เพื่อไทยร้าวหนัก!!! ไพจิตแฉผู้ใหญ่บางคน??? แย้มรู้ตัวการแล้ว!?!

0

จากดูไบร้อนฉ่ามาถึงเมืองไทยกับเรื่องของคนกันเอง ที่ถึงกับต้องหอบข้ามฟ้าข้ามทะเลไปให้นายใหญ่ช่วยเคลียร์??? เมื่อภายในพรรคตกลงหรือพูดคุยกันไม่ได้!?! และความชัดเจนก็ปรากฏออกมาจากระดับแกนนำสำคัญที่เจ้าตัวถึงเอ่ยปากขอโทษประชาชน ทั้งยังมีข้อมูลถึงผู้ใหญ่และตัวการที่ปล่อยเรื่องนี้ออกจนเป็นที่มาให้สื่อพากันพาดหัว เพื่อไทยร้าว หรือ แตกยับ!!!ลองมาฟังกันดูว่าผู้ใหญ่คนนั้นหมายถึงใคร???

 

1 ธ.ค. 62 ปรากฏรายงานจากพรรคเพื่อไทย ว่า ระหว่างวันที่ 28-30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย ประมาณ 60 กว่าคน ได้เดินทางไปพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นำโดยนายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ ประธานภาคอีสาน

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

 

รายงานระบุถึงสาเหตุการเดินทางไปพบนายทักษิณเพื่อระบายความในใจเป็นรายบุคคล หลีกเลี่ยงการเข้าพบเป็นกลุ่ม เนื่องจากเกรงว่าเรื่องจะรู้ไปถึงคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย เพราะสิ่งที่ ส.ส.อีสาน ระบายส่วนใหญ่เป็นความไม่พอใจการบริหารงานของคุณหญิงสุดารัตน์

 

“ที่แทรกแซงการทำงาน เช่น ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา มีการประชุม ส.ส.ภาคอีสาน ทางคุณหญิงสุดารัตน์ ก็เข้ามานั่งเป็นประธานประชุม ทั้งๆที่ปกติไม่เคยเข้ามา และมีการเปลี่ยนตัวคณะอนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณฯ ที่ทาง ส.ส.ศรีสะเกษ และ ส.ส.ภาคอีสานมีมติส่งนายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ ส.ส. ศรีสะเกษ นั่งอนุกรรมาธิการ

 

แต่อท้ายที่สุดก็ถูกคุณหญิงสุดารัตน์ เปลี่ยนชื่อออกโดยไม่บอกกล่าว แล้วให้คนอื่นมาเป็นแทน สร้างความไม่พอใจให้ ส.ส. ศรีสะเกษ จนเกิดการโต้เถียงในห้องประชุม ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ ได้มีการขอโทษในเรื่องนี้แล้ว และรับปากจะไม่ให้เกิดเรื่องลักษณะนี้ขึ้นอีก”

 

รายงานข่าวยังอ้างอีกว่า ความไม่พอใจของ ส.ส.ภาคอีสาน มีมาตั้งแต่การแบ่งสัดส่วนประธานกรรมาธิการฯ กรรมาธิการฯ จนมาถึงการตั้งคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณด้านต่างๆ ที่ส.ส. ภาคอีสานโดนเปลี่ยนชื่อ และให้คนนอก เช่น นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งเป็นคนนอกมาเป็นแทน และเมื่อมีตำแหน่งมาคนที่ได้รับการจัดสรรส่วนใหญ่จะเป็น ส.ส. กทม. หรือคนใกล้ชิดและ ส.ส. อีสานบางส่วนเท่านั้น นี่จึงถือเป็นความไม่พอใจที่สะสมมานาน

 

ต่อมา คุณหญิงสุดารัตน์ นัดกลุ่ม ส.ส. ภาคอีสานไปทานอาหารที่บ้าน เพื่อปรับความเข้าไจ แต่ปรากฏว่าไม่มี ส.ส.ไปร่วมงาน แต่กลับนัดรวมตัวกันเดินทางไปดูไบแทน

.

และในช่วงเดียวกันนี้เอง คุณหญิงสุดดารัตน์ ก็ได้เดินทางไปนครดูไบด้วยเช่นกัน เพื่อเคลียร์ปัญหากับ ส.ส. ภาคอีสาน โดยมีการยกเลิกกำหนดการลงพื้นที่หาเสียงที่ จ.ขอนแก่น ซึ่งกำหนดไว้ช่วงวันเสาร์และอาทิตย์ที่ผ่านมา รวมถึงอาจจะมีการงดประชุม ส.ส. พรรคเพื่อไทยในวันอังคารที่ 3 ธันวาคม 2562 อีกด้วย

 

อย่างไรก็ตามรายงานข่าวย้ำถึงความไม่พอใจ การบริหารงานฯ ภายในพรรคเพื่อไทยของ คุณหญิงสุดารัตน์ จนเกิดกระแสขอเปลี่ยนตัวประธานยุทธศาสตร์ เป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หรือ ยกเลิกตำแหน่งนี้ เพราะที่ผ่านมามีการแทรกแซงการบริหารงานภายในพรรคฯ ทั้งที่ปกติประธานยุทธศาสตร์ ไม่ได้มีอำนาจด้านบริหารภายในพรรค

 

ขณะที่มีการเผยแพร่บรรยากาศการพบกันของส.ส.พรรคเพื่อไทย โดยนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มาต้อนรับและหารือเคลียร์ปัญหาระหว่าง ส.ส.กลุ่มดังกล่าว กับทางคุณหญิงสุดารัตน์ ด้วยตนเอง

 

2 ธ.ค. 62 นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ประธานพรรคเพื่อไทยภาคอีสาน ออกมาชี้แจงพร้อมปฏิเสธกระแสข่าวความขัดแย้งในพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะประเด็นมีการเสนอข่าวว่า ตนเองลุกขึ้นพูดกลางโต๊ะอาหาร ตำหนิการทำงาน คุณหญิงสุดารัตน์ ต่อหน้า นายทักษิณ

 

ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ตรงกันข้าม ตนได้ลุกขึ้นพูดแสดงความชื่นชมการทำงานของคุณหญิงสุดารัตน์ด้วยซ้ำ และการเดินทางมาที่ดูไบครั้งนี้ ตนมาพร้อมกับ คุณหญิงสุดารัตน์ และ ส.ส.หลายคน ซึ่งทุกคนก็มาเที่ยว และถือโอกาสมาอวยพรปีใหม่นายทักษิณ ในฐานะที่เป็นคนรู้จักกัน โดยได้ทานข้าวด้วยกันเท่านั้น

 

ที่ผ่านมาหากพรรคเพื่อไทยไม่ได้คุณหญิงสุดารัตน์ถือว่าแย่ เพราะคุณหญิงสุดารัตน์เป็นคนที่มีความตั้งใจในการทำงานสูง เป็นคนขยันหาตัวจับได้ยาก ซึ่งไม่มีเรื่องที่ตนเองลุกขึ้นตำหนิ หรือเสนอให้ปลดคุณหญิงสุดารัตน์ ออกจากตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์ของพรรค จึงแปลกใจว่ามีคนเอาไปบิดเบือนว่าตนเองตัดพ้อ และนำเสนอข่าวใหญ่ให้เห็นความขัดแย้งของพรรคเพื่อไทยได้อย่างไร

 

ข่าวที่ออกมาตนเองไม่รู้ว่าคนที่ออกมาปล่อยข่าวคือใคร แต่หากเป็นคนในพรรคเพื่อไทยที่ใช้วิธีการสร้างความขัดแย้งด้วยการนำเอาตนเองมาเป็นเป้า จึงอยากเตือนว่าเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมงคลทั้งกับตนเองและพรรคเพื่อไทย

.

ส่วนทุกครั้งที่มีปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยก็จะมีชื่อตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องตลอดนั้น ก็ไม่แปลกใจ เพราะตนเองเป็นประธานพรรคที่ดูพื้นที่ภาคอีสาน หากจะโจมตี คนก็จะพุ่งเป้ามาที่ตนเองเป็นคนแรก ทั้งนี้หากมีโอกาส ตนเอง และ ส.ส.อีสาน จะไปร่วมนั่งแถลงข่าวด้วยกันอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าไม่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น

 

โดยในเรื่องนี้ นายไพจิต  ศรีวรขาน ส.ส. นครพนม พรรคเพื่อไทย และเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา  ได้เปิดเผยกับเพจปอกเปลือก ว่าเรื่องดังกล่าวทำให้พรรคเสียหายในสภาพการณ์ขณะนี้ พร้อมปฏิเสธเรื่องที่กลุ่มส.ส.อีสานกล่าวหาคุณหญิงสุดารัตน์นั้นไม่เป็นความจริง

 

“ผมไม่ได้ไปด้วย เชื่อว่าส.ส.ที่ไปก็เพราะความคิดถึงนาย การจะไปกดดันเจ๊หน่อยเป็นไปไม่ได้ จะไปทำได้อย่างไร พวกนี้ที่เอาก็เพราะไม่สมประโยชน์ตัวเอง เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ไปทำเรื่องแบบนี้

 

ประชุมพรรคคงได้คุยกัน ต้องหาเวลาคุยกัน วันนี้งดประชุมพรรค แต่ต้องนั่งคุยกันว่าทำไมไปพูดแบบนั้น ทำให้พรรคเสียหาย ซึ่งตอนนี้ก็พอจะรู้แล้วว่าใครเป็นตัวการ ใครเป็นคนไปปล่อยข่าว” นายไพจิต กล่าว

 

เมื่อถามย้ำว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยไม่ได้ทะเลาะหรือแตกร้าวตามที่ปรากฏเป็นข่าวขณะนี้ใช่หรือไม่???

 

ทั้งนี้แกนนำกลุ่มอีสานพัฒนา ได้ยืนยันกับผู้สื่อข่าวเพจปอกเปลือกว่า โดยภาพรวมมีความสามัคคีกันดี มีเพียงบางส่วนที่มีปัญหาซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อย นิดหน่อยเท่านั้น เราต้องไม่ทำอะไรที่หักหาญากันให้อภัยกันได้ต้องทำ

 

นอกจากนี้เมื่อถามว่า ทำไมคุณหญิงสุดารัตน์ตามกระแสข่าวที่ออกมา ถึงไปกระทบกระทั่ง เข้าไปมีส่วนเกือบทุกส่วนงานของพรรค ที่บางคนคิดว่าเป็นการก้าวก่าย???

 

“เรื่องนี้ เราดูว่าคุณหญิงสุดารัตน์เคยศึกษาดำรงตนอยู่ในเชิงพุทธอยู่ลำพัง ทำให้เห็นว่าเรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้น เรื่องนี้เป็นผู้ใหญ่ที่ไปทำเรื่อง ทำให้ส.ส.ใหม่สับสนว่าเกิดอะไรขึ้น พรรคเป็นอย่างไร ทั้งที่ช่วงนี้เราควรประคองพรรค ต้องไปช่วยกันหาเสียง”

 

“เราต้องเป็นเนื้อเดียวกัน ตอนนี้ทยอยกลับกันมา วันนี้คงกลับมากันหมด และพรุ่งนี้ต้องไปช่วยกันหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่ขอนแก่น ผมต้องขอโทษประชาชนด้วย ที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เสียใจที่ประชาชนต้องมาเจอเรื่องราวแบบนี้กับพรรค”

 

นั่นคือข้อความที่ระดับแกนนำที่สำคัญคนหนึ่งของพรรคเพื่อไทยเปิดเผยออกมา ที่สำคัญนี่คือระดับบิ๊กคนหนึ่งของส.ส.สายอีสาน โดยแม้จะพยายามทำความเข้าใจประชาชนให้รับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่กระนั้นถ้อยความนี้ก็ย่อมบ่งบอกเหตุการณ์บางอย่างและนั่นคือสิ่งสะท้อนว่า ยังมองหน้ากันได้แต่คงสบตาไม่สนิทใจนัก!?!