แพ้แล้วเพ้อ!? กูรูมะกันชื่อดังฟาดปากไบเดน จุดจบดอลลาร์ ศก.สาหัสสุด ๒-๓ ปี สวนผู้นำโม้เมกาโตเหนือจีน

0

ท่ามกลางสงครามดุเดือดในยูเครน สหรัฐและพวกตกเป็นรองในพื้นที่สู้รบออกแววแพ้รัสเซียเห็นๆ  ล่าสุดกูรูนักลงทุนสหรัฐชื่อดังได้ออกมาเตือนอีกว่า ‘ปัญหาเศรษฐกิจเลวร้ายที่สุดในช่วงชีวิต’ ทั้งสหรัฐและโลกจะยาวไปถึง ๒-๓ ปี แม้ว่าทางการสหรัฐและสื่อหลักตะวันตกจะยังคงยืนยันว่าจะไม่เกิดรีเซสชั่นในสหรัฐ แต่อาจเกิดที่อื่นก็ตาม

ขณะที่ปธน.โจ ไบเดนมั่นใจมากออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะไปรอดและเติบโตแข็งแกร่งกว่าจีน ช่างสวนทางอาการทุรนทุรายที่เห็นจีนก้าวหน้าไปทุกมิติ ทั้งการเมืองเศรษฐกิจและการทหาร ล่าสุดได้พันธมิตรอดีตคูหูสนิทอย่างซาอุดิอาระเบียและกลุ่มอ่าวอาหรับมาหนุนแนวทางพันธมิตรโลกหลายขั้ว ยิ่งใกล้สภาพอกแตกของเมกาอย่างปิดไม่อยู่ ออกมายุให้พันธมิตรก่อกวนจีนเรื่องไต้หวันหนักขึ้น

 

วันที่ ๑๒ ธ.ค.๒๕๖๕ สำนักข่าวสปุ๊ตนิกรายงานว่า จิม โรเจอร์ส กูรูด้านการลงทุนของสหรัฐฯ กล่าวว่า “สหรัฐฯและโลกควรเตรียมรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงในอีก ๒-๓ ปีข้างหน้า ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะกลายเป็น สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขา”

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการคาดการณ์ในปี ๒๐๒๓ โรเจอร์สกล่าวว่า “คุณควรกังวล” เขาเสริมว่า “มันจะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ดี บางสิ่งบางอย่างจะทำให้การมองโลกในแง่ดีกลับคืนมา” “หลังจากมองโลกในแง่ดี คุณน่าจะกังวลอย่างมาก เพราะเรากำลังจะเจอปัญหาทางเศรษฐกิจอีกครั้งยาวไปอีก ๒-๓ ปีข้างหน้า และอาจจะเลวร้ายที่สุดในชีวิตของฉัน เพราะมีหนี้มากมายมหาศาล หนี้ที่ก่อตัวขึ้นมากมายในสหรัฐฯและทั่วโลก ตั้งแต่ปี ๒๐๐๙ ดังนั้นครั้งต่อไปที่เรามีปัญหากัน มันจะแย่มากๆ เป็นห่วงจริงๆนะ”

Rogers ผู้สร้าง Rogers International Commodity Index (RICI) เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Quantum Fund ที่มีชื่อเสียงระดับโลกร่วมกับจอร์จ โซรอส และปัจจุบันเป็นประธานของ Rogers Holdings และ Beeland Interests

เขาเห็นด้วยกับไอเอมเอฟที่ระบุว่า การเติบโตทั่วโลกคาดว่าจะชะลอตัวจาก ๖% ในปี๒๕๖๔ เป็น ๓.๒% ในปี ๒๕๖๕ และ ๒.๗% ในปี ๒๕๖๖ กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟทำนายไว้ในมุมมองที่เผยแพร่ในเดือนตุลาคม และย้ำว่า นี่คือการเติบโตที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ยกเว้นวิกฤตการเงินโลกและระยะเฉียบพลันของการระบาดใหญ่ของโควิด-๑๙ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้เดือนตุลาคมที่ผ่านมา เขาออกมาเตือนเดือดว่า “ปีนี้เป็นหนึ่งในปีที่เลวร้ายที่สุด” และตลาดหมี “สามารถทำลายล้างและน่าประหลาดใจจริงๆ” โรเจอร์เน้นว่า “ก่อนที่มันจะจบลง ฉันคาดว่ามันจะแย่กว่านี้มาก … บางบริษัทจะล้มละลาย”

ในเดือนกรกฎาคมเช่นกัน Rogers เตือนว่าตลาดหุ้นจะเจอตลาดหมีที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขาที่กำลังจะมาถึง เขายังทำนายการสิ้นสุดของเงินดอลลาร์สหรัฐ อีกด้วย

นักลงทุนชื่อดังได้กล่าวถึงการสิ้นสุดของเงินดอลลาร์สหรัฐและแนวโน้มในอนาคตของสกุลเงินดิจิทัลในการให้สัมภาษณ์ที่เผยแพร่โดย Economic Times Sunday

“ฉันยังคงเป็นเจ้าของเงินดอลลาร์สหรัฐส่วนหนึ่ง เพราะเมื่อเกิดความวุ่นวาย ผู้คนมองหาที่หลบภัย พวกเขาคิดว่าเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นที่หลบภัยด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเงินดอลลาร์สหรัฐในตอนนี้ คือการสิ้นสุดของเงินดอลลาร์สหรัฐกำลังมาถึง เพราะสกุลเงินระหว่างประเทศควรจะเป็นกลาง แต่ในวอชิงตัน พวกเขากำลังเปลี่ยนกฎ หากวอชิงตันไม่ชอบคุณ พวกเขาก็จะคว่ำบาตรคุณ และคุณจะไม่สามารถใช้เงินดอลลาร์สหรัฐได้”

เขาฟันธงว่า “หลายประเทศจึงเริ่มมองหาคู่แข่งที่ปลอดภัยกว่า อย่างจีนหรือรัสเซียหรืออินเดีย อิหร่าน บราซิล หลายประเทศเริ่มมองหาสกุลเงินที่แข่งขันกัน และควรเป็นเช่นนั้นเพราะวอชิงตันไม่ยุติธรรมอีกต่อไป”

ไม่ใช่แค่กูรูชื่อดังคนนี้รายเดียวเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ซีอีโอของเจพีมอร์แกนเชสส์ เจมี่ ไดมอน(Jamie Dimon) ได้ออกมาโวยอีกหลังจากเตือนมาหลายครั้ง ว่าชาวอเมริกันใช้จ่ายเงินจนกระเป๋าฉีกเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อยังไม่จบ และนั่นอาจทำให้สหรัฐฯเข้าสู่ภาวะถดถอยรุนแรงในอีกไม่เกิน ๕ เดื่อนข้างหน้า

แต่หันมาดูผู้นำสหรัฐฯปธน.ไบเดน เขากล่าวว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ อาจแซงหน้าจีนและแตะอัตราที่สูงเป็นประวัติการณ์ในปี ๒๕๖๕

เขาระบุว่า “ผู้เชี่ยวชาญอิสระคาดการณ์แม้กระทั่งว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจจีนในปีนี้ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1976” ไบเดนกล่าวบนทวิตเตอร์เมื่อวันอาทิตย์

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเสริมว่า ได้สร้างงาน ๑๐.๕ ล้านตำแหน่งในสหรัฐฯ นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่ง

จากข้อมูลของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) สวนทางคำพูดไบเดนชัดว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนคาดว่าจะอยู่ที่ ๓.๒% ในปีนี้ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น ๔.๔% ในปี ๒๕๖๖ ขณะเดียวกัน การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในปี ๒๕๖๕ คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ ๑.๖% ยังไม่ฟันธงของปี ๒๕๖๖

เมื่อวันศุกร์ สำนักข่าวในแคนาดาได้สำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์พบว่าสหรัฐฯจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในระยะเวลาอันใกล้ในปีหน้า ในขณะเดียวกัน นางเจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่าเธอคิดว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้น “ไม่อาจหลีกเลี่ยง”

ที่ไบเดนพูดอย่างมั่นใจว่าสหรัฐฯจะรอดจากเศรษฐกิจถดถอยน่าจะเพราะยอดขายอาวุธพุ่งกระฉูด จากคำสั่งซื้อของยุโรปและยูเครน รวมถึงเอเชียด้วย ทั้งนี้เกิดจากยุทธวิธีที่สหรัฐเดินหน้าบีบรัสเซียและจีนรอบด้าน  แต่สภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯไม่รักษาหน้าผู้นำสักนิด เมื่อสหภาพแรงงานการรถไฟ อุตสาหกรรมการบิน และธุรกิจทั้งหลายกำลังเดินหน้านัดหยุดงาน เพราะภาวะค่าครองชีพกระฉูดไม่สอดคล้องรายได้และรัฐบาลไม่มีนโยบายที่เป็นรูปธรรมแก้ไขปัญหา ทั้งเก่าและใหม่ ขณะที่คนอเมริกัน ๑ ใน ๓ เชื่อว่าตนกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว แต่รัฐยังคงทุ่มเงินไปกับสงครามนอกบ้าน การเมืองภายในก็ซัดกันนัวเละเทะ เรียกว่าหลอกกันไม่ได้ทั้งในบ้านและนอกบ้านรู้เห็นกันทั้งโลก!!??