ยูเนสโกยกย่องหลวงปู่มั่น บุคคลสำคัญ!!! สัจจะ(ธรรม)โลกยอมรับ!?!

0

กราบสาธุ ปลาบปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่งเมื่อยูเนสโก ประกาศให้ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แห่งวัดบวรนิเวศ เป็นบุคคลสำคัญของโลก ซึ่งทั้งสองอริยสงฆ์มีคุณูปการต่อทั้งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ วันนี้โลกได้ประจักษ์ผลงานและคุณค่าด้วยสัจจะในหลักธรรมนั้นแล้ว

 

17 ม.ค. 62  นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม แถลง วาระครบรอบ 150 ปีชาตกาล พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระเถรานุเถระสายวิปัสสนากรรมฐานที่พุทธศาสนิกชน ชาวไทยให้ความเคารพนับถือ นามของท่านได้รับการกล่าวถึงทั้งในขณะที่ยังมีชีวิตดำรงอยู่ และละสังขารขันธ์ไปแล้ว

บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า
บอกลาอาการคิดหนัก บอกลาซาด้า

 

หลวงปู่มั่นเป็นผู้นำในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาของไทยให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาในช่วงสมัยกึ่งพุทธกาลนี้ ด้วยการเป็นผู้นำกองทัพธรรมเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้ายังผลให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการพระพุทธศาสนาในทางที่ถูกต้องดีงาม

 

วธ.และศธ. เสนอองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ให้พระอาจารย์มั่น เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในด้านเป็นบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่ดีงามเป็นประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม และส่งเสริมให้เกิดสันติสุข สันติภาพในส่วนรวม

 

26 พ.ย. 62 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานว่าเมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ประชุมยูเนสโก มีมติยกย่องบุคคลสำคัญถึง 2 รูป ได้แก่ พระอาจารย์มั่น ภูริภัตโต ครบรอบ 150 ปีชาตกาล (20 มกราคม 2563) และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครบ 100 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ (2 สิงหาคม 2464)

 

พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นบุคคลสำคัญของโลก สาขาสันติภาพ

 

สำหรับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 10 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสด็จสถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ได้รับมหาสมณุตตมาภิเษกเมื่อปี พ.ศ. 2453 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ดำรงพระอิสริยยศ 11 พรรษา

 

สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาแพ ประสูติเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2403 ในวันที่พระองค์ประสูตินั้นฝนตกหนักมากราวกับฟ้ารั่ว เหมือนนาคให้น้ำ

 

ต่อมา เจ้าจอมมารดาแพถึงแก่กรรมลงในขณะที่พระองค์มีพระชันษาเพียง 1 ปี

 

ผนวชได้ 3 พรรษา ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรมหน้าพระที่นั่ง ทรงแปลได้เป็นเปรียญธรรม 5 ประโยค จากนั้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองในธรรมยุติกนิกาย เมื่อปี พ.ศ. 2424 พระองค์ได้ครองวัดบวรนิเวศวิหาร สืบต่อจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศฯ เมื่อปี พ.ศ. 2434

 

สมเด็จพระมหาสมณเจ้าประชวรด้วยวัณโรค มีพระอาการเรื้อรังมานานนับสิบปี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2464สิริรวมพระชันษาได้ 61 ปี ครองวัดบวรนิเวศวิหารนาน 30 ปี ดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชอยู่ 10 ปี 7 เดือน

 

ทรงจัดตั้ง มหามกุฎราชวิทยาลัย เป็นการริเริ่มจัดการศึกษาของพระภิกษุ ทรงออกนิตยสาร ธรรมจักษุ ซึ่งเป็นนิตยสารทางพระพุทธศาสนา ฉบับแรกของไทย  ทรงปรับปรุงการปกครองคณะสงฆ์ เพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์เป็นไปด้วยดี จึงเกิด พ.ร.บ. ลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 (พ.ศ. 2445) ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับแรกของไทย

 

สาระสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับจัดคณะสงฆ์ออกเป็น 4 คณะ คือ คณะเหนือ คณะใต้ คณะกลาง และคณะธรรมยุติกา มีสมเด็จพระราชาคณะเป็นเจ้าคณะ และมีพระราชาคณะรอง คณะละหนึ่งรูป รวมเป็น 8 รูป ทั้ง 8 รูปนี้ยกขึ้นเป็น มหาเถรสมาคม เป็นองค์กรสูงสุดของคณะสงฆ์

 

หลวงปู่มั่น จอมทัพธรรมแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ อริยะสงฆ์ผู้เป็นต้นแบบพระแท้แห่งพุทธกาล บูรพาจารย์สายพระป่า ถือธุดงควัตรด้วยจริยวัตรปฏิปทางดงาม จนได้รับการยกย่องจากผู้ศรัทธาทั้งหลายว่าเป็นพระผู้เลิศทางธุดงควัตร แนวคำสอนของท่านเป็นที่รู้จักกันดีในนามว่า คำสอนพระป่า

 

พระอาจารย์มั่น ภูริทตโต เดิมมีชื่อว่า มั่น แก่นแก้ว เกิดพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2413 ณ บ้านคำบง ตำบลสงยาง อำเภอโขงเจียม  จังหวัดอุบลราชธานี  อายุ 15 ปีบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบ้านคำบง เมื่อบวชได้ 2 ปี บิดาขอร้องให้ลาสิกขาเพื่อช่วยงานทางบ้าน จิตยังหวนคิดถึงร่มผ้ากาสาวพัสตร์อยู่เนืองนิจ เพราะติดใจในคำสั่งของยายว่า เจ้าต้องบวชให้ยาย เพราะยายก็ได้เลี้ยงเจ้ายากนัก

 

ต่อมาหลวงปู่เสาร์ กนตสีโล เดินธุดงค์มาปักกลดอยู่ที่ บ้านคำบง พระอาจารย์มั่นในขณะเป็นฆราวาสจึงเข้าถวายการรับใช้และมีจิตศรัทธาในข้อวัตรปฏิบัติของหลวงปู่เสาร์ จึงได้ถวายตัวเป็นศิษย์ติดตามเดินทางเข้าเมืองอุบลราชธานี อายุ 23 ปีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดเลียบ อุบลฯได้รับนามเป็นภาษามคธว่า ภูริทตโต แปลว่า ผู้ให้ปัญญา

 

ปี 2436 พระอาจารย์มั่น ได้ออกจาริกเดินธุดงค์ติดตามหลวงปู่เสาร์ กนตสีโล ไปตามลำแม่น้ำโขงทั้งฝั่งประเทศไทยและประเทศลาว ได้ธุดงค์วิเวกไปพำนักจำพรรษา ณ พระธาตุพนม

 

ปี 2455 พระอาจารย์มั่น ออกธุดงค์เพียงลำพังองค์เดียว ได้ไปพำนักบำเพ็ญเพียรที่ถ้ำสาริกา จังหวัดนครนายก ณ แห่งนี้ ท่านได้รู้ได้เห็นธรรมอันอัศจรรย์ และได้ประสบเหตุการณ์ต่างๆหลายประการ ท่านรู้สึกว่าโรคเจ็บท้องที่เคยเป็นประจำชักกำเริบและมีอาการรุนแรงขึ้น ท่านจึงออกไปนั่งสมาธิ พิจารณาธรรม แยกธาตุขันธ์

 

ปี 2458 พระอาจารย์มั่น กลับไปอุบลฯ และออกธุดงค์วิเวกไปพำนักตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งการวิเวกในครั้งนี้ได้เริ่มเทศนาอบรมธรรมปฏิบัติจิตภาวนาให้แก่พระภิกษุสามเณรและฆราวาสญาติโยมจนมีคณะศิษย์ติดตามมากมาย

 

ท่านธุดงค์วิเวกตามป่าเขาในภาคเหนือเป็นเวลานานถึง 12 ปี อาศัยอยู่ในเขตอำเภอพร้าว เชียงดาว แม่ริม สันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอแม่สาย เวียงป่าเป้า แม่สรวย จังหวัดเชียงราย

 

พระอาจารย์มั่น ได้บรรลุธรรมอันสูงสุด ณ ถ้ำดอกคำ ตำบลน้ำแพร่ อำเภอพร้าว เชียงใหม่ จากนั้นท่านได้ธุดงค์ไปยังดอยนะโม โดยพูดกับลูกศิษย์คือ หลวงปู่ขาว อนาลโย ว่า “ผมหมดงานที่จะทำแล้ว ก็อยู่สานกระบุงตะกร้า พอช่วยเหลือพวกท่านและลูกศิษย์ลูกหาได้บ้างเท่านั้น”

 

กาลต่อมาท่านได้อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ให้บรรลุธรรมสูงสุดเป็นจำนวนมาก จนได้รับขนานนามว่า พระอาจารย์ใหญ่แห่งวงศ์พระกรรมฐานวัดป่า

 

ช่วงปัจฉิมวัยท่านได้ไปจำพรรษา ณ วัดป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณนานิคม ลงหลักปักฐานที่วัดป่าหนองผือนาในเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ทุ่มเทสอนอุบายธรรมเพื่อการหลุดพ้นให้รู้แจ้งเห็นจริงตามอริยสัจ แก่ลูกศิษย์คณะสงฆ์และฆราวาสญาติโยม โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ตราบจนวาระสุดท้าย

 

หลวงปู่มั่น เป็นพระกรรมฐานแห่งยุค ตำนานชีวิตถูกกล่าวขานเป็นที่ประจักษ์ ท่านสำเร็จปฏิสัมภิทานุศาสน์ 4 อย่าง คือ

อัตถปฏิสัมภิทา – แตกฉานในอรรถ

ธรรมปฏิสัมภิทา – แตกฉานในธรรม

นิรุตติปฏิสัมภิทา – แตกฉานในภาษา

ปฏิภาณปฏิสัมภิทา – แตกฉานในปฏิภาณ

 

หลวงปู่มั่น ละสังขารเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2492 อายุ 79 ปี 56 พรรษา ณ วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร ซึ่งต่อมาอัฐิของท่านได้แปรสภาพกลายเป็นพระธาตุ

 

หลังจากท่านพักอาพาธที่วัดป่าบ้านกลางโนนภู่ 11 วันแล้ว คณะศิษย์นุศิษย์ได้อาราธนา นอนในเปลพยาบาลแล้วนำท่านขึ้นรถเพื่อมาพัก ณ วัดป่าสุทธาวาส ซึ่งจากบันทึกของหลวงตาทองคำ จารุวณโณ ผู้อุปฐากองค์หลวงปู่ในช่วงอาพาธได้บันทึกเหตุการณ์ในช่วงที่องค์ท่านมรณภาพไว้ในหนังสือ “บันทึกวันวาน” ไว้ด้วยว่า

 

“… จากพรรณานิคม ถึงวัดป่าสุทธาวาส สกลนคร เกือบ 12 นาฬิกา เพราะทางหินลูกรังกลัวจะกระเทือนมาก ท่านฯ ก็หลับมาตลอด นำท่านฯ ขึ้นกุฏิ ศิษย์ผู้ใกล้ชิดก็มี ผู้เล่า ท่านวัน ท่านหล้า ผู้จัดที่นอนให้ท่านฯ ได้ผินศีรษะไปทางทิศใต้ ปกติเวลานอนท่านฯ จะผินศีรษะไปทางทิศตะวันออก

 

ด้วยความพะว้าพะวัง จึงพากันลืมคิดที่จะเปลี่ยนทิศทางศีรษะของท่านฯเวลาประมาณ 01.00 น. เศษ ท่านฯ รู้สึกตัวตื่นตื่นขึ้นจากหลับ แล้วพูดออกเสียงได้แต่อือๆ แล้วก็โบกมือเป็นสัญญาณ แต่ไม่มีใครทราบว่าท่านฯ ประสงค์สิ่งใด

 

มีสามเณรรูปหนึ่งอยู่ที่นั้น เห็นท่าอาการไม่ดี จึงให้สามเณรอีกรูปไปนิมนต์พระเถระทุกรูป มีเจ้าคุณจูม พระอาจารย์เทสก์ พระอาจารย์ฝั้น เป็นต้น มากันเต็มกุฏิ เท่าที่สังเกตดู ท่านใกล้จะละสังขารแล้ว แต่อยากจะผินศีรษะไปทางทิศตะวันออก

 

ท่านพลิกตัวไปได้เล็กน้อย ท่านหล้า (พระอาจารย์หล้า เขมปตโต) คงเข้าใจ เลยเอาหมอนค่อยๆ ผลักท่านไป ผู้เล่าประคองหมอนที่ท่านหนุน แต่ท่านรู้สึกเหนื่อยมาก จะเป็นการรบกวนท่านฯ ก็เลยหยุด ท่านฯ ก็เห็นจะหมดเรี่ยวแรง ขยับต่อไปไม่ได้ แล้วก็สงบนิ่ง

 

ยังมีลมหายใจอยู่ แต่ต้องเงี่ยหูฟัง ท่านวันได้คลำชีพจรที่เท้า ชีพจรของท่านเต้นเร็วชนิดรัวเลย รัวจนสุดขีดแล้วก็ดับไปเฉยๆ ด้วยอาการอันสงบ…”

 

หลวงปู่มั่น ได้ชื่อว่าท่านเป็นผู้ที่สืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนา โดยทรงตั้งธรรมยุตติกาวงศ์ขึ้น เป็นนิกายใหม่ในพระพุทธศาสนา ที่มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยและระเบียบแบบแผน ด้านพระพุทธศาสนา

 

เกร็ดประวัติ และปกิณกธรรมของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากหนังสือ “รำลึกวันวาน” โดย หลวงตาทองคำ จารุวัณโณ ช่วงหนึ่งได้ระบุไว้ว่า เรื่องพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 นี้ ท่านปรารภหลายวาระหลายสถานที่ ท่านพระอาจารย์เล่าว่า สมัยหนึ่ง เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ที่พระเชตวัน พระพุทธเจ้าทรงปรารภถึงความชราภาพของพระองค์ทั้งสองว่า

 

“ตถาคตและพระองค์ก็ย่างเข้าสู่วัยชราแล้ว ไม่ช้าตถาคตก็จะปรินิพพาน และก็เช่นกัน พระองค์ก็จะเสด็จสวรรคต ตถาคตไม่กลับมาสู่ภพนี้อีก ส่วนพระองค์เป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร และเป็นพระสหายของตถาคต ยังต้องกลับมาสร้างบารมีต่อ ถ้าคราวใดศาสนาของตถาคตเสื่อมลง ขอพระองค์ทรงกลับมาฟื้นฟูด้วย”

 

ต่อมาไม่นาน พระโอรสวิฑูฑภะก่อการกบฏขึ้นในแผ่นดิน พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จหนีไปยังแคว้นมคธ เพื่อขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าอชาตศัตรู แต่พระองค์เสด็จไปไม่ทัน ประตูเมืองถูกปิดลงเสียก่อน ด้วยความชราภาพและเหนื่อยอ่อนจากการเดินทาง พระองค์ก็เสด็จสวรรคตอย่างเดียวดาย ไร้ญาติขาดมิตร ที่ศาลาที่พักคนเดินทางนอกประตูเมือง นี่แหละหนอ สังสารวัฏ มีเบื้องต้นและที่สุด อันใครๆ ก็ตามไปรู้ไม่ได้

 

พระพุทธเจ้าคงจะทรงเห็นเหตุอันนี้ จึงตรัสกับพระเจ้าปเสนทิโกศลอย่างนั้น ท่านพระอาจารย์เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็คือ พระเจ้าปเสนทิโกศล นั้นเอง ที่มาทรงฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเมื่อถึงจุดนั้น

 

พระองค์ทรงทำเป็นแบบอย่าง ครบถ้วนสมบูรณ์ พอเป็นตัวอย่างให้คนรุ่นหลังได้ แม้ท่านพระอาจารย์มั่นก็ยอมรับว่าได้แบบอย่างมา รองจากครั้งพุทธกาล ก็มีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้เป็นแบบฉบับตลอดมา

(http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-mun/lp-mun-hist-06-05.htm)

 

หนังสือ 99 พระอรหันต์ศิษย์สาย หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เป็นหนังสือที่คณะกรรมการ วัดป่าปทีปปุญญราม บ้านเซียม อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร ได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นการรำลึก และเชิดชูเกียรติของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และพระอาจารย์ต่างๆ ที่เป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระสงฆ์ที่เป็นลูกศิษย์ของท่านสืบต่อแนวปฏิบัติของท่านสืบมา เช่น

 

พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฎ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรงฺสี)

หลวงปู่ขาว อนาลโย

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

 

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร

พระครูสุทธิธรรมรังษี (หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท)

 

หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)

พระเทพเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

 

หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล

ฯลฯ

(https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/125183)

 

แนวคำสอนของหลวงปู่มั่น รู้จักกันดีในนามว่า คำสอนพระป่า (สายพระอาจารย์มั่น) ซึ่งมีบางคนที่ยังเข้าใจผิดหรือคลาดเคลื่อนไป หรือบางคนก็เข้าใจเพียงผิวเผินเท่านั้น เช่น

 

เกิดมาแล้ว ก็แก่ เจ็บ ตายแต่ก่อนจะตาย ทานยังไม่มี ก็ให้มีเสีย ศีลยังไม่เคยรักษา ก็รักษาเสีย ภาวนายังไม่เคยเจริญ ก็เจริญให้พอเสีย

 

ศาสนาทางมิจฉาทิฏฐิ ก็นับวันจะแสดงปาฏิหาริย์ คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไปอย่างโคและกระบือ ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย ฉะนั้น พวกเธอทั้งหลายจงรีบเร่งปฏิบัติธรรม ให้สมควรแก่ธรรม พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแล

 

การปฏิบัติธรรม เป็นการทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทรงตรัสสอนเรื่อง กาย วาจา จิต มิได้สอนเรื่องอื่น ทรงสอนให้ปฎิบัติฝึกหัดจิตใจ ให้เอาจิตพิจารณากาย เรียกว่า..กายานุปัสสนาสติปัฏฐานหัดสติให้มากในการค้นคว้า เรียกว่า..ธัมมวิจยะ พิจารณาให้พอทีเดียว

 

เมื่อพิจารณาพอจนเป็นสติสัมโพชฌงค์ จิตจึงจะเป็นสมาธิรวมลงเอง การประกอบความพากเพียร ทำจิตให้ยิ่ง เป็นการปฏิบัติตามคำสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

 

ในคำสอนของพระพุทธศาสนา แนวทางสายพระป่า พบว่าได้เน้นให้รู้ หมายถึง ตามรู้ รู้ถึงจิต รู้ถึงขันธมารนั่น คือ ขันธ์ ซึ่งบกพร่องแล้วเป็นมารผลาญตัวเอง ในแง่ของมารหมายถึง

 

ขันธ์ที่คอยกีดขวางการทำความดี เช่น ต้องการฟังธรรมะ แต่หูหนวก ไม่สามารถฟังธรรมได้ เป็นต้น อภิสังขารมาร คือ ความคิดนึกอันประกอบกับอารมณ์ เป็นมารเพราะเป็นตัวปรุงแต่งกรรม ทำให้เกิดชาติชรา เป็นต้น ขัดขวางไม่ให้หลุดพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏ

 

ขันธมาร คือ ขันธ์ 5 มี รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์

ไม่หลงอิทธิปาฏิหาริย์ การจะบรรลุธรรมนั้น ไม่ใช่การมีฤทธิ์เพียงอย่างเดียว เช่น พระเทวทัต ดูจากพระอรหันต์ 4 ประเภท

 

อรหันต์ 4

อรหันต์ คือ พระอริยบุคคลผู้บรรลุแล้วห่างไกลจากซึ่งกิเลสแล้ว ควรแก่ปัจจัย4และการเคารพบูชา  ไม่มีความลับในการทำบาปทั้งปวง แบ่งตามอาการที่ได้บรรลุ เป็น 4 ประเภท คือ

 

สุกขวิปัสสิกโก คือ ผู้บรรลุด้วยการปฏิบัติวิปัสสนาเพียงอย่างเดียว ไม่ได้อาศัยฌานสมาบัติเป็นฐานกำลัง บรรลุอรหันต์โดยไม่ได้ทรงคุณวิเศษอย่างอื่นด้วยจัดเป็นปัญญาวิมุติคือหลุดพ้นได้ด้วยปัญญา

 

เตวิชโช  ผู้ได้วิชชาสาม อันได้แก่ ฌานระลึกอดีตชาติได้ , ตาทิพย์เห็นการเกิดและการตายของสัตว์โลก , ฌานที่ทำให้สิ้นไปแห่งกิเลสอาสวะ

 

ฉฬภิญโญ ผู้ได้อภิญญาหก อันได้แก่ แสดงฤทธิ์ได้ , มีหูทิพย์ , มีตาทิพย์ , กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ , ระลึกชาติได้ , รู้การทำให้สิ้นไปแห่งกิเลสอาสวะ

 

ปฏิสัมภิทัปปัตโต คือ พระอรหันต์ผู้ทรงคุณปฏิสัมภิทาสี่ คือ ผู้มีความแตกฉานในเหตุ , แตกฉานในผล , แตกฉานในปฏิภาณ , แตกฉานในภาษาและถ้อยคำ

 

ประเภทที่ 2-4 จัดเป็นผู้บรรลุด้วยเจโตวิมุติคือบรรลุด้วยกำลังของสมถกรรมฐานเป็นบาทฐาน

(https://papatsro.wordpress.com/2014/03/21/%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C-4/)

 

อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือหลักพระพุทธศาสนานั้น ได้เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคำสอนของวัดพระธรรมกาย ซึ่งเป็นที่เผยแพร่ รับรู้กันทั่วไป มีการท้วงติง ว่า พระธรรมกายสอนผิดเพี้ยนไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้า

 

ธรรมกายสอนให้ทำสมาธิ เพื่อความร่ำรวย และต้องการฤทธิ์เดช อยากใหญ่ อยากเป็นอมตะ ทั้งนี้เพราะสอนให้ยึดติดนิมิต ไม่อาจหลุดพ้นจากภพสาม บรรลุนิพพานไปได้

 

ในขณะที่พระพุทธเจ้าสอนการเจริญสมาธิ เพื่อเป็นบรรทัดฐานและตั้งมั่นของปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง ในหลักอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  สอนทำสมาธิ เพื่อให้เกิดปัญญา เห็นโลกเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป จนบรรลุนิพพาน

 

ประเด็นที่เป็นข้อสงสัย คือ แนวทางการปฏิบัติ วิปัสสนา โดยเฉพาะเรื่อง นิมิต ที่วัดพระธรรมกายถูกมองว่า ปฏิบัติผิดเพี้ยน นั่นคือ ให้ยึดติดในนิมิต หวังให้เกิดอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ บันดาลให้เกิดความร่ำรวย ความเป็นใหญ่ ความเป็นอมตะ โดยไม่ปล่อยวาง

 

พระไพศาล วิสาโล เคยกล่าวถึงวัดพระธรรมกายสอนให้คนมีความเห็นที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนว่า  “…การที่วัดธรรมกายได้รับความนิยมจากผู้คนอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ สาเหตุสำคัญเป็นเพราะชาวพุทธจำนวนมากมีความเข้าใจน้อยมากในหลักธรรมทางพุทธศาสนา

 

แม้กระทั่งเรื่องพื้นฐาน เช่น บุญ ก็มีความเห็นที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน เช่น เชื่อว่าบริจาคเงินมากเท่าไรก็ได้บุญมากเท่านั้น หรือทำบุญเพื่อเอา มิใช่ทำบุญเพื่อละ (ยังไม่ต้องพูดถึงหลักธรรมขั้นสูง เช่น นิพพาน) ดังนั้นจึงง่ายที่จะคล้อยตามและหลงใหลศรัทธาในธมฺมชโย/ธรรมกาย และพร้อมที่จะปิดหูปิดตาต่อพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลของธมฺมชโย/ธรรมกาย..”

 

พระเมธีวชิโรดม หรือ ว.วชิรเมธี เคยทำไว้ตั้งแต่ปี 2546 โดยวิทยานิพนธ์เรื่อง “บทบาทในการรักษาพระธรรมวินัยของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) : ศึกษาเฉพาะกรณีธรรมกาย”  พูดถึงคำสอนของวัดพระธรรมกายว่า  “การทำพระธรรมวินัยให้วิปริตที่พบว่ามีสาเหตุมาจากสำนักวัดพระธรรมกายก็คือ การทำลายความน่าเชื่อถือของพระไตรปิฎก

 

ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่ประมวลไว้ซึ่งพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า การพยายามปลอมปนคำสอนในลัทธิของตนลงในพระไตรปิฎก การพยายามยกย่องครูบาอาจารย์ของตน หรือแม้แต่นักวิชาการจากต่างประเทศให้มีฐานะสำคัญ ถึงขนาดที่ใช้ทัศนะของท่านเหล่านั้นขึ้นมาอ้างเป็นมาตรฐานเพื่อตัดสินหลักการสำคัญของพระพุทธศาสนาอย่างเรื่องนิพพาน เป็นต้น

 

การพยายามให้อรรถาธิบายชักจูงให้คนทั่วไปเข้าใจว่า บุญมีฐานะเป็นดุจสินค้าชนิดหนึ่ง และเมื่อทำบุญและอานิสงส์ของบุญจะก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่าง ๆ ได้อย่างปาฏิหาริย์”

 

นั่นคือตัวอย่างคำสอนที่มีการระบุถึงการสอนของวัดพระธรรมกาย ซึ่งก็ยังคงเป็นที่พูดถึงวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ ขณะเดียวกันก็ยังมีผู้มีจิตใจศรัทธาต่อพระธัมมชโยและวัดพระธรรมกายอยู่ไม่น้อยเช่นกัน??? โดยเรื่องนี้จะต้องใช้ปัญญาพิจารณาอย่างถี่ถ้วนที่สุด หากแต่ประการหนึ่งในเบื้องต้นนี้ก็ประจักษ์แล้วต่อ คำสอนวัตรปฏิวัติของพระสายป่าอย่างหลวงปู่มั่น ที่วันนี้ไม่เพียงโลกได้รู้จักแต่ยังยอมรับกราบคารวะด้วย!!!