จีนฟาดแรง!! ญี่ปุ่นจะหายนะขยายกำลังทหารมืดบอด เดินตามวอชิงตันทำลายตัวเอง ปชช.คัดค้านเพื่อนบ้านระแวง

0

จีนออกบทความวิพากษ์การตัดสินใจฟื้นกองทัพของญี่ปุ่น และการร่วมหัวจมท้ายกับวอชิงตัน เป็นการ ‘หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหายนะให้ตนเอง’ การขยายกำลังทหารและขีปนาวุธร้ายแรงอย่างมืดบอด ส่งผลสะเทือนไปถึงประชาชนในประเทศและเพื่อนบ้านที่เป็นพันธมิตรไม่เฉพาะจีนเท่านั้น

เมื่อวันศุกร์ มีการเรียกตัวนักการทูตอาวุโสจากสถานทูตญี่ปุ่นในเกาหลีใต้ โซลได้แสดงท่าทีคัดค้านต่อการเปลี่ยนนโยบายใหม่ของญี่ปุ่น ขณะที่โฆษกของสถานทูตจีนประจำญี่ปุ่น ได้ออกแถลงการณ์ต่อต้านเนื่อหาที่ญี่ปุ่นเรียกจีนว่าเป็น “ความท้าทายทางยุทธศาสตร์ที่ไม่เคยมีมาก่อน” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าญี่ปุ่นหลงผิดในลัทธิทหาร การเปลี่ยนแปลงนโยบายความมั่นคงครั้งใหญ่ในปัจจุบันกำลังเบี่ยงเบนไปจากแนวทางสันติ

วันที่ ๒๑ ธ.ค.๒๕๖๕ สำนักข่าวโกลบัลไทมส์ รายงานว่า ญี่ปุ่นกำลังเคลื่อนไหวอย่างแข็งกร้าวเพื่อยกระดับบทบาทใหม่ในฐานะเป็นมหาอำนาจทางทหาร โดยไม่คำนึงถึงความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นทั้งในสังคมภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน จีนเตือนว่ากำลังหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหายนะให้กับตัวเอง เนื่องจากความทะเยอทะยานอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ ประเทศจะทนรับไม่ได้ในที่สุด 

สื่อญี่ปุ่นรายงานว่ารัฐบาลญี่ปุ่นกำลังจะอนุมัติงบประมาณของรัฐที่ทำลายสถิติสำหรับปีงบประมาณ ๒๕๖๖ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ ๔ เท่าในการใช้จ่ายสำหรับการจัดซื้ออาวุธให้กองทัพและขีปนาวุธพิสัยไกล  

รัฐบาลคาดว่าจะจัดสรรเงิน ๘๒๘.๓ พันล้านเยน ๖,๒๗๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกระสุนปืน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากประมาณ ๒ แสนล้านเยนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแรงผลักดันของญี่ปุ่นในการเสริมศักยภาพด้านการป้องกันประเทศแก่กองทัพ 

งบประมาณกลาโหมโดยรวม ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปรับกองกำลังสหรัฐฯ ในญี่ปุ่น มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็น ๖.๘ ล้านล้านเยนในปีงบประมาณหน้าตั้งแต่เดือนเมษายน เพิ่มขึ้นจาก ๕.๔ ล้านล้านเยนในปีปัจจุบัน

แหล่งข่าวจากรัฐบาลระบุว่า การใช้จ่ายด้านกลาโหมที่เพิ่มขึ้นจะทำให้บัญชีทั่วไปของร่างงบประมาณปีงบประมาณ 2023 พุ่งขึ้นเป็นประมาณ ๑๑๔ ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเป็นลำดับที่ ๑๑ สำหรับงบประมาณเริ่มต้น นอกจากนี้ยังเป็นปีที่ ๕ ติดต่อกันที่งบประมาณขั้นต้นจะเกิน ๑๐๐ ล้านล้านเยน คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติงบประมาณในการประชุมอย่างเร็วที่สุดในวันที่ ๒๓ ธันวาคมที่จะถึงนี้

ญี่ปุ่นเคยเน้นการเสริมสร้างศักยภาพการป้องกัน เพื่อร่วมมือกับการสร้างขีดความสามารถของกองทัพสหรัฐฯ ซ่ง จงผิง ผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารของจีนให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า จุดแข็งเดิมของญี่ปุ่นอยู่ที่การป้องกันทางอากาศและการกวาดล้างทุ่นระเบิด เช่นเดียวกับการป้องกันขีปนาวุธและเรือดำน้ำ  

ซ่งระบุว่า “เนื่องจากขณะนี้สหรัฐฯ ต้องการให้ญี่ปุ่นเปลี่ยนนโยบายที่เน้นการป้องกันเพียงอย่างเดียวไปสู่การใช้สิทธิในการป้องกันตนเอง โดยรวมตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งกำหนดให้ญี่ปุ่นต้องมีขีดความสามารถทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องซื้ออาวุธและอุปกรณ์เชิงรุกเพิ่มเติม ญี่ปุ่นเองก็มีความสุขเช่นกันที่ได้เห็นสิ่งนี้เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นการยืนยันกับความทะเยอทะยานระยะยาวของรัฐบาลญี่ปุ่นที่จะแยกตัวออกจากลัทธิสงบนิยมนานหลายทศวรรษ” 

ค่าใช้จ่ายที่วางแผนไว้รวมถึงกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สำหรับขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์กจากสหรัฐฯ ซึ่งจะถูกนำไปใช้เป็นขีปนาวุธเผชิญหน้าที่ยิงจากนอกระยะการยิงของศัตรู 

มีการจัดสรรเงินจำนวน ๖๙๐ ล้านดอลลาร์สำหรับการผลิตระบบขีปนาวุธนำวิถี Type-12 Surface-to-Ship ของกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดิน 

ใช้เงินประมาณ ๑.๕ หมื่นล้านดอลลาร์ในการบำรุงรักษาและซ่อมแซมแพลตฟอร์มหลัก เช่น เครื่องบินและเรือ จะใช้เงินจำนวน ๖ พันล้านดอลลาร์เพื่อรักษาความปลอดภัย จะมีการกันเงินประมาณ ๑.๖ พันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างเรือที่ติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธเอจิส (Aegis) 

การสร้างขีดความสามารถต่อต้านขีปนาวุธของญี่ปุ่นยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างขีดความสามารถต่อต้านขีปนาวุธทั่วโลกของสหรัฐฯ ญี่ปุ่นหวังที่จะโจมตีประเทศอื่นอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ทันจะถูกโจมตีตอบโต้ 

ซ่งเตือนว่า “การเคลื่อนไหวดังกล่าวกำลังหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหายนะให้กับญี่ปุ่นเอง เมื่อญี่ปุ่นทำการโต้กลับในประเทศอื่นเมื่อเห็นว่าจำเป็น จะแน่ใจได้อย่างไรว่าประเทศอื่นจะไม่ตอบโต้ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผลลัพธ์จะรับไม่ได้สำหรับญี่ปุ่นเอง”

เพื่อตอบสนองต่อการสร้างขีดความสามารถในการตอบโต้ของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ก็ได้เริ่มแสดงท่าทีกังวลต่อการขยายบทบาททางทหารของญี่ปุ่นด้วย

สำนักข่าว Yonhap New Agency รายงานเมื่อวันอังคารโดยอ้างเจ้าหน้าที่ที่ไม่เปิดเผยชื่อวิเคราะห์ว่า “สภาพความปลอดภัยในเอเชียตะวันออกได้เปลี่ยนแปลงไปโดยพื้นฐาน และในที่สุดญี่ปุ่นจะตระหนักว่าตนได้เลือกตัดสินใจผิดและอันตรายมาก สำหรับเกาหลีใต้จะแสดงมากขึ้นว่ามีความกังวลและไม่พอใจมากเพียงใดกับการกระทำที่เกิดขึ้นจริงทางการทหารของญี่ปุ่น” 

U.S. President Joe Biden and Japanese Prime Minister Fumio Kishida

แผนความมั่นคงแห่งชาติฉบับปรับปรุงของญี่ปุ่นรวมถึงบทบัญญัติที่จะอนุญาตให้รัฐบาลดำเนินการโจมตีตอบโต้กับสถานที่ยิงขีปนาวุธของศัตรูได้ ในทางทฤษฎีแล้วสิ่งนี้ทำให้ญี่ปุ่นสามารถโจมตีศูนย์ขีปนาวุธของเกาหลีเหนือหรือจีนได้โดยตรง

สหรัฐฯ ยินดีกับการเพิ่มค่าใช้จ่ายทางทหารของญี่ปุ่น เพราะต้องการให้พันธมิตรร่วมแบ่งปันภาระมากขึ้น และช่วยรักษาสถานะความเป็นเจ้าโลก ขณะที่สหรัฐฯ หมกมุ่นอยู่กับการต่อต้านจีนและรัสเซีย และต้องจัดการกับวิกฤตการณ์ภายในประเทศ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมที่ถาโถมมาพร้อมๆกัน

นี่คือเหตุผลที่สหรัฐฯ ชื่นชมวิธีการรักษาความปลอดภัยแบบใหม่ของญี่ปุ่น “ญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็นโล่กำบัง ในขณะที่สหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็นหอก ตอนนี้โล่สามารถใช้ทั้งป้องกันและโจมตีได้แล้ว” ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนไปตามยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกที่เน้นกระตุ้นความขัดแย้ง และต่อต้านจีน-รัสเซียเป็นหัวใจหลัก!!!!