วิบากกรรมธรรมนัส กลับไม่ได้-ไปไม่ถึง? เมื่อชูวิทย์เปิด แล้วใครปิด! ถอดรหัสคำพูดบิ๊กป้อม เขายังมีคดีอยู่

0

วิบากกรรมธรรมนัส กลับไม่ได้-ไปไม่ถึง? เมื่อชูวิทย์เปิด แล้วใครปิด! ถอดรหัสคำพูดบิ๊กป้อม เขายังมีคดีอยู่

จากกรณีที่วันนี้ (28 พฤศจิกายน 2565) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กล่าวถึงการเปิดเผยนายทุนจีนสีเทาว่า ตนนำหลักฐานชุดนี้ ให้กับพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล​ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแล้ว

พร้อมกันนี้ ข้อสังเกตว่า นายตู้ห่าว สนิทกับใคร รัฐมนตรีคนไหน จากที่ตนเคยเปิดเรื่องสนามบินไป ก็พบว่าเครื่องบินที่นายตู้หาว ใช้โดยสารมีความเชื่อมโยงกับรัฐมนตรีคนหนึ่ง และมักจะใช้เครื่องบินลำนี้ไปใช้หาเสียงอยู่บ่อยๆ อีกทั้งการขออนุญาตลงจอดก็ต้องขออนุญาตโดยรัฐมนตรี ไม่ใช่นายตู้ห่าว เพราะนายตู้ห่าวไม่ได้เป็นสมาชิกฝูงบิน 604 ซึ่งแสดงถึงอิทธิพลของนายตู้ห่าว

นายตู้ห่าวเป็นคนจีนไม่รู้เรื่องการเมืองไทย แต่มีคนพานายตู้ห่าวไปพบกับคนที่ชอบสะสมนาฬิกา เพื่อไปกราบให้เห็นถึงบารมี จากนั้นก็มีการส่งมอบนาฬิกาปาเต๊ะมูลค่า 10 ล้านบาทให้ นอกจากนั้นยังมีเรื่องเงินหลาย 100 ล้าน เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงเงินบริจาคให้พรรคพลังประชารัฐ จำนวน 3 ล้านบาท

เมื่อถามถึงรัฐมนตรีที่เข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องนี้ นายชูวิทย์ ไม่ตอบคำถาม แต่ได้เป่าปากแทนคำตอบ และเมื่อถามย้ำอีกครั้ง จึงยอมรับว่า เป็นอดีตรัฐมนตรีที่เคยอยู่พรรคพลังประชารัฐ และสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการโทรศัพท์มาเคลียร์และบีบด้วยวิธีการมาเฟียทุกรูปแบบ แต่ยืนยันว่าไม่กลัว และพร้อมรับผิดชอบคำพูดตนเอง วันนี้วิบากกรรม มีสัมภเวสีอยู่ ซึ่งไม่เคยกลัวและจะรอ

จากนั้นเมื่อถามถึงอดีตรัฐมนตรีคนดังกล่าว ทำให้นายชูวิทย์ เปิดโทรศัพท์ให้ดูหลักฐาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่จะมอบให้ กมธ.ป.ป.ช. และพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพราะมาถึงขนาดนี่แล้วไม่มีอะไรที่ต้องกลัว โดยหลักฐานดังกล่าวเป็นเอกสารลงวันที่ 9 มีนาคม 2565 ขออนุญาตเที่ยวบินส่วนบุคคลบินขึ้นลง และจอดพัก ที่ท่าอากาศยานร้อยเอ็ด โดยมี ร้อยตำรวจเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พรรคเศรษฐกิจไทย เดินทางมากับเที่ยวบิน HS-HAO นี้ด้วย  ทั้งนี้ หลักฐานที่มี ไม่ทราบว่ามีความเชื่อมโยงกันอย่างไรระหว่าง ร้อยเอกธรรมนัส กับนายทุนจีน แต่หลักฐานทั้งหมดจะมอบให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เท่านั้น และอยากให้เร่งดำเนินการ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ยึดเครื่องบินของ “ตู้ห่าว” ที่สนามบินบ่อฝ้าย อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังพบหลักฐานในเอกสารปรากฏชื่อ “ตู้ห่าว” เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท เเละเครื่องบินซื้อขายในนามชื่อบริษัทดังกล่าว รวมทั้งมีรายการทรัพย์สินอื่นๆ ที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ มายื่นหลักฐานอีกจำนวนหลายรายการ มูลค่าหลาย 1,000 ล้านบาท อาทิ โรงแรม ที่ดิน ฯลฯ แต่อยู่ระหว่างขยายผลตรวจสอบว่าเชื่อมโยงกับบุคคลใดบ้าง นอกจากนี้ ยังมีชุด “พาลีปราบยา” ภายใต้การกำกับดูแลของ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ดำเนินการตรวจสอบเพื่อตามยึดอายัดทรัพย์สินต่างๆ ให้มากที่สุด

โดยเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ไทย-กัมพูชา ถึงสถานการณ์การเมืองขณะนี้จะรับมือได้หรือไม่ว่า “รับได้ดิ”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ภายหลังเดินทางกลับจากต่างประเทศ ได้พูดคุยกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แล้วบ้างหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว และเดินฝ่าวงสื่อมวลชนด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย

เมื่อถามว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคเศรษฐกิจไทย จะกลับเข้าพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ส่ายหัวพร้อมกล่าวว่า “เขายังมีคดีอยู่ไม่ใช่หรือ” เมื่อถามย้ำว่า ได้มีการพูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส แล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “ก็บอกไปแล้ว”

ขณะที่นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคเศรษฐกิจไทย กล่าวถึงท่าทีทางการเมืองของ ส.ส.ในพรรค ซึ่งได้ข้อยุติแล้วว่า ทั้ง 13 ส.ส. พรรคเศรษฐกิจไทย จะทำงานอยู่กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แต่การร่วมงานต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย ซึ่งขณะนี้กำลังให้ทีมกฎหมายพิจารณาว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะหากรอยุบสภา อาจทำให้ย้ายสังกัดพรรคไม่ทันตามกรอบเวลาในเงื่อนไขที่จะต้องลงสมัครรับเลือกตั้ง ในการเข้าสังกัดเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่จะลงรับเลือกตั้ง เนื่องจากกระบวนการทุกอย่างมีนัยทางกฎหมาย

“เรามีธงในใจอยู่แล้วว่า จะอยู่กับ พล.อ.ประวิตร ไม่รอยุบสภา แต่กำลังพิจารณาแนวทางว่า ไปร่วมงานได้เลยจะผิดกฎหมายหรือเปล่า จะกลายเป็นคนนอกพรรคไปยุ่งกับพรรคหรือไม่” นายไผ่ กล่าว

เมื่อถามถึงกระแสข่าวหากกลุ่ม ส.ส.เศรษฐกิจไทย กลับไปพรรคพลังประชารัฐ จะทำให้คนในพรรคแตกแยกหนีออกจากพรรค นายไผ่ กล่าวว่า โดยส่วนตัวได้ติดตามกระแสข่าวและเชื่อว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะยังไม่มีใครออกมาพูดว่าจะออกจากพรรค อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างและการทำงานในพรรคพลังประชารัฐ อยู่ที่ พล.อ.ประวิตร หัวหน้าพรรค ไม่ว่าจะเป็นการนำพรรค ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนในพรรครักกันทั้งหมด เพราะทุกอย่างเป็นไปตามหลักประชาธิปไตย สามารถเห็นต่างได้ ไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2565 ร.อ.ธรรมนัส ได้เผยแพร่คลิปชี้แจงกรณีบุคคลและสื่อมวลชนหลายสำนักวิพากษ์วิจารณ์ โดยกล่าวว่า ที่ผ่านมากว่า 2 สัปดาห์ ตนเองพยายามนิ่ง ไม่โต้ตอบกรณีบุคคลหรือสื่อมวลชนบางรายที่เคยรักใคร่กันดีพยายามวิพากษ์วิจารณ์พาดพิงตนเองว่าเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนจีนสีเทาต่างๆ

“ปีนี้ผมอายุ 58 ปี แล้ว ผมเดินทางไปหลายประเทศ มีเพื่อนรู้จักและคบคนหลายเชื้อชาติ ทั้งฝรั่ง จีน ไทย อินเดีย หรืออื่นๆ เป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้ทำธุรกิจอะไรที่เกี่ยวข้องกับคนจีนสีเทาดังกล่าว ตามที่ถูกกล่าวหา โดยก่อนหน้าผมมาทำงานการเมือง ผมก็ทำธุรกิจหลายอย่าง และมาถึงเวลานี้ผมเป็นนักการเมืองแล้ว พร้อมถูกตรวจสอบ แต่ต้องถูกต้องตามกฎหมายนะครับ”

ดังนั้น จึงขอวอนสื่อมวลชน อย่าโยงตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนจีนสีเทาซึ่งเป็นเรื่องที่สร้างความเสียหาย ตนเองขอใหัสื่อมวลชนนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม และให้ความเป็นธรรม ขอให้แยกแยะกลั่นกรองข้อมูลก่อนจะวิจารณ์ตัดสินว่าใครดีหรือไม่ดี จนสร้างความเสียหายต่อคนอื่น

“ผมอยากวิงวอนสื่อมวลชนนะครับ ผมนิ่งรับฟัง เพื่อเก็บข้อมูลที่ถูกพาดพิง ก็หวังว่าจะนำเสนอข่าวบนข้อมูลถูกต้อง ดีกว่าจะต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาลกันเป็นว่าเล่นนะครับ”