ฟันด์โฟลพุ่ง!? บาทแข็งแตะ ๓๖.๘๐ บาท/ดอลลาร์ ต่างชาติซื้อหุ้นไทย ๑๔ วัน ๓.๔ หมื่นล้าน-พันธบัตร ๗.๕๒ หมื่นล้าน

0

เงินไหลเข้ารับเศรษฐกิจไทยฟื้น ตอบรับการเมืองเลือกตั้งกลางภาคของสหรัฐที่มีเค้าลางพรรครีพับลิกันจะมีชัยในสภาล่าง จะส่งผลต่อนโยบายการเงินการคลัง อีกด้านหนึ่งเฟดตั้งท่าเพิ่มดอกเบี้ยอีกเพราะยังกดเงินเฟ้อไม่อยู่ เงินทุนเลยไหลเข้าไทยหาสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ ทำให้ตื่นตะลึงด้วยการกว้านซื้อหุ้นไทยและพันธบัติร ๑๔ วันติดๆ ส่งผลค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในรอบ ๒ เดือน

 

วันที่ ๑๐ พ.ย.๒๕๖๕ กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินค่าเงินบาทวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบ ๓๖.๘๐-๓๗.๐๐ บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ที่ผ่านมาค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าต่อเนื่อง เมื่อวันพุธที่ผ่านมาอ่อนค่าลงหลุด ๑๑๐ หน่วย โดยปกติค่าเงินบาทจะปรับตัวอ่อนค่าลง ตามทิศทางเงินดอลลาร์แข็งค่า ล่าสุดขยับแข็งค่าขึ้นแตะ ๓๖.๘๐ ครั้งแรกในรอบหลายเดือน  แต่นักวิเคราะห์มองว่าดอลลาร์อ่อนค่าเป็นการพักฐาน โดยรวมจะยังคงแข็งค่าต่อไปเพราะเฟดเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก

นายโจเซฟ มานิมโบ นักวิเคราะห์ของบริษัทคอนเวราให้ความเห็นว่า ถ้าหากพรรครีพับลิกันได้รับชัยชนะจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยขั้นสุดท้ายของธนาคารกลางสหรัฐปรับลดลง รัฐบาลสหรัฐจะออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังได้ลดลง เนื่องจากอาจไม่ได้รับความร่วมมือจากรีพับลิกันในสภาฯ

ด้านหุ้นไทยยังเนื้อหอม ต่างชาติลุยซื้อ ๑๔ วันติดต่อกัน กว่า ๓.๔ หมื่นล้านบาท ดันซื้อสะสมจากต้นปี ๑.๗๖ แสนล้านบาท นักวิเคราะห์คาดแรงซื้อยังมีต่อ 

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รายงานความเคลื่อนไหวของนักลงทุนต่างชาติในช่วงไตรมาสที่ ๔ พบว่า นักลงทุนต่างชาติ เดินหน้าซื้อหุ้นไทยเป็นเวลา ๑๔ วันติดต่อกัน โดยนับจากวันที่ ๒๐ ต.ค. ถึงวันที่ ๙ พ.ย. นักลงทุนต่างชาติมีมูลค่าการซื้อขายสุทธิแล้ว ๓๔,๔๐๙.๙๐ ล้านบาท

ทั้งนี้นักลงทุนต่างชาติ ยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย โดยในไตรมาส ๔ ที่ ๒๖,๔๐๗.๔๓ ล้านบาท และยังพบว่า นับจากต้นปีถึงวันที่ ๙ พ.ย. ต่างชาติซื้อสะสมหุ้นไทยทั้งสิ้น ๑๗๖,๖๔๓.๐๒ ล้านบาท

นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส รายงานว่า กระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าหุ้นไทย ๑๔ วันติดต่อกัน หนุนเงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ ๒ เดือน ขณะที่ระยะถัดไปเศรษฐกิจยังดี หนุนเงินทุนต่างชาติเข้าต่อเรียกว่า ฟันด์โฟลไม่หยุด แบบนี้ก็เข้าตำรา เมืองไทย “เงินไหลนองทองไหลมา”!!!

ทั้งนี้เดือน ต.ค.๒๕๖๕ ตลาดหุ้นไทยเจอแรงกดดันจากปัจจัยนอกมากมาย ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน, ความกังวลเงินเฟ้อที่เร่งขึ้น, การใช้มาตการ Zero-Covid ของจีน แต่จะเห็นได้ว่า เงินทุนต่างชาติมีลักษณะสะดุดช่วงสั้นเท่านั้น และในช่วงท้ายๆ เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ต่างชาติก็กลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดซื้อสุทธิหุ้นไทยกว่าติดต่อกัน ๑๔ วันทำการ คิดเป็นมูลค่าซื้อสุทธิรวม ๓.๔ หมื่นล้านบาท และยังคาดว่าจะยังมีเม็ดเงินไหลเข้ามาหนุนตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง

สะท้อนได้จากเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาพักในตราสารหนี้ระยะสั้น (ตราสารหนี้ที่อายุน้อยกว่า ๑ ปี) กว่า ๗.๕๒ หมื่นล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกัน จึงกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าต่ำกว่า ๓๗ บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติแข็งค่ามากที่สุดในรอบ ๒ เดือน

ในช่วง ๓ วันทำการที่ผ่านมา แม้ต่างชาติจะซื้อสุทธิต่อเนื่อง แต่สถาบันในประเทศขายสุทธิหุ้นไทยกว่า ๑.๕ หมื่นล้านบาท กดดันให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงสั้นให้ทรงตัวอยู่ในบริเวณ ๑,๖๒๐ จุด

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยของบล.เอเซีย พลัส คาดว่า กระแสเงินทุนยังมีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทยเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ต่างกับประเทศพัฒนายังมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอย รวมถึงแรงกดดันจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของไทย ถือว่าต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ ยุโรป

นอกจากนี้หากพิจารณาสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติ พบว่ายังอยู่ในระดับต่ำ ณ ๙ พ.ย. ๒๕๖๕ ต่างชาติถือครองหุ้นไทยทางตรงเพียง ๒๒.๐๔% จากก่อนถือเกือบ ๓๐% และถือผ่าน NVDR เพียง ๕.๗๔% จากก่อนหน้าถือเกือบ ๗.๕% แสดงให้เห็นถึงโอกาสที่นักลงทุนต่างชาติจะขายหุ้นไทยที่จำกัดและมีโอกาสกลับมาซื้อสุทธิเพิ่มเติมได้

อย่างไรก็ตามนักลงทุนต่างชาติเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สามารถกำหนดทิศทางของตลาดหุ้นไทยได้ และ ดัชนีตลาดหุ้นมีโอกาสขยับขึ้นได้ดีในวันที่ต่างชาติซื้อสุทธิ ส่วนช่วงเวลาที่เหลือของปี ฝ่ายวิจัยยังเชื่อว่า เงินทุนต่างชาติยังมีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อ ทั้งจากสัดส่วนการถือครองที่ต่ำ เศรษฐกิจไทยเดินหน้าเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้ว ล้วนเป็นตัวกระตุ้นที่ดี