วิ่งสู้ฟัด!! รัฐบาลตรึงค่าไฟบ้าน ๔ เดือน ขึ้นค่าไฟอุตฯยังต้องลุ้น เอกชนหวังกฟผ.-ปตท.ช่วยแบกภาระต่อ

0

ภายหลังจากที่รัฐบาลประกาศมาตรการของขวัญปีใหม่ สิ่งที่ทุกฝ่ายตั้งตารอฟังคือเรื่องค่าไฟฟ้า ปรากฎว่า ตรึงค่าไฟฟ้าสำหรับครัวเรือน ทำประชาชนโล่งอกไปอีก ๔ เดือนในขณะที่เอกชนภาคอุตสาหกรรมตกใจ เพราะรัฐบาลประกาศจะขึ้นค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับราคาพลังงานและลดภาระหนี้สินที่แบกมาต่อเนื่อง แต่ล่าสุด กกร.ได้ส่งหนังสือถึงนายกขอทบทวนขึ้นค่าไฟ  ขอโอกาสเอกชนเข้าหารือหาทางออกร่วมกัน ชี้เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ อยากให้ได้หารือก่อนปีใหม่

วันที่ ๒๑ ธ.ค.๒๕๖๕ นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) งวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2566 ที่ประกาศล่าสุดค่าไฟฟ้าบ้านประเภทที่อยู่อาศัยยังคงเดิมที่ 93.43 สตางค์ (สต.) ต่อหน่วย หรือเฉลี่ยรวม 4.72 บาทต่อหน่วย แต่ปรับขึ้นส่วนของไฟฟ้าประเภทอื่นๆ อาทิ ธุรกิจโรงงาน โรงแรม ฯลฯ ปรับเป็น 190.44 สต.ต่อหน่วย หรือเฉลี่ยค่าไฟรวมเป็น 5.69 บาทต่อหน่วย

ซึ่งภาคเอกชนขอให้ลดค่าไฟฟ้าลงมาบางส่วนนั้น ขึ้นอยู่กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ว่าจะทำหนังสือยืนยันเปลี่ยนแปลงตัวเลขการทบทวนแผนบริหารหนี้ของ กฟผ.และการคำนวณประมาณการราคาก๊าซธรรมชาติของผู้ผลิตไฟฟ้าจากภาคเอกชนใหม่หรือไม่ หาก กฟผ.และปตท.ทำหนังสือเปลี่ยนแปลงตัวเลขมา ภายในสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ โอกาสที่ค่าไฟฟ้างวดเดือน ม.ค.-เม.ย.66 ภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงได้

ทั้งนี้ ค่าเอฟทีในงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.66 กกพ.ได้นำภาระการเงินและหนี้สินสะสมของ กฟผ.มาคำนวณอยู่ที่เฉลี่ย 0.33 บาท ต่อหน่วย หรือคิดเป็นเงิน 20,000 ล้านบาทต่องวด จากยอดหนี้ทั้งหมด ณ เดือน ส.ค. 65 ที่ 120,000 ล้านบาท ซึ่งเอกชนได้เสนอให้ชะลอการชำระคืนหนี้ กฟผ.ดังกล่าวออกไปก่อน โดยหากรัฐบาลมีแนวทางช่วยเหลือ กฟผ.ให้เลื่อนการนำภาระหนี้มาคำนวณค่าไฟฟ้าได้ ก็จะทำให้ค่าเอฟทีลดลง 0.33 บาทต่อหน่วยได้

ส่วนการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางหรือผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน ยังรอความชัดเจนแนวทางช่วยเหลือจากรัฐบาล หลังจากที่มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ขอความร่วมมือจาก ปตท.ให้จัดสรรรายได้โรงแยกก๊าซ 1,500 ล้านบาทต่อเดือน 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.66) หรือ 6,000 ล้านบาท ซึ่งต้องรอดูว่า ปตท.จะอนุมัติจัดสรรงบดังกล่าวเข้ามาช่วยเหลือหรือไม่

ทั้งนี้ กกพ.ได้คำนวณการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางตามแนวทางเดิมที่เคยช่วยเหลือส่วนลดค่าไฟฟ้าเป็นแบบขั้นบันไดที่คาดว่าจะใช้เงินในงวด ม.ค.-เม.ย.2566 ที่ 8,700 ล้านบาท ซึ่งยังคงต้องรองบประมาณจากรัฐอีก 2,700 ล้านบาท ซึ่งหากการช่วยเหลือส่วนนี้มีความชัดเจนภายในเดือน ธ.ค.นี้ ก็จะปรับลดค่าไฟฟ้าได้ทันที

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย  คณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. กล่าวว่า  ในช่วงเช้าที่ผ่านมา กกร.ได้ทำหนังสือขอเข้าพบนายกรัฐมนตรี ในการขอให้ทบทวนการปรับขึ้นปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือค่าเอฟที (FT) ที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ.ประกาศขึ้น ประเภทอื่น เช่น ธุรกิจ อุตสาหกรรม บริการ ฯลฯ เป็น 190.44 สตางค์/หน่วย

เพราะการขึ้นต้องให้ทุกภาคส่วน คนใช้ไฟเกิดผลกระทบน้อยที่สุด จึงอยากขอให้รัฐบาลให้โอกาสเอกชนเข้าหารือพูดคุย เพราะมีบทวิเคราะห์ และความเห็นของทุกภาคส่วนที่ได้มีการรวบรวมไว้  โดยอยากขอให้ทบทวน หาทางออกร่วมกัน เพราะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทุกภาคส่วนมีความกังวล