีของวิกฤตยูเครน แนวทางของคิสซิงเจอร์ล้มเหลว คำแนะนำของเขาในปี ๒๐๑๔ ไม่ได้รับการยอมรับจากนักการเมืองตะวันตกรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์และจุดยืนของความเป็นมหาอำนาจเดี่ยวกินรวบ  เหตุผลของเขาที่ว่าความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนสามารถหยุดลงได้โดยการรวมยูเครนใน NATO นั้นเชื่อมโยงกับความเข้าใจผิดที่ชัดเจน เกี่ยวกับธรรมชาติของความเป็นผู้นำของยูเครน ซึ่งการสู้รบในปัจจุบันถูกมองว่าเป็นความขัดแย้งที่มีอยู่จริง และไม่เกี่ยวกับการประกันความปลอดภัยและความสามัคคี หรือการอยู่ร่วมกันกับรัสเซีย 

ชะตากรรมที่น่าขันของเขาคือคิสซิงเจอร์พยายามดำเนินนโยบายต่างประเทศที่มีเหตุผลในแบบช่วงสงครามเย็น แต่การเผชิญหน้าระหว่างรัสเซียและตะวันตกในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้รับแรงกระตุ้นจากนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เมามายด้วยอุดมการณ์อันแรงกล้าเพื่อรักษาความเป็นเจ้าโลกตามหลักคิด “ผู้ชนะได้ทั้งหมด” หรือthe winner take all !!??