ไม่เอาสงคราม!? คนญี่ปุ่นประท้วงรัฐบาลทุ่มงบฯกว่า ๑๑ ล้านล้านบ. ฟื้นกองทัพครั้งใหญ่มากสุดหลัง WWII

0

ญี่ปุ่นทุ่มงบประมาณครั้งใหญ่ เล็งเสริมเขี้ยวเล็บทางทหาร มากสุดตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลญี่ปุ่นเผยแผนยุทธศาสตร์ทางทหาร “ฉบับปรับปรุง” ที่รวมถึงการตั้งงบประมาณมากกว่า ๑๑ ล้านล้านบาท คิดเป็น ๒% ของ GDP ภายในปี ๒๕๗๐ ภายใต้กลยุทธ์ความปลอดภัยใหม่ที่เตรียมจัดซื้ออาวุธจากสหรัฐมหาศาล สร้างกระแสความไม่พอใจต่อประชาชนและภาคธุรกิจอย่างมาก

วันที่ ๑๗ ธ.ค.๒๕๖๕ สำนักข่าวซีจีทีเอ็นและทาซซ์รายงานว่า ประชาชนราว ๑,๕๐๐ คนชุมนุมในกรุงโตเกียวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา  เพื่อต่อต้านการเพิ่มงบประมาณกลาโหมและการปรับขึ้นภาษีที่รัฐบาลวางแผนไว้  ก่อนหน้านี้ในวันพุธ พรรครัฐบาลของญี่ปุ่นเห็นพ้องกันที่จะขึ้นภาษีเพื่อชดเชยเงินทุนที่คาดว่าจะขาดแคลน เพื่อให้มีการใช้จ่ายด้านกลาโหมเพิ่มขึ้นอย่างมาก

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตัดสินใจที่จะเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมจาก ๑% ของ GDP เป็น ๒% ใน ๕ ปี โดยฉีกหลักการงบประมาณกลาโหมเดิมที่มีมาเกือบครึ่งศตวรรษ โดยอ้างว่าเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่รุนแรง เป้าหมายสองเปอร์เซ็นต์นั้นเป็นการตอบสนองกับนาโต้ ที่เคยแถลงก่อนหน้านี้

ยาสุกาซู ฮามาดะ(Yasukazu Hamada) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นกล่าวว่า “รัฐบาลได้กำหนดแผนระยะเวลา ๕ ปีตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๐๒๓ เพื่อเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมเป็น ๔๓ ล้านล้านเยนในปี ๒๐๒๗ คิดเป็น ๓.๒ แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินไทยราว ๑๑.๑๘ ล้านล้านบาท

ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์จากงบประมาณ ๒๗.๔๗ ล้านล้านเยน สำหรับแผนระยะเวลา ๕ ปีนับจากปีงบประมาณปัจจุบัน ๒๐๑๙”

เพื่อหาแหล่งเงินทุนที่มั่นคง เจ้าหน้าที่กล่าวว่าก่อนอื่นพวกเขาจะหันไปปฏิรูปการใช้จ่าย และแตะเงินส่วนเกินก่อนที่จะหันไปขึ้นภาษีซึ่งก่อให้เกิดการต่อต้านจากภาคธุรกิจและประชาชนในวงกว้าง

กลุ่มต่อต้านสงครามรวมตัวกันที่ฮิบิยาฮอลล์ (Hibiya Hall) ในใจกลางกรุงโตเกียวพร้อมกับนักเคลื่อนไหวจากสหภาพแรงงานและกลุ่มพลเมือง แสดงความไม่พอใจต่อการเพิ่มงบประมาณกลาโหม การขึ้นภาษี การขาดดุลในปัจจุบัน และอัตราเงินเฟ้อ

อัตซูชิ โกเก็ตสึ(Atsushi Koketsu) รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยยามากุชิ (Yamaguchi) ของญี่ปุ่นกล่าวกับ China Central Television (CCTV)ว่า

“ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นติดหล่มหนี้ท่วมหัว โดยมีหนี้กว่า ๑,๒๐๐ ล้านล้านเยน รัฐบาลจะสามารถเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมได้หรือไม่นั้นต้องมีการหารือกันอย่างกว้างขวาง แต่รัฐบาลไม่ให้โอกาสเรา และชาวญี่ปุ่นจำนวนมากกำลังโกรธ” 

ผู้นำญี่ปุ่นเน้นว่า แผนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อการจัดซื้อขีปนาวุธ “ที่มีคุณภาพทัดเทียมต่อกรกับจีน” และการส่งเสริมขัดความสามารถทางทหาร “เพื่อการรักษาสมดุลของความขัดแย้ง” ซึ่งจะรวมถึงการขยายขอบเขตการใช้อำนาจทางทหาร เพื่อ “การโจมตีโต้กลับภายใต้สถานการณ์จำเพาะ”

 

โดยสรุปแล้ว นายกรัฐมนตรี คิชิดะกล่าวว่า รัฐบาลและชาวญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับ “ช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อด้านความมั่นคง ครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์” เนื่องจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนที่ยืดเยื้อ ซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อไปยังความขัดแย้งเรื่องหมู่เกาะพิพาทในทะเลจีนตะวันออก เสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ และเส้นทางเดินเรือในภูมิภาคแห่งนี้ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสายสำคัญ สำหรับน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

การใช้จ่ายด้านกลาโหมปัจจุบันของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นประมาณ ๕ หมื่นล้านเยนจากปีที่แล้วเป็น ๕.๓๗ ล้านล้านเยน ซึ่งสูงเป็นประวัติการณ์ กลาโหมญี่ปุ่นประกาศจะดำเนินนโยบายป้องกันตนเองต่อไปและไม่ตั้งใจที่จะเป็นมหาอำนาจทางทหาร

ปัญหาสนธิสัญญาสันติภาพรัสเซีย-ญี่ปุ่นเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงญี่ปุ่นระบุว่า “สำหรับปัญหาของดินแดนทางตอนเหนือ ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขในความสัมพันธ์กับรัสเซีย แนวทางพื้นฐานของการแก้ไขปัญหาดินแดนและการทำสนธิสัญญาสันติภาพยังคงไม่เปลี่ยนแปลง” “เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับรัสเซีย เราจะดำเนินการในลักษณะที่เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ความมั่นคงที่ร้ายแรงในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก เราจะปกป้องผลประโยชน์ของชาติในประเทศของเรา” สรุปว่าต่อต้านรัสเซียตามวอชิงตันอย่างไม่มีเงื่อนไข นั่นคือทางการญี่ปุ่นได้ผนวกปัญหาของสหรัฐและตะวันตกมาเป็นปัญหาของญี่ปุ่นเสียด้วยนั่นเอง แค่นี้ก็ส่อเค้าลางว่าคงพูดกันไม่รู้เรื่อง

แอนเดรีย รูเดนโก(Andrey Rudenko) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียกล่าวก่อนหน้านี้ว่า “นโยบายของผู้นำญี่ปุ่นคนปัจจุบันไม่เปิดโอกาสให้มีการเจรจาสนธิสัญญาสันติภาพต่อ รัฐบาลญี่ปุ่น เห็นด้วยกับนโยบายของสหรัฐในการทำลายล้างรัสเซีย”

ในด้านความสัมพันธ์กับจีนกลับย่ำแย่มากขึ้น หลังญี่ปุ่นตัดสินใจเป็นกองหน้าของพันธมิตรควอดที่สหรัฐจัดตั้งขึ้นมาต้านจีนโดยเฉพาะ

ญี่ปุ่นถือประกาศว่าการกระทำของจีนเป็น “ความท้าทายทางยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด” ในแง่ของความมั่นคงระดับภูมิภาคและระดับโลก และได้แสดงจุดยืนสนับสนุนไต้หวันอย่างเปิดเผย ซึ่งจีนถือว่าเป็นการยั่วยุและพยายามข้ามเส้นแดงที่จีนไม่สามารถประนีประนอมได้