เบื้องลึกศึกชิงเมืองซาโปริเซีย พบขุมทรัพย์สำคัญ ทำสหรัฐ-อังกฤษแม้แพ้ก็ไม่ถอย ขณะรัสเซียไม่ยอมให้ชุบมือเปิบ

0

จากกรณีอาวุธจำนวนของยูเครนที่ได้รับจากชาติตะวันตก ถูกโจมตีทำลาย โดยกองทัพรัสเซีย ขณะที่มีรายงานที่น่าสนใจเกี่ยวกับวัตถุดิบบางอย่างในการนำมาใช้ผลิตยุทโธปกรณ์  ซึ่งอยู่ในเมืองที่สองฝ่ายกำลังแย่งกันนั่นเอง

ทั้งนี้ข้อมูลที่เผยแพร่ถูกระบุจาก  Blockdit WorldUpdate ในวันนี้ 03 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งมีเนื้อหาที่มาจากแหล่งที่มาไว้ว่า “ยามสงครามนั้นวัตถุดิบแร่ไทเทเนียม โลหะเชิงกลยุทธ์ ที่ขาดไม่ได้ แร่นี้มีความต้านทานสูงมีคุณสมบัติเชิงกลทนทานต่อการกรัดกร่อนและทนความร้อนสูง จึงใช่แร่นี้มาทำอาวุธ เช่น เฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินขับไล่ ยานพาหนะ

ไม่ว่าในยามสงบ หรือ ยามสงคราม วัตถุดิบแร่ไทเทเนียม มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่ขาดไม่ได้ เพราะคุณสมบัติความต้านทานสูงของแร่นี้ช่วยให้เรือดำน้ำลงสู่ระดับความลึกได้มากขึ้น

แร่ชนิดนี้ยังเป็นแม่เหล็ก ทำให้เรือดำน้ำหลบหลีกการตรวจจับของดาวเทียมที่ใช้วัดการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กได้ รัสเซีย จึงนำแร่นี้ไปผลิตเรือดำน้ำทั้งลำ และไม่อาจยอมให้อุตสาหกรรมแร่ไทเทเนียมในเมืองซาโปริชเซีย ตกเป็นของสหรัฐ ชุบมือเปิบเอาไปได้

ที่ผ่านมาสหรัฐ อังกฤษ จึงพยายามส่งอาวุธ และกำลังทหารรับจ้าง Acadamy PMC มาสู้รบกับรัสเซีย เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมไทเทเนียมที่เมืองซาโปริชเซีย

แม้จะสูญเสียกำลังทหาร และยานยนต์มากมาย สหรัฐ จึงยังไม่กล้าล่าถอยจากเมืองนี้เพราะมีเดิมพันสูงจากวัตถุดิบอุตสาหกรรมอาวุธ

รัสเซีย สมัยใหม่นั้นยึดหลัก “เศรษฐศาสตร์สงคราม” เพราะการทำสงครามนานๆ ก็ย่อมต้องใช้เงินจำนวนมากเป็นธรรมดา และการเมืองระหว่างประเทศนั้นมีความซับซ้อนซ่อนกล

การที่ยุโรปประโคมข่าวทุกวันว่าสารพัดจะคว่ำบาตรสินค้ารัสเซียโน่นนี่นั่นทุกวันนั้นล้วนเป็นเรื่องลวงโลก ที่ผ่านมาชาติพันธมิตรที่มีมูลค่าการค้ากับรัสเซียมากขึ้น เช่น อินเดีย 310% , ตุรกี 198% , จีน 64% แม้แต่ญี่ปุ่นที่คว่ำบาตรรัสเซียก็เพิ่มขึ้น 13% จากการซื้อก๊าซราคาถูกรัสเซียจากแหล่งซัคคาริน 1 และ 2

ที่มูลค่าการค้ารัสเซียกับตุรกีสูงลิ่วนั้นก็เพราะตุรกีทำตัวเป็นยี่ปั้วเสือนอนกิน ซื้อสินค้ารัสเซียเอาไปขายต่อยุโรปอีกที เพราะชาติเหล่านั้นเขินที่จะมีรายชื่อค้าขายกับรัสเซียโดยตรงจึงใช้ตุรกีเป็นนอมินีฉากหน้า

แต่ชาติยุโรปหลายชาติก็ไม่เขินที่จะซื้อตรงสินค้าจากรัสเซียโดยไม่ผ่านคนกลาง จึงเพิ่มมูลค่าการค้ากับรัสเซียเพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนสงครามอีกด้วย เช่น เบลเยียม 81% , สเปน 51% , เนเธอร์แลนด์ 32%

ส่วนเยอรมนี ลดลงแค่ 3% เท่านั้น , สหรัฐ ที่นำพาคว่ำบาตรก็ลดลงแค่ 35% , อังกฤษ ลดลง 79% แต่เมื่อบวกลบในภาพรวมแล้วรัสเซีย กลับมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนสงคราม โดยเปลี่ยนเส้นทางมูลค่าการค้าหลักมายังเอเซีย

แม้จะพวกเขาจะประกาศคว่ำบาตรรัสเซีย แต่พวกเขาก็ยังค้าขายกับรัสเซียเหมือนเดิม ชาติใดที่ลดการนำเข้าสินค้ารัสเซียมาก ก็เงินเฟ้อมาก ของแพงมาก ประชาชนเดือดร้อนมากตามไปด้วย

อัตราเงินเฟ้อโปแลนด์ เดือน ต.ค. สูงจัดถึง 17.9% ทำลายสถิติในรอบ 25 ปี สินค้าแพงขึ้นทั้งประเทศ คนยากจน และคนชั้นกลางแทบจะอยู่ไม่ได้ รายรับไม่พอรายจ่าย

ถ้าใครเข้าใจว่ารัสเซีย ถูกคว่ำบาตรแล้วจนลงและลำบาก นั่นคือความเข้าใจที่ผิดอย่างมาก เพราะรัสเซียรวยขึ้นสวนทางกับชาติในยุโรป ที่ยังคงส่งเงินไปเข้าคลังรัสเซียอยู่ตลอดเวลา แต่เศรษฐศาสตร์สงครามนี้ยูเครนไม่มีความเข้าใจ จึงถูกหลอกใช้ ไม่มีชาติใดยอมเลิกนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์รัสเซียเพื่อยูเครน เพราะยูเครนให้สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ได้เหมือนรัสเซีย”