ดีเดย์!! กกพ.ลดค่าไฟฟ้าครัวเรือน ๓ กลุ่ม มีผลม.ค.นี้ ภาคธุรกิจผวาขึ้นค่าไฟฯทำให้ ๙ อุตฯต้นทุนพุ่ง

0

กกพ.เดินหน้า ปรับลดค่าบริการรายเดือนตามต้นทุนการจดหน่วยพิมพ์บิลที่การไฟฟ้าลดได้ สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้า 3 กลุ่ม มีผลแล้วเริ่ม ม.ค.2566 นี้  ขณะที่ภาคเอกชนโอดครวญ สภาอุตฯชี้ขึ้นค่าไฟทำให้ ๙ อุตฯกระทบหนัก เตือนเอกชนตั้งการ์ดรับพายุ ศก.โลก

 

วันที่ ๙ ม.ค.๒๕๖๖ รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ระบุว่า ค่าบริการรายเดือนสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายเล็ก กิจการขนาดเล็ก และกิจการสูบน้ำเพื่อการเกษตรมีผลบังคับใช้แล้ว โดยจะได้รับส่วนลดค่าบริการรายเดือนในอัตราใหม่มีผลในรอบบิลเดือน ม.ค. ๒๕๖๖ เป็นต้นไป

“ในการประชุมครั้งที่ 51/2565 (ครั้งที่ 818) เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้พิจารณาทบทวนอัตราค่าบริการรายเดือนที่ผ่านมา หลังจากได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในระหว่างวันที่ 3 – 17 ต.ค. 2565 แล้ว

“มีมติเห็นชอบให้มีการปรับอัตราค่าบริการรายเดือนตามต้นทุนการจดหน่วยพิมพ์บิลที่การไฟฟ้าสามารถลดได้จริงเพื่อให้มีความเหมาะสม นอกจากจะเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าแล้ว ยังสามารถช่วยลดค่าครองชีพได้อีกทางหนึ่งด้วย”

สำหรับผู้ได้รับสิทธิ์ดังกล่าวครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้า 3 ประเภท ประกอบด้วย

๑.ประเภทบ้านอยู่อาศัย ใช้มากกว่า 150 หน่วย เดิม 38.22 บาท/เดือน  เป็น 24.62 บาท/เดือน

๒.กิจการขนาดเล็ก แรงดันต่ำ  เดิม 46.16 บาท/เดือน เป็น อัตรา   33.29 บาท/เดือน

๓.กิจการสูบน้ำเพื่อการเกษตร อัตรา TOU    228.17 บาท/เดือน     เป็นอัตรา  204.07 บาท/เดือน

ด้านประธานสภาอุตสาหกรรมฯ ชี้ขึ้นค่าไฟ 9 อุตสาหกรรมกระทบหนัก จับตานโยบายชี้เป็นชี้ตายทิศทางประเทศไทย จี้ผู้ประกอบการตั้งการ์ดรับมือปัจจัยเสี่ยงปี 66 ทั้งเงินเฟ้อ ศก.ยุโรปถดถอย จีนยังเสี่ยงจากโควิดระลอกใหม่ ค้าโลกหดตัว

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึง ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2566 ที่สำคัญ ประกอบด้วย 1. กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนกลับมามีสัญญาณที่ดีขึ้น

  1. การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าของไทย แม้มีแนวโน้มชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอลงก็ตาม แต่การใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ควบคู่ไปกับการเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี เพื่อเปิดตลาดส่งออกใหม่ๆ เช่น กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (GCC) และซาอุดีอาระเบีย เป็นต้น จะช่วยประคับประคองการส่งออกให้สามารถทรงตัวต่อไปได้

 3.การใช้จุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพของไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจตามนโยบาย BCG Model (Bio-Circular-Green Model) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร ควบคู่ไปกับการดูแลด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ

  1. การส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษต่าง 10 จังหวัด และการขับเคลื่อนพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษในแต่ละภูมิภาค รวมทั้งการส่งเสริมการลงทุนตามนโยบายใหม่ของ BOI ที่จะสร้าง New Economy ก็จะเป็นแรงหนุนสำคัญในด้านการลงทุนของประเทศ
  1. ผลพวงจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งที่สำคัญ เช่น รถไฟฟ้า สนามบิน ท่าเรือ เป็นต้น จะช่วยเสริมสร้างโอกาสและเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทย

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเตรียมรับมือ ได้แก่ 1. ภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตที่อยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะราคาพลังงาน ค่าไฟฟ้า ราคาวัตถุดิบ ค่าจ้างแรงงาน รวมถึง การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

เฉพาะอย่างยิ่งการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรม งวดมกราคม-เมษายน 2566 มาอยู่ที่อัตรา 5.33 บาทต่อหน่วย (จากเดิม 4.72 บาทต่อหน่วย)ทำให้อุตสาหกรรมที่มีค่าไฟฟ้าเป็นต้นทุนหลักในการผลิตได้รับผลกระทบอย่างมาก อาทิ แก้วกระจก เซรามิก เหล็ก อลูมิเนียม หล่อโลหะ เคมี เยื่อและกระดาษ อาหารและเครื่องดื่ม ปูนซีเมนต์ เป็นต้น

  1. ปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่กดดันทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและเร่งทำให้เกิดกระแส De-Globalization ขึ้น
  1. ภาระหนี้ครัวเรือนของไทยยังคงเป็นปัญหามาอย่างต่อเนื่อง โดยสถานะหนี้ภาคครัวเรือนต่อ GDP ของไทย สูงมากถึง 88.2% หรือมีมูลค่ากว่า 14.76 ล้านล้านบาท ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอลง
  1. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate change) ทำให้มีความเสี่ยงเกี่ยวกับภัยธรรมชาติมากขึ้น ผลผลิตทางการเกษตรลดลง มีโอกาสเกิดเชื้อโรคใหม่ๆ และภาคอุตสาหกรรมต้องมีต้นทุนในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
  1. ประเทศไทยเข้าสังคมของผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาขาดแคลนแรงงานในอนาคต