แตกเป็นแตก!! อิหร่านคว่ำบาตร-ยึดทรัพย์สหรัฐ จวกแทรกแซงปลุกปั่นจลาจล ประท้วงลามปะทะวุ่นฝ่ายหนุน-ต้าน

0

อิหร่านประณามสหรัฐแทรกแซงไม่หยุด เป็นตัวการสนับสนุนยุยงปลุกปั่นให้เกิดจลาจล โดยฉวยโอกาสชูเรื่องสิทธิเสรีภาพกรณีสตรีสวมผ้าคลุมผมไม่ถูกต้องเสียชีวิตระหว่างถูกจับกุม ส่งผลให้เกิดการประท้วงลุกลามรุนแรงในหลายเมืองใหญ่ สหรัฐเองได้ออกมายอมรับว่าสนับสนุนการประท้วง ขณะที่เตหะรานจับสปายได้หลายคนระบุว่าเป็นฝีมือเร่งก่อหวอดของซีไอเอสหรัฐฯและมอสสาดของอิสราเอล

ขณะที่สหรัฐโหมกระพือว่าอิหร่านร่วมมือกับรัสเซียในสงครามตัวแทนยูเครนและเตรียมส่งขีปนาวุธให้รัสเซียด้วย ตรรกเพี้ยนแบบว่า มีแต่สหรัฐเท่านั้นที่สามารถระดมพรรคพวกส่งเงินและอาวุธให้ยูเครนได้ไม่ผิด ใครส่งช่วยรัสเซียผิด

ล่าสุดเตหะรานขอคว่ำบาตรและยึดทรัพย์เจ้าหน้าที่และองค์กรของเมกาคืนบ้างไม่หวั่นแตกหัก เพราะทุกวันนี้ไม่เหลือสัมพันธ์อันดีอะไรต่อกันอีกแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์คุกรุ่นที่ล่อแหลมจะเกิดบานปลายเพราะเกิดการชุมนุมทั้งฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและฝ่ายหนุนรัฐบาล

วันที่ ๒ พ.ย.๒๕๖๕ สำนักข่าวซินหัวและเอพี รายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อบุคคลชาวอเมริกัน ๑๐ คนและสถาบัน ๔ แห่ง ฐานละเมิดสิทธิมนุษยชน แทรกแซงกิจการภายในของอิหร่าน และยุยงให้เกิดความรุนแรงและการจลาจลในอิหร่าน

ในถ้อยแถลงที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ กระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่ามาตรการคว่ำบาตรได้เกิดขึ้นจากกฎหมายที่ทางการอิหร่านรับรองเพื่อต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนของสหรัฐฯ รวมถึง “การเคลื่อนไหวของนักก่อกวนและผู้ก่อการร้ายในภูมิภาค”

บุคคลในสหรัฐอเมริกาที่อยู่ในรายชื่อ ได้แก่ ไมเคิล คูริลลา(Michael Kurilla) ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางแห่งสหรัฐอเมริกา หรือเซนทีคอม (CENTCOM)  เกรกอรี่ กิลล็อต(Gregory Guillot) รองผู้บัญชาการ เซนทีคอม, วัลลี อเดเยโม (Wally Adeyemo)รองเลขาธิการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ และคนอื่นๆ

รายชื่อสถาบันที่ถูกคว่ำบาตรประกอบด้วยองค์กรสนับสนุน United Against Nuclear Iran, Central Intelligence Agency, กองทัพอากาศที่ ๙ และ National Guard of the United States

มาตรการคว่ำบาตรจะห้ามไม่ให้บุคคลเป้าหมายได้รับวีซ่าและเข้าประเทศอิหร่าน และจะระงับทรัพย์สินและบัญชีธนาคารของบุคคลและองค์กรที่ตั้งอยู่ในอิหร่าน

ผู้ประท้วงชาวอิหร่านรวมตัวกันทั่วประเทศเมื่อวันศุกร์ เพื่อแสดงการสนับสนุนทางการ หลังจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลและความไม่สงบเกือบหนึ่งสัปดาห์เกี่ยวกับการเสียชีวิตของหญิงสาวที่ถูกตำรวจศีลธรรมจับ

ผู้คนหลายพันคนเข้าร่วมการชุมนุมในกรุงเตหะราน เมืองหลวง ซึ่งพวกเขาโบกธงอิหร่าน และการเดินขบวนในลักษณะเดียวกันนี้จัดขึ้นในเมืองอื่นๆ รัฐบาลอ้างว่าการสาธิตการสนับสนุนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ การชุมนุมในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นในช่วงที่มีการประท้วงอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมา

กลุ่มผู้ประท้วงที่สนับสนุนรัฐบาลสวดมนต์ต่อต้านอเมริกาและอิสราเอล อ้างจากสื่อของรัฐ ซึ่งสะท้อนถึงแนวปฏิบัติที่กล่าวโทษเหตุการณ์ความไม่สงบครั้งล่าสุดในต่างประเทศที่เป็นศัตรู

สถานีโทรทัศน์ของรัฐแนะนำเมื่อวันศุกร์สัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบในสัปดาห์นี้อาจสูงถึง ๓๕ คน เพิ่มขึ้นจากประมาณการก่อนผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลและกองกำลังรักษาความปลอดภัยได้ปะทะกันในหลายเมืองใหญ่เนื่องจากความรุนแรงทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี ๒๐๑๙ เมื่อกลุ่มสิทธิมนุษยชนปั่นกระแสว่า มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนท่ามกลางการประท้วงต่อต้านการปรับขึ้นราคาน้ำมันที่รัฐควบคุม รวมกับต่อต้านเรื่องหญิงสาวเสียชีวิต

วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในอิหร่านเริ่มต้นขึ้นจากความโกรธเกรี้ยวของสาธารณชนต่อการเสียชีวิตของอามีนี หญิงสาวคนหนึ่งซึ่งถูกตำรวจด้านศีลธรรมในกรุงเตหะรานจับกุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าสวมผ้าคลุมศีรษะแบบอิสลามของเธอไม่เหมาะสม ตำรวจนำหลักฐานวีดีโอมาเปิดเผยและกล่าวว่าเธอเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายและไม่ได้ถูกทารุณกรรมตามที่ข่าวปลุกปั่น แต่ครอบครัวของเธอไม่เชื่อ และก็สายเกินไปที่จะระงับความโกรธเกรี้ยวของสาธารณชน

ปธน.ไรซี (Raisi) ประณามการประท้วงรุนแรงของกลุ่มต้านรัฐบาลเมื่อเขากลับมาถึงอิหร่าน หลังจากกล่าวปราศรัยต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว

เขากล่าวย้ำว่า “เราได้ประกาศไปหลายครั้งแล้วว่าถ้าใครมีความคิดเห็นที่ยุติธรรม เราจะรับฟังแต่ใช้อนาธิปไตย? รบกวนความมั่นคงของชาติ? ความมั่นคงของประชาชน? จะไม่มีใครยอมจำนนต่อสิ่งนี้” 

การประท้วงยังไม่จบสิ้น แต่ท่าทีของรัฐบาลเตหะรานจะไม่ยอมอ่อนข้อ ประกาศจัดหนัก ปราบปรามการประท้วงที่ใช้ความรุนแรงและก่ออาชญากรรม ต้องติดตามต่อไปว่ามิกสัญญีครั้งนี้ อิหร่านจะสยบอยู่หรือจะบานปลายตามเป้าหมายของสหรัฐและอิสราเอลที่ต้องการให้กลุ่มหนุนตะวันตกก่อการโค่นรัฐบาลชุดนี้  อีกทั้งสหรัฐก็เปิดหน้าซัดอิหร่านทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองหนักขึ้นไม่ยั้ง เป็นเช่นนี้ยิ่งผลักให้อิหร่านใกล้ชิดแนบแน่นกับรัสเซียและจีนกลุ่มโลกขั้วใหม่มากยิ่งขึ้น!!!!