โลกหลายขั้วผงาด!! กูรูดัตช์ฟันธง ๙ ประเทศตลาดเกิดใหม่ จะเปลี่ยนระเบียบโลกอนาคต เมกาเดี้ยงขวางไม่อยู่

0

วันที่ ๑๘ ธ.ค.๒๕๖๕ สำนักข่าวโกลบัลไทมส์ออกบทความน่าสนใจเกี่ยวกับขั้วอำนาจใหม่ของโลก  รายงานว่า ศจ. ไฮโค เอบเบอร์(Haico Ebbers) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศที่ มหาวิทยาลัยเยนโรดบิสิเนส(Nyenrode Business University) ในเนเธอร์แลนด์ เปิดมุมมองต่อสถานการณ์โลกปัจจุบัน เขากล่าวว่า “ตะวันตกต้องปรับตัวให้เข้ากับความเจริญของโลกที่กำลังพัฒนาและเรียนรู้จากกลุ่มตลาดเกิดใหม่”

เขาเตือนชาวตะวันตกในขณะที่เชื่อว่าโลกกำลังก้าวไปสู่ ​​”ศตวรรษของตลาดเกิดใหม่” แนวคิดของเขาเกี่ยวกับตลาดเกิดใหม่ที่เขาเรียกว่า เน็บ-ไนน์ (NEP-9) ซึ่งเป็นกลุ่มของตลาดเกิดใหม่ ๙ แห่ง ได้แก่ จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย แอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย เม็กซิโก ตุรกี และเกาหลีใต้ หรืออาจกล่าวได้ว่าคือกลุ่ม BRICS กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในด้านเศรษฐศาสตร์ ขณะที่เขาชี้ว่ามหาอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจ (NEP) ที่เกิดขึ้นใหม่เหล่านี้จะแปลงเป็นอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญของโลกในอนาคตอันใกล้ หรือกล่าวได้ว่าเป็นผู้กำหนดและกำหนดกฎเกณฑ์ของโลกใหม่นั่นเอง

ศจ.เอบเบอร์ มีประสบการณ์การสอนในประเทศจีนและกลายเป็นศาสตราจารย์รับเชิญที่มหาวิทยาลัยเหรินหมิน(Renmin University of China) ในกรุงปักกิ่งตั้งแต่ปี ๒๐๑๐   ได้เปิดมุมมองของเขาเกี่ยวกับ การพัฒนาเศรษฐกิจของจีน “การป้องกันทางเศรษฐกิจ” ของตะวันตกต่อจีน และแนวทางที่ถูกต้องสำหรับมหาอำนาจตะวันตกในการปรับตัวเข้ากับตลาดเกิดใหม่

เขาวิเคราะห์ว่า “โลกกำลังเปลี่ยนแปลงในทศวรรษหน้าไปสู่ตลาดเกิดใหม่ที่ใหญ่ขึ้น นับเป็นครั้งแรกในรอบ ๓๐๐ ปีที่ประเทศตะวันตก ไม่สามารถครอบงำเศรษฐกิจและการเมืองโลกได้เหมือนที่เคยเป็นมา โลกที่เปลี่ยนแปลงนี้สามารถมองได้หลายประการ 

ประการแรก ในปี ๒๐๕๐ ประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุด ๘ ใน ๑๐ จะเป็นตลาดเกิดใหม่ในปัจจุบัน การไล่ตามทางเศรษฐกิจจะดำเนินต่อไป แม้ว่าจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในระยะสั้นหลายครั้ง แต่การเติบโตในระยะยาวของประเทศเหล่านี้จะสูงกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศตะวันตก 

ประการที่สอง ในปี ๒๐๗๓ ร้อยละ ๗๐ ของชนชั้นกลางทั่วโลกจะอาศัยอยู่ในเอเชีย

ตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่อาจมีความแตกต่างอย่างมากในด้านเศรษฐกิจและการเมือง แต่ประเทศต่างๆ เช่น จีน อินเดีย ตุรกี อินโดนีเซีย ล้วนมีมุมมองว่าตลาดยังต้องการการแทรกแซงจากรัฐบาลเพื่อแก้ไขความล้มเหลวของตลาด มันคือ “ตลาดกับรัฐบาล” พวกเขาไม่เชื่อในสิ่งที่เรียกว่าฉันทามติวอชิงตัน แต่กำลังมุ่งสู่ฉันทามติปักกิ่ง

เป็นที่ชัดเจนว่าทุกวันนี้หลายประเทศมีทางเลือกเกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจที่พวกเขาต้องการและดีที่สุดสำหรับประชาชน ไม่เพียงแต่ดำเนินแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบตะวันตก ที่ขับเคลื่อนโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) โดยมีตลาดมากขึ้นและมีรัฐบาลน้อยลง แต่ยังมีระบบเศรษฐกิจทางเลือกที่รัฐบาลมองเห็นได้ชัดเจนกว่า การเน้นที่การแทรกแซงของรัฐบาลหากจำเป็น เป็นไปเพื่อลดความล้มเหลวของตลาด ทำให้จีนและตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ขัดแย้งกับ WTO เนื่องจากกระบวนทัศน์ขององค์กรนี้เป็นการเปิดเสรีทางการค้า บริการ และการลงทุนมากขึ้นตามแนวคิดของเศรษฐศาสตร์ตะวันตก

โลกใหม่ที่ตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่มีพลัง จะนำมาซึ่งความตึงเครียดในกระแสการค้าระหว่างประเทศและภายในองค์การการค้าโลก แม้จีนสนับสนุน WTO และรู้ดีว่าจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาให้มากเพียงใดก็ตาม

ในขณะเดียวกัน มีองค์ประกอบในระบบการค้าปัจจุบันที่ถูกผูกขาดและไม่เหมาะสมกับตลาดเกิดใหม่ อาจจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน แน่นอนว่าสิ่งนี้สร้างความไม่สบายใจให้กับประเทศตะวันตก แต่ถึงเวลาแล้วที่จะต้องใช้ระบบที่ใช้ได้ผลกับทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ตลาดเกิดใหม่ หรือประเทศกำลังพัฒนา ไม่ใช่ระบบที่เอื้อผู้แข็งแกร่งฝ่ายเดียว

ขนาดของเศรษฐกิจจีนในความเสมอภาคของกำลังซื้อนั้น ใหญ่กว่าของสหรัฐฯ อยู่แล้ว และแนวโน้มนี้จะดำเนินต่อไป ในปี ๒๐๕๐ เศรษฐกิจด้านกำลังซื้อของจีนจะมีขนาดใหญ่กว่าสหรัฐฯ ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์

ในด้านอัตราแลกเปลี่ยนตลาด จีนเป็นประเทศที่สองของโลกในปี ๒๐๒๒ และจะมีขนาดใหญ่กว่าสหรัฐฯ ในช่วงกลางปี ๒๐๒๗ ขนาดเศรษฐกิจนี้ถูกโอนไปเป็น soft power อำนาจภูมิรัฐศาสตร์ อำนาจทหาร อำนาจต่อรอง และอื่นๆนี่คือการรับรู้ของชาวตะวันตก อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน GDP ต่อหัวของจีนก็ต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกาและประเทศทางตะวันตก ดังนั้น จากมุมมองนี้ จีนจึงเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางหรือเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน มีความท้าทายในประเทศกำลังพัฒนาหลายประการ และหลายภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจยังที่ยังไม่เติบโตเต็มที่

ดังนั้นใน WTO จีนจึงมองว่าตัวเองเป็นประเทศกำลังพัฒนา ในขณะที่ชาติตะวันตกกำลังขอให้จีนเปลี่ยนสถานะจากประเทศกำลังพัฒนาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งสองฝ่ายถูกต้องบางส่วน สิ่งที่จำเป็นคือการกำหนดเวลาที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสถานะนี้ใน WTO สิ่งนี้ต้องการความยืดหยุ่นจากทั้งสองฝ่าย

ประเทศ NEP-9 เผชิญกับภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในการวางแนวทางไปสู่ธรรมาภิบาลระดับโลก ในแง่หนึ่ง ประเทศเหล่านี้พึ่งพากรอบสถาบันที่มีอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ ในอีกด้านหนึ่ง นโยบายแทรกแซงของพวกเขาทำให้พวกเขาตึงเครียดกับหลักการของสถาบันระดับโลกที่มักมีการปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน

เขาย้ำว่า มี ๒ มุมมองเกี่ยวกับเรื่องการจัดระเบียบโลกใหม่ มุมมองแรกเน้นการเผชิญหน้า ในมุมมองการเผชิญหน้านี้ NEP-๙ คุกคามระเบียบโลกตามกฎปัจจุบัน แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากการเจรจาต่อรองที่แข็งกร้าวมากขึ้น การสร้างพันธมิตร และการริเริ่มในระดับภูมิภาคที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การหารือของ WTO หยุดชะงักเพราะไม่มีใครร่วมมือจริงจัง มีคนแหกกฎมีคนร้องเรียน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

มุมมองที่สองเน้นความร่วมมือ นี่คือมุมมองการทำงานร่วมกัน และในความเห็นของศจ.เอบเบอร์  เขาฟันธงว่า เป็นวิธีที่ถูกต้องในการมองสถานการณ์ปัจจุบัน จากมุมมองนี้ NEP-9 ใช้คำสั่งการกำกับดูแลทั่วโลกที่มีอยู่แก้ปัญหาต่างๆ แม้ว่าพวกเขาจะแสวงหาการปรับเปลี่ยนกฎและสถาบันในปัจจุบันเพิ่มเติม แต่พวกเขาไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบโดยพื้นฐานเพราะพวกเขาได้รับผลประโยชน์หลักจากโลกาภิวัตน์

สถานการณ์ความขัดแย้งทั่วโลกวันนี้ได้เดินมาถึงจุดเปลี่ยนที่ฝ่ายมหาอำนาจเก่าที่ครองอำนาจเศรษฐกิจเบ็ดเสร็จ ไม่สามารถยอมรับความท้าทายใหม่ของโลกหลายขั้วได้ การปะทะทางทหารได้เริ่มขึ้นแล้วในสงครามตัวแทนยูเครน ส่อเค้าลางขยายตัวทั่วยุโรป ในขณะที่การปั่นกระแสขัดแย้งในภูมิภาคอื่นๆก็เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในหลายจุดวาบไฟ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่จึงน่าจะสอดคล้องกับมุมมองแรกของศจ.เอบเบอร์ที่ไม่พ้นการเผชิญหน้า!!??