3ชาติยักษ์โลกแห่ซื้อน้ำมันรัสเซียส่งขายยุโรปกำไรมหาศาล! ตบหน้าผู้นำสหรัฐต่อสายยุแตกปูติน แถมสวนกลับหงายหลัง

0

3ชาติยักษ์โลกแห่ซื้อน้ำมันรัสเซียส่งขายยุโรปกำไรมหาศาล! ตบหน้าผู้นำสหรัฐต่อสายยุแตกปูติน แถมสวนกลับหงายหลัง

จากกรณีที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 66 ว่าอินเดียกลายเป็นผู้ซื้อน้ำมันดิบรายใหญ่สุดของรัสเซียหลังจากในเดือนธันวาคมอินเดียนำเข้าน้ำมันรัสเขียเพิ่มขึ้น 33 เท่าจากปีก่อนหน้า แตะ ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ต่อมาเมื่อวานนี้ (17 มกราคม 2566) ทาง World Update ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีที่จีน อินเดีย ตุรกี เป็นยี่ปั้วน้ำมันรัสเซีย พากันรับทรัพย์อื้อ โดยบอกว่า รัฐบาลสหรัฐ มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะแบ่งแยกรัสเซียและจีนออกจากกันเพราะเมื่อ 2 คู่หูบู้ บุ๋น รวมกันน่ากลัวมาก ไม่มีทางที่สหรัฐ และบริวารจะเทียบได้เลย

แต่ประธานาธิปดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้บอกกับประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ และบรรดาผู้นำยุโรป ที่พยายามต่อสายหว่านล้อม โดยบอกสั้นๆ แต่เจ็บว่า “สิ่งนั้นจะไม่ทางเกิดขึ้น”

นาย Alexander Novak รองนายกรัฐมนตรีรัสเซีย ระบุว่า ในปี 2565 ที่ผ่านมาน้ำมันของรัสเซีย ผลิตได้เพิ่มขึ้น 2% เป็น 535 ล้านตัน (3,664 ล้านบาร์เรล) ผลิตเพิ่มเท่าไร ก็ไม่ทันการส่งออกที่เพิ่มขึ้น 7% การกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปเบนซินเพิ่มขึ้นอีก 4.3% และดีเซลเพิ่มขึ้น 6% รายได้งบประมาณของรัสเซียจากอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นจากรายได้เดิมมหาศาลมากถึง 28%

เฉพาะเงินรายได้รัฐส่วนที่งอกเพิ่มมานี้ราว 2.5 ล้านล้านรูเบิล (1.2 ล้านล้านบาท) จนคลังรัสเซียแทบแตก เพราะเงินรายได้รัฐเท่าเดิมก็ใช้เท่าไรก็ไม่หมดแล้ว ต้องมาแบกรับเงินรายได้ใหม่เติมจนล้นทะลักคลังเข้าไปอีก สิ่งที่ธนาคารกลางรัสเซียทำคือ ต้องโยกเงินรายได้ส่วนเกินจำเป็น ไปซื้อทองคำ และลงทุนในเงินหยวน เก็บสะสมเป็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

ณ วันที่ 6 ม.ค.2566 ธนาคารกลางรัสเซีย มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ 38.4 ล้านรูเบิล (19.12 ล้านล้านบาท) มากเป็นอันดับ 4 ของโลก สิ่งนี้จะทำให้สัดส่วนเงินหยวนในตลาดการค้าโลกจากนี้ไปจะทะยานสัดส่วนขึ้นอีก และกดสัดส่วนเงินดอลลาร์ที่ปัจจุบันเหลือแค่ 39% ให้ลดต่ำลงไปอีกเรื่อยๆ ฉุดเงินยูโร ปอนด์ ให้ด้อยค่าตามกันไป นี่เองจึงทำให้เงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นมาเป็นราว 33 บาท/ดอลลาร์ เท่าเดิมก่อนสงครามยูเครน

ผลคือเมื่อตีค่าเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยเป็นดอลลาร์ ก็จะงอกเงยขึ้นมาดื้อๆ อีกมหาศาลนั่นเอง หักปากกาเซียนยับว่าดอลลาร์ไทยจะอ่อนรูดลงไปเหมือนวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 อุตสาหกรรมถ่านหินรัสเซีย ก็มีการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 0.3% เป็น 442 ล้านตัน , การผลิตก๊าซเหลว LNG ก็เพิ่มขึ้นอีก 8% เป็น 46,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

ปลายปี 2565 ถึงต้นปี 2566 ในรอบ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา การส่งออกพลังงานน้ำมันโดยเรือสินค้าทางทะเลโดยรวมมากถึง 3.8 ล้านบาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีก 30% สูงสุดนับตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยรัสเซีย ไม่กระทบอะไรเลยจากมาตรการคว่ำบาตร และกำหนดเพดานราคาน้ำมันของกลุ่ม G7 และ สหภาพยุโรป (EU) หักปากกาเซียนทั้งโลกยกเข่งเหมือนเดิมที่อ้างว่าเศรษฐกิจรัสเซียจะทรุด

แถมกลับตาลปัตรทำรายได้มหาศาลเข้ารัสเซียมากกว่าก่อนโดนคว่ำบาตร และจำกัดเพดานราคาพลังงานเสียอีก การขนส่งพลังงานน้ำมันราคาถูกรัสเซีย ได้เปลี่ยนทิศทางลอยแพยุโรปทิ้งแทบทั้งหมด หันไปยังเอเซีย เรือน้ำมันมุ่งหน้าไปยังจีน อินเดีย และตุรกี (ทูร์เคีย) ซึ่งเป็น 3 ประเทศที่ส้มหล่น กลายเป็นยี่ปั้วน้ำมันดิบรัสเซียรายใหญ่ นำน้ำมันดิบรัสเซีย อิหร่าน เวเนซุเอลา ไปผสมกับน้ำมันดิบของตนเอง

จากนั้นขายต่อน้ำมันดิบ หรือน้ำมันกลั่นสำเร็จรูปดีเซล เบนซิน ให้กับชาติในยุโรป กินกำไรส่วนต่างเสือนอนกินตีพุงสบายๆ อย่างง่ายดาย คนที่รับเคราะห์ คือ ชาวยุโรป ที่ต้องใช้ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำมันราคาแพงอยู่ฝ่ายเดียว จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ตุรกี จะเอียงมาทางรัสเซีย เพราะแค่เป็นยี่ปั้วรับก๊าซรัสเซียทางท่อเติร์กสตรีม และทางท่อจากอิหร่าน แล้วขายก๊าซต่อให้บัลแกเรียเป็นซาปั้วขายต่อยุโรปตะวันออกอีกที

หรือขายน้ำมัน ก๊าซรัสเซีย อิรัก ให้เยอรมนี อิตาลี ยุโรปส่วนใหญ่ โดยที่ตุรกีไม่จำเป็นต้องมีแหล่งพลังงานเอง แค่นี้ก็รวยบานตะไทแล้ว ส่วนอินเดีย จีน นั้นก็ทำเหมือนกันคือนำน้ำมันไปกลั่นก่อน แล้วส่งไปขายโขกสับราคายุโรปกินกำไรง่ายๆ ภาคอุตสาหกรรมยุโรปมีแต่รอวันแห้งล้มละลาย บางธุรกิจจะผลักภาระค่าพลังงานให้ผู้บริโภค คนยากจนและคนชั้นกลางที่เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมก็จะยิ่งมีความทุกข์ทรมาณยากบำบากจากอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพ

สรุป..ชาติตะวันตกคว่ำบาตรรัสเซีย กีดกันจีนมากเท่าไร 2 คู่หู จะจูงมือพาชาติพันธมิตรรวยทวีคูณขึ้นเท่านั้น
ส่วนยุโรปที่ซื้อพลังงานน้ำมันและก๊าซราคาแพงจากสหรัฐ และยี่ปั้ว ก็จะยิ่งลำบากยากจนลงทวีคูณแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.blockdit.com/world.update

อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.facebook.com/profile.php?id=100077775671454