ฝ่าพายุศก.โลก!! กรอ.พาณิชย์ผนึกเอกชนลุย ๓ ตลาดใหญ่ดันส่งออก ปั้มรายได้ ๓ แสนล้าน เล็งบุกดูไบต้นปีหน้า

0

พาณิชย์ฯถกเอกชนจับมือบุก ๓ ตลาดใหญ่ดันส่งออก ตั้งเป้าปี ๒๕๖๖ สร้างเม็ดเงินให้ประเทศเพิ่ม ๓ แสนล้านบาท ฝ่าวิกฤติ ศก.โลกมีแนวโน้มชะลอตัว

วันที่ ๙ ธ.ค.๒๕๖๕ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์(กรอ. พาณิชย์) เพื่อหารือร่วมกันทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าว่า ที่ประชุม กรอ.พาณิชย์ มีภาคเอกชนเข้าร่วมประชุมประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทยและสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย  เพื่อเตรียมการส่งออกปีหน้ารองรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัวและปัญหาอื่นๆ

เช่น ประเด็นที่๑ ปี ๒๕๖๔เศรษฐกิจ โลก +๖% ในปีนี้ IMF คาดว่ามีแนวโน้ม +๓.๒% และปีหน้ามีแนวโน้ม +๒.๗% ซึ่งจะชะลอตัวในปีหน้าชัดเจน 

ประเด็นที่๒ ความยืดเยื้อของสงครามรัสเซีย-ยูเครน มีผลกระทบต่อราคาพลังงานและความมั่นคงทางอาหารของโลก

ประเด็นที่๓ นโยบายซีโร่โควิดของจีน ที่จีนเป็นคู่ค้าลำดับหนึ่งของไทย เป็นตลาดส่งออกลำดับใหญ่อันดับสองของไทย ประเด็นที่สี่ อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท มีผลกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบ เพื่อนำมาผลิตส่งออกต่อไป และประเด็นที่ห้าทั้งหมดนี้จะมีผลกระทบต่อการส่งของไทยในปีหน้า

“วันนี้มีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษให้การส่งออกปีหน้าตัวเลขยังคงดีที่สุดเท่าที่จะจับมือกันระหว่างภาครัฐกับเอกชนของไทยเดินหน้าด้วยกัน วันนี้ที่ประชุมมีมติให้ตั้งวอรูมขึ้น เป็นวอรูม กรอ.พาณิชย์ที่ประกอบด้วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนทั้งหมด เพื่อทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดตลอดปี ๒๕๖๖ รองรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและปัญหายืดเยื้อที่ค้างคาจากปี ๒๕๖๔-๒๕๖๕”

นอกจากนี้ ที่ประชุมมีข้อสรุปเบื้องต้น ตั้งเป้าบุกตลาดที่มีศักยภาพเพิ่มยอดการส่งออกจากมาตรการปกติที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเป็นกรณีเฉพาะ บุก ๓ ตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพประกอบด้วยตลาด ตะวันออกกลาง ตลาดเอเชียใต้ และตลาด CLMV โดย ๓ ตลาดใหญ่นี้ ปี ๒๕๖๕ คาดมียอดการส่งออกรวมประมาณ ๑.๗ ล้านล้านบาท และปี ๒๕๖๖ จะเพิ่มเป็น ๒ ล้านล้านบาท เพิ่มอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทโดยแบ่งเป็น

ตลาดตะวันออกกลางจะเน้น ซาอุดิอาระเบีย ยูเออีและกาตาร์ สินค้าเป้าหมายสำคัญ คือ อาหาร ชิ้นส่วนยานยนต์  เครื่องปรับอากาศและวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น ตั้งเป้าปี ๒๕๖๖ เพิ่มตัวเลขส่งออก ๓ ประเทศนี้ ๒๐% จาก ๘,๙๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี ๒๕๖๕ เป็น ๑๐,๓๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ (๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท)ในปี ๒๕๖๖ 

-ตลาดเอเชียใต้ เน้นประเทศสำคัญ ๓ ประเทศ คือ อินเดีย บังกลาเทศและเนปาลตั้งเป้าส่งออกปีหน้าใน ๓ ประเทศนี้ ตลาดเอเชียใต้ +๑๐% เพิ่มจากปีนี้ที่ ๑๒,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็น ๑๓,๒๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี ๒๕๖๖ (๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท)  สินค้าสำคัญ เช่นเคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก ยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น

ตลาด CLMV ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม ตั้งเป้า +๑๐-๑๕% จาก ๒๘,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ เป็น ๓๓,๕๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีหน้า (๑.๑๔ ล้านล้านบาท) สินค้าเป้าหมายสำคัญ เช่น วัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า เม็ดพลาสติก สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเร่งรัดการค้าชายแดน เช่น อาหาร ผลไม้ ผักและสินค้าอื่นเป็นต้น เป็นหน้าที่ของวอรูมจากนี้ต่อไปทำตลาดและยอดเพิ่มจากปกติที่ตั้งไว้ ช่วยประเมินตัวเลขการส่งออกปีหน้าร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ต่อไปด้วย

อย่างไรก็ตามที่ประชุมพิจารณาเห็นชอบว่าควรนำคณะไปเยือนประเทศเท่าที่จำเป็นสำคัญคือ 

๑. UAE (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) จะเป็นประตูสำคัญอีกประตูหนึ่งนอกจากซาอุดิอาระเบียส่งสินค้าไปกลุ่มประเทศตะวันออกกลางในต้นปีหน้า

๒.อินเดีย โดยเฉพาะรัฐคุชราต มีเมืองอาห์เมดาบัด ที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของอินเดีย มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

๓.มณฑลยูนนาน ซึ่งไทยต้องเร่งรัดทำ Mini FTA เป็นที่ตั้งของด่านสำคัญของจีนคือ ด่านโม่ฮาน ขณะนี้รัฐบาลจีนเห็นชอบเปิดด่านได้แล้ว อาจมีปัญหาอุปสรรคในภาคปฏิบัติ จะเป็นโอกาสเจรจาร่วมกับมณฑลอำนวยความสะดวกการส่งออกสินค้าไทยไปจีนผ่านมณฑลยูนนานคล่องตัวขึ้น

นอกจากนี้ที่ประชุมยังเร่งรัดแผนงาน FTA ที่เดินหน้า ขณะรอการทำ FTA กับอังกฤษควรเจาะทำ Mini FTA กับเมืองหรือเขตเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ เป็นการเร่งด่วนต่อไปด้วย และ Mini FTA กับปากีสถาน  โดยเฉพาะเมืองลาฮอร์ ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญของปากีสถานและสุดท้ายกลุ่มอ่าวอาหรับหรือ JCC ถ้ารอทำ FTA จะใช้เวลา ถ้าเราสามารถเจาะทำ Mini FTA ได้ก่อนจะช่วยตัวเลขการส่งออกได้เร็วขึ้น