กรรมไล่ล่า!? เมกาซัดกันเละ รีพับลิกันไล่ทุบไบเดน ดันสอบเงินมืดเลือกตั้งฟอกเงิน ซัดFBI เน่าเฟะเพนตากอนกาก

0

พรรคการเมืองทั้งสองพรรคใหญ่ในสหรัฐฯ ทำให้คนอเมริกันผิดหวัง เพราะพวกเขาได้รับการสนับสนุนจากผลประโยชน์ของบริษัทยักษค้าอาวุธ และสนใจแต่เรื่องการยึดอำนาจเท่านั้น

ท่ามกลางการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายน พรรคเดโมแครตท้าทายผู้ลงคะแนนเสียงที่เบื่อหน่าย โดยจัดการเพื่อรักษาอำนาจควบคุมของวุฒิสภาได้ ในขณะที่เสียเก้าอี้ในสภาล่างไปด้วยส่วนต่างที่น้อยกว่าที่คาดไว้ นั่นคือคลื่นสีแดงของรีพับลิกันไม่อาจพัดถล่มเดโมแครตได้เท่าที่ควร

แซม พีเค คอลลินส์ นักเคลื่อนไหวทางสังคมของเมกา(Activist Sam P.K. Collins) กล่าวว่า พรรคการเมืองทั้งสองไม่สมควรได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนด้วยซ้ำ เนื่องจากทั้งสองพรรคล้มเหลวในการจัดการกับปัญหาของประเทศ ทั้งภาวะเงินเฟ้อ การดูแลสุขภาพที่ไม่แพง และค่าครองชีพ รวมถึงประเด็นอื่นๆ อย่างเพียงพอ

ถึงอย่างไรทั้งสองพรรคก็ยังคงขับเคี่ยวทางการเมืองภายในประเทศอย่างเข้มข้นเพื่อเดิมพันชิงอำนาจในรอบแข่งขันประธานาธิบดีอีกสองปีข้างหน้าอย่างเมามันหลังเลือกตั้งรีพับลิกันจัดทัพขย่มไบเดนแบบรัวๆ โดยทีมส.ส.หัวเห็ด

วันที่ ๒๓ พ.ย.๒๕๖๕ สำนักข่าวรัสเซียทูเดย์และฟอกซ์รายงานว่า ฝ่ายนิติบัญญัติของรีพับลิกันหรือที่เรียกกันสั้นๆว่า  GOP วิพากษ์เพนตากอนว่าขาดความรับผิดชอบและไร้ความสามารถ

วุฒิสมาชิกฟลอริดา มาร์โก รูบิโอ และชิป รอยตัวแทนจากเท็กซัส (Marco Rubio and Representative Chip Roy of Texas) กล่าวว่า “ผู้นำทางทหารและการเมืองของสหรัฐฯ กำลังทำให้ความสามารถในการสู้รบของประเทศอ่อนแอลง“ เขาได้เผยแพร่เอกสารโดยฝ่ายนิติบัญญัติของพรรครีพับลิกันสองคนเมื่อวันจันทร์เกี่ยวกับข้อบกพร่องของเพนตากอนนับตั้งแต่ไบเดนเข้าคุมอำนาจ

รูบิโอกล่าวว่า“แทนที่จะสร้างกรณีความยิ่งใหญ่ของอเมริกาและปกป้องประเทศของเรา กองทัพกำลังทำเรื่องไร้สาระ มันโง่ มันใช้งานไม่ได้ และมันอันตราย เราต้องใช้เวลาให้มากขึ้นในการคิดหาวิธีตอบโต้ เทคโนโลยีเรือบรรทุกเครื่องบินใหม่ของจีน และใช้เวลาคิดเรื่องสำนวนต่างๆให้น้อยลง”

เอกสารความยาว ๑๗ หน้าโจมตีรัฐบาลของปธน.โจ ไบเดน เนื่องจาก“ผลักดันทฤษฎีเกลียดชังเชื้อชาติ กระบวนการแปลงเพศ และการเมืองเกี่ยวกับอัตลักษณ์” รายงานระบุว่า ปัญหาการขั้นตอนการแปลงเพศที่มี“ระยะเวลาพักฟื้นนานเป็นเดือน” และผู้ที่ใส่เครื่องมือจัดฟันจะไม่สามารถสมัครเป็นทหารได้จนกว่าจะถูกถอดออก ทำให้เกิดข้ออ้างหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร ส่งผลให้การเกณฑ์ทหารหลายครั้งล้มเหลวไม่ได้กำลังพลตามเป้าหมาย

ฝ่ายนิติบัญญัติGOP ยังตำหนิรัฐมนตรีกลาโหม ลอยด์ ออสตินเกี่ยวกับคำสั่งหยุดทำงานหนึ่งวัน ในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อ“หารือเกี่ยวกับลัทธิสุดโต่งในกลุ่มกับบุคลากรของพวกเขา” คำสั่งดังกล่าวเป็น”ที่พึ่งพอใจ”ของ “ศัตรูต่างชาติอย่างจีนและรัสเซียมาก” 

นายพลมาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วม ถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความพยายามเผยแพร่ทฤษฎีเชื้อชาติเชิงวิจารณ์ และคำให้การต่อสภาคองเกรสเรื่อง“ความโกรธแค้นสีขาว” ริพับลิกันมองว่า เป็นการมาป้ายสีคนอเมริกันเองอย่างมืดบอด ทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชนคนอเมริกันด้วยกันเอง

รูบิโออ้างในรายงานของพวกเขาว่าการเหยียดเชื้อชาติเป็น”เสมือนไม่ใช่ประเด็นในกองทัพ” พวกเขายังกล่าวหาว่ากองทัพสหรัฐฯ ขาดความรับผิดชอบ โดยชี้ไปที่“การถอนตัวอย่างหายนะจากอัฟกานิสถานในเดือนสิงหาคม ๒๕๖๔ อย่างล้มเหลว

รายงานระบุว่า“ไม่มีใครต้องเผชิญกับผลที่ตามมา”และเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียวที่ถูกตำหนิคือ“พันโทสตู เชลเลอร์(Stu Scheller) ที่วิจารณ์วิธีการถอนกำลัง” เจ้าหน้าที่นาวิกโยธินถูกตำหนิและสั่งให้ริบเงิน ๕,๐๐๐ ดอลลาร์สำหรับค่าเสียหายที่เขาเผยแพร่เกี่ยวบันทึกวีอิโอเกี่ยวกับการถอนตัวที่วุ่นวายอลหม่าน ทำให้กองทัพเสียภาพพจน์

เรื่องนี้โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวในแถลงการณ์ต่อสื่อ แก้ตัวว่า“พวกเราทุกคนก็เห็นพ้องต้องกันว่าระบบอาวุธที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราคือบุคลากรของเรา นั่นเป็นเหตุผลที่นโยบายของเราเน้นการใช้ประโยชน์จากบุคลากรของเราให้ดีที่สุดและเพิ่มความสามัคคีของหน่วย ด้านขีดความสามารถของอาวุธก็ไม่ได้ละเลย”

นอกจากนี้ เหล่าส.ส.ของ GOP ยังซัดไปที่หน่วยFBI ในยุคสมัยของไบเดนว่าเป็นองค์กรที่ ‘เน่าเสียที่แกนกลาง’ไปแล้ว เพราะหน่วยงานดังกล่าวถูกทำให้เคลื่อนไหวภายใต้การเมืองแข่งขันของรัฐบาล ทำให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายชั้นนำของอเมริกาต้องเสื่อมเสีย

รีพับลิกันฟันธงว่า อเมริกาไม่ใช่ประเทศที่พลเมืองได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญรับรองอีกต่อไป เพราะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับสูงของประเทศได้รับความเสียหายจากผู้นำทางการเมือง ใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาอำนาจ รักษาอำนาจ

ข้อกล่าวหามีอยู่ในรายงาน๑,๐๕๐ หน้าเผยแพร่เมื่อวันศุกร์สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสมาชิกพรรครีพับลิกัน ในฐานะคณะกรรมการตุลาการสภาฯ รายงานซึ่งอิงจากข้อมูลที่รวบรวมจากผู้แจ้งเบาะแสของเอฟบีไอ ๑๔ คนที่ออกมาเปิดเผยรูปแบบการประพฤติมิชอบ โดยรายงานว่าหน่วยงานดังกล่าว “ค่อนข้างมักง่ายต่อปัญหา – มีความเน่าเฟะภายในเอฟบีไอ – เปื่อยเน่าและมีการคอรัปชั่นรายได้จากวอชิงตัน” รายงานระบุว่า “เอฟบีไอและหน่วยงานแม่ กระทรวงยุติธรรม ได้กลายเป็นสถาบันทางการเมือง”มากกว่าทำตามบทบาทดูแลประชาชนด้านความยุติธรรมอย่างที่ควรเป็น!!