ผู้ว่าการรัฐงัดข้อปธน.สหรัฐ?!? ความขัดแย้งรัฐบาลกลางกับท้องถิ่น!!! ชีวิตคนกับเศรษฐกิจปท.???

0

จากวันที่ 19 เม.ย. 63 ผู้ติดไวรัสโควิด-19 สะสมทั่วโลกทะลุ 2,330,856 ราย เสียชีวิต 160,754  โดยสหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้ออันดับ 1 มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สะสมจำนวน 738,792 ราย และมีผู้เสียชีวิตรวม 39,014 ราย

สำหรับสถานการณ์ในสหรัฐ มีการประท้วงต่อต้านคำสั่ง​ “อยู่บ้าน” เพื่อลดการระบาดของไวรัสโควิด-19​ในหลายรัฐ เช่น มิชิแกน​ โอไอโอ​ เคนทักกี​ นอร์ท​ แคโรไลน่า​ และยูทาห์​ ซึ่งแกนนำผู้ประท้องมีทั้งฝ่ายพรรคริพับลิกัน​ และ พรรคเดโมแครต

ทั้งนี้ผู้ว่าการ​รัฐมิชิแกน​ Gretchen Whitmer พรรคเดโมแครต กล่าวว่า​ผู้ประท้วงมีเพียงส่วนน้อย​ และเป็นสิทธิที่จะประท้วง​  ผู้คนรู้สึก​ “ใกล้บ้า” เวลาอยู่บ้าน(แบบนี้)​และเป็นกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่าย​ แต่ที่น่าเศร้าก็คือ​ ยิ่งออกมาประท้วง​มากเท่าไหร่​ ยิ่งใช้เวลาประท้วงกันนานขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีโอกาสกระจายเชื้อเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

การยกเลิกคำสั่งปิดเมืองในสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐจากพรรคริพับลิกัน ส่งข้อความในทวิตเตอร์ส่วนตัวระบุว่า รัฐที่ควรเริ่มเปิดเมืองก่อน ได้แก่ มินเนโซตา มิชิแกน และเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นรัฐที่มีผู้ว่าการเป็นสมาชิกสังกัดพรรคฝ่ายค้านเดโมแครต

ก่อนหน้านี้ได้มีการประท้วงเรียกร้องให้ผู้ว่าการรัฐดังกล่าวยกเลิกมาตรการหยุดอยู่บ้าน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ ต้องเรียกประชุมผู้ว่าการรัฐเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว พร้อมยืนยันให้ผู้ว่าการรัฐเป็นคนตัดสินใจ

ขณะที่นายทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินเนโซตา กล่าวว่า พยายามขอหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์ หลังทราบเรื่องดังกล่าว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถหารือได้ โดยเขายังยืนยันถึงความจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าใช้มาตรการปิดเมืองต่อไป เพราะหากปล่อยให้ประชาชนกลับไปทำงานได้ตามปกติ พวกเขาก็จะยิ่งเสี่ยง เนื่องจากระบบการป้องกันและรักษาไวรัสโควิด-19 ยังไม่รองรับ

ด้านนายเจย์ อินสลี ผู้ว่าการรัฐวอชิงตัน เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวด้วยว่าการแนะให้ทั้ง 3 รัฐยกเลิกการบังคับใช้มาตรการปิดเมืองของผู้นำสหรัฐฯ เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้เกิดการฝ่าฝืนกฎหมายและทำให้เกิดอันตรายอย่างมาก เพราะจะทำให้ประชาชนหลายล้านคนกลับไปเสี่ยงชีวิตจากการติดเชื้อไวรัส(โควิด-19)อีกครั้ง

อย่างไรก็ตามความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐกับผู้ว่าการรัฐต่างๆนั้น พบมาตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. 63 โดยหนังสือพิมพ์ New York Times ระบุสถานการณ์ในนครนิวยอร์ก เลวร้ายกว่าเหตุวินาศกรรมนิวยอร์ก 9/11 รถฉุกเฉินต้องทำงานไม่หยุด ทั่วทั้งเมืองเต็มไปด้วยเสียงไซเรน และทีมแพทย์ต้องทำงานแข่งกับเวลา แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า การกักกันพื้นที่นิวยอร์ก เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโควิด-19 นั้นไม่จำเป็น และขอให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลกลางให้คำแนะนำด้านการเดินทางที่เข้มงวดแทน

ทรัมป์ กล่าวใน Twitter ว่าการให้คำแนะนำดังกล่าวจะดำเนินการโดยผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ และคอนเนตทิคัต โดยหารือกับรัฐบาลกลาง ขณะที่ เอเอฟพี รายงานว่า แอนดรูว์ คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ได้ขยายคำสั่งล็อกดาวน์รัฐออกไปจนถึงวันที่ 15 พฤษาภาคม ซึ่งขัดแย้งกับความประสงค์ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เตรียมเดินเครื่องเศรษฐกิจประเทศ

ทั้งนี้ความเคลื่อนไหวของ คูโอโม มีขึ้นหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดศึกวิวาทะกับบรรดาผู้ว่าการรัฐและวุฒิสมาชิก หลังทรัมป์ อ้างฐานะประธานาธิบดีมีอำนาจเบ็ดเสร็จสั่งยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งเป็นขอบเขตอำนาจในระดับรัฐได้ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจากวิกฤตโควิด-19 ขณะที่สหรัฐฯเป็นประเทศอันดับ 1 มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิด-19 มากที่สุดในโลก

ประธานาธิบดีทรัมป์ ต้องการให้ภาคธุรกิจกลับมาทำการได้ตามปกติ ในขณะผู้ว่าการรัฐ 42 รัฐ จากทั้งหมด 50 รัฐของอเมริกา ออกคำสั่งให้ประชาชนอยู่แต่ในเคหสถาน เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 จนนำมาซึ่งการประท้วงล็อกดาวน์จากคนอเมริกันจำนวนหนึ่งไม่พอใจมาตรการอยู่แต่ในบ้าน ไม่ได้ใช้ชีวิตตามปกติ เป็นการใช้กฎหมายบังคับที่ละเมิดเสรีภาพ

โดยคนประท้วงกังวลว่า การล็อกดาวน์จะทำให้เศรษฐกิจพังทลายและอาจต้องใช้เวลานานหลายปีในการฟื้นฟู ดังนั้นควรยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ ปล่อยคนออกมาใช้ชีวิตและทำงาน เพื่อให้เศรษฐกิจไปต่อได้ ใครติดเชื้อก็รักษา รักษาไม่ได้ก็ตาย ทั้งยังเชื่อว่า ข้อมูลเกี่ยวกับโควิด-19 ที่รัฐบาลและสื่อมวลชนป้อนดูรุนแรงเกินจริง เพื่อให้ประชาชนหวาดกลัว

 

ดังนั้นเองจึงเริ่มมีชาวอเมริกันจึงออกมาประท้วงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในรัฐที่มีมาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวด เช่น รัฐมิชิแกน และมินเนโซตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ทวีต 3 ข้อความติดกัน ปลดปล่อยมินเนโซตา!ปลดปล่อยมิชิแกน!ปลดปล่อยเวอร์จิเนีย

นอกจากนั้นประธานาธิบดีทรัมป์ ยังเผยโรดแมพที่จะผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ 50 รัฐทั่วประเทศ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจด้วย ทำให้ได้ใจกลุ่มคนที่ประท้วงอยู่ ทั้งยังกระตุ้นให้ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านมาตรการล็อกดาวน์ของรัฐตัวเองมากขึ้น ในขณะที่คนรัฐอื่นๆก็เริ่มลุกฮือตาม

โดยมีรายงานที่รัฐมิชิแกน ประท้วงกันหนักมีการขับรถกว่า 2,000 คันออกมาบนถนนจนรถติดยาวเหยียด หลายคนพกปืนมาประท้วงด้วย เพราะรัฐนี้อนุญาตให้พกอาวุธปืนได้ ที่น่าตกใจก็คือกลุ่มผู้ประท้วงแทบไม่มีใครใส่หน้ากากอนามัย และไม่มีการทำ Social Distancing

ดังนั้นเองที่มีการข้อสังเกตถึง ผู้ว่าการรัฐของทั้ง 3 รัฐที่ทรัมป์ ทวีตถึงนั้นสังกัดพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นพรรคคู่แข่งของทรัมป์ ที่สังกัดพรรครีพับลิกัน รวมทั้งกรณีสหรัฐฯสั่งเปิดหาดชื่อดังอย่าง แจ็คสันวิลล์ ที่รัฐฟลอริด้า เมื่อ17 เม.ย.63 ทำให้คนกรูกันลงไปเดินเล่นเต็มหาดทั้งที่เคยประกาศปิดมาก่อนหน้านี้

นี่คือความขัดแย้งระหว่างผู้นำประเทศอย่างประธานาธิบดีกับผู้ว่าการรัฐ โดยแต่ละฝ่ายต่างยึดถือเหตุผลของตนเอง โดยเอาชีวิตประชาชนเป็นที่ตั้งระหว่างความคิดที่เจือการเมืองอยู่ด้วยหรือไม่??? แต่ที่เห็นได้ชัดคือ ผู้ว่าการรัฐประกาศยึดเอาความปลอดภัยเพื่อรักษาชีวิตคน ในขณะที่ประธานาธิบดีเลือกเอาเศรษฐกิจประเทศเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว?!?

ที่มา : ภาพSpringNews