เปิดปัจจัย!?! เป็นไปได้อย่างไร สิงคโปร์ป่วยแซงไทย ???

0

โลกกำลังหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 สิงคโปร์ได้รับการยกย่องWHOเป็นตัวอย่างที่ดีสกัดไวรัส ที่สำคัญสิงคโปร์มีระบบสาธารณสุขดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก แต่วันนี้ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้แซงปาดหน้าไทยไปแล้ว

การระบาดไวรัสโควิด-19 ในอาเซียนล่าสุดที่น่าจับตามอง เมื่อสิงคโปร์ที่ว่ารับมือได้ดีเป็นลำดับต้นๆของโลกแต่ได้แซงไทย

โดยในวันนี้ (14 เม.ย.63)  สิงคโปร์ มีผู้ติดเชื้อรวม 2,918  คน ซึ่งพบรวดเดียว 386 ราย แต่ผู้เสียชีวิตเพียง 9 คน ส่วนไทยตัวเลขวันเดียวกันมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่ม 34 คน ยอดสะสม 2,613 คน เสียชีวิตเพิ่ม 1 คน รวมเสียชีวิต 41 ราย หายแล้วรวม 1,405 ราย

18 ก.พ.63 ดร.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก  WHO ประทับใจการทำงานของรัฐบาลสิงคโปร์ที่พยายามค้นหาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาหรือ โควิด-19 ทุกราย ติดตามผู้มีประวัติติดต่อกับผู้ติดเชื้อฯ รวมไปถึงหยุดการแพร่ระบาด ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์ไม่ปล่อยปละละเลยอาการต่างๆ การตรวจสอบผู้ที่มีอาการไข้หวัดทุกๆ รายทั้งการเจ็บป่วยทั่วไปและโรคปอดอักเสบ และ ณ ตอนนี้ไม่พบหลักฐานยืนยันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสฯ ในชุมชน

สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!
สั่งซื้อเม็ดมะม่วง คลิก!!

6 มี.ค.63 เว็บไซต์นิกเคอิรายงานข้อมูลบางส่วนระบุว่า สิงคโปร์มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 130 คน จากทั่วโลกราว 1 แสนคน ผู้ป่วย 82 คนกลับบ้านได้แล้ว และไม่มีผู้เสียชีวิตเลยสักคนเดียว การออกมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างระมัดระวังของกระทรวงสาธารณสุขได้ผลเพราะข้อได้เปรียบหลายประการ เช่น สิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก มาตรฐานทางการแพทย์สูงและสามารถออกมาตรการเข้มงวดได้โดยไม่มีการต่อต้าน

ยูจีน ตัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านกฎหมาย มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ กล่าวว่า สาธารณชนไม่คัดค้านแนวทางเข้มงวด

แม้แต่มาตรการที่ประเทศอื่นอาจมองว่ารุนแรง ก็มีความชอบธรรมในสายตาของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสิงคโปร์ ชาวสิงคโปร์เชื่อมั่นและไว้ใจการจัดการการแพร่ระบาดของรัฐบาล ทำให้พลเมือง ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมให้ความร่วมมือ การร่วมแรงร่วมใจกันทั้งสังคมแบบนี้ยิ่งเสริมความเข้มแข็งให้สิงคโปร์มีพลังต้านภัยคุกคามร่วมกัน

หัวใจสำคัญของแผนสู้ไวรัสโคโรน่าคือสิ่งที่ทางการเรียกว่า “การติดตามผู้ติดต่อ” ตรวจสอบว่าผู้ป่วยไปไหนบ้างเพื่อหาคนที่อาจติดเชื้อรายต่อไปโดยอาศัยความร่วมมือของตำรวจ ระบบนี้ประกอบด้วยการสัมภาษณ์ผู้ป่วย โทรหาคนที่ผู้ป่วยติดต่อสัมผัส หรือแม้แต่รวบรวมข้อมูลการเดินทางของผู้ป่วยจากผู้ให้บริการขนส่งคมนาคม

นอกจากนี้สิงคโปร์ไม่รีรอปิดรับนักเดินทางจากจีนข้าประเทศตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. มาตรการแข็งกร้าวดังกล่าวทำให้ถึงขณะนี้รัฐบาลไม่ต้องปิดโรงเรียนและธุรกิจร้านค้าเป็นวงกว้างเหมือนที่หลายประเทศทำ พร้อมกันนั้นสิงคโปร์ก็ได้รับเสียงชมเชย

“สิงคโปร์ทำทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหา ตรวจสอบผู้ป่วยที่มีอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่และปอดอักเสบทุกราย” ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) กล่าว

ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เผยแพร่เมื่อกลางเดือน ก.พ. ระบุ ถ้าทุกประเทศมีความสามารถตรวจจับได้เหมือนสิงคโปร์ โลกจะพบจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ถึง 2.8 เท่า แต่แน่นอนใช่ว่าทุกประเทศจะมีความสามารถเช่นนั้น เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ สิทธิของปัจเจกชน หรือขาดความเชี่ยวชาญ

แม้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการค้าเอื้อให้ไวรัสโควิด-19 เข้ามาแล้วแพร่กระจาย แต่ด้วยความเป็นประเทศเล็กเพียง 720 ตารางกิโลเมตร ประชากร 6 ล้านคน อีกทั้งปกครองโดยรัฐบาลพรรคเดียวมาตั้งแต่ได้เอกราชในปี 2508 สิงคโปร์จึงสร้างตนเองเป็นประเทศร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย พร้อมๆ กับการควบคุมอย่างเข้มงวด

การรับมือโควิด-19 ของสิงคโปร์ตั้งอยู่บนฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และการวิจัยทางการแพทย์ การรับมือจึงสมเหตุสมผลและมีประสิทธิภาพ ไม่มีการขอโทษสำหรับมาตรการเข้ม เช่น ห้ามเข้าสังคม ปันส่วนหน้ากากอนามัย บังคับกักตัว และสั่งให้อยู่บ้าน

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า สิงคโปร์ใช้มาตรการเข้มข้นตรวจพบผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 จาก 100 คนเป็น 1,000 คนภายในหนึ่งเดือน ทำให้สามารถควบคุมการระบาดได้อย่างในระดับหนึ่ง ด้านผู้เชี่ยวชาญเตือนให้คนรักษาระยะห่างทางสังคมอย่างเคร่งครัดหลังเกิดการระบาดระยะสอง

สิงคโปร์ติดตามหาผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยโควิด-19 อย่างจริงจัง เข้มงวดการกักโรค จำกัดการเดินทาง และตรวจหาเชื้อขนานใหญ่ ข้อมูลจนถึงวันที่ 25 มีนาคม สิงคโปร์ตรวจหาเชื้อประชาชนได้ 6,800 คนต่อ 1 ล้านคน โดยที่ประชาชนยังใช้ชีวิตประจำวันตามเดิม โรงเรียนและห้างสรรพสินค้าเปิดตามปกติ

ยอดผู้ป่วยใหม่ในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นต่อวันเป็นตัวเลขหลักเดียวตลอดทั้งเดือนกุมภาพันธ์ แต่วันที่ 1 เมษายนวันเดียวเพิ่มขึ้นถึง 74 คน และอีก 49 คนเมื่อวานนี้ แม้ว่ามีผู้หายดีแล้ว 266 คน ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ยอดผู้ป่วยใหม่ที่เพิ่มขึ้นเป็นการระบาดระยะสอง โดยการระบาดระยะแรกเกิดขึ้นเมื่อนักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่แพร่เชื้อให้ชาวสิงคโปร์ในช่วงแรกของการระบาดที่เริ่มจากจีน

21 มี.ค. 63 กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ พบผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) จำนวน 2 ราย ทำให้สิงคโปร์มีผู้เสียชีวิตรายแรกจากไวรัสดังกล่าว รายงานระบุว่า ผู้ป่วยที่เสียชีวิตเป็นหญิงชาวสิงคโปร์อายุ 75 ปี และชายชาวอินโดนีเซีย อายุ 64 ปี ขณะที่สิงคโปร์ได้รับการชื่นชมในเรื่องจัดการและรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19ได้ดี โดยข้อมูล ณ วันที่ 21 มี.ค. มีผู้ติดโรคโควิด-19 สะสมในสิงคโปร์ จำนวน 385 คน

21 มี.ค. 63 วันเดียวกันหากจะลองเปรียบเทียบกับสถานการณ์ของไทย ที่กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ว่าพบผู้ป่วย “โควิด-19” เพิ่ม 89 ราย สะสมรวม 411 ราย  เสียชีวิต 1 ราย คือตั้งแต่วันที่ 1มี.ค.63 ที่ไทยพบตายแรกเมื่อคืนวันที่ 29 ก.พ.63 โดยผู้ป่วยรายดังกล่าวได้เข้ารับการรักษาที่รพ.เอกชนด้วยไข้เลือดออก ในช่วงปลายเดือนม.ค. และพบเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงส่งมารักษาต่อที่สถาบันบำราศนราดูร

สำหรับประเทศไทยหากจะเทียบจำนวนประชากร พื้นที่ รวมทั้งระบบสาธารณสุขกับสิงคโปร์จะพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า  ไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 50 ของโลก มีเนื้อที่ 513,120 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 20 ของโลก คือ ประมาณ 69 ล้านคน เฉพาะในกรุงเทพฯ เมืองหลวงมีพื้นที่ทั้งหมด 1,568.737 ตร.กม. มีประชากรตามทะเบียนราษฎรกว่า 6 ล้านคน

การเปรียบเทียบระบบสาธารณสุขของประเทศสิงคโปร์กับประเทศไทย โดย ศุภะกิโตะ จิรมหาสุวรรณ ซึ่งบางส่วนระบุไว้ถึงปัญหาสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขในไทย 1. GDP per capita 2. จำนวนบุคลากรทางการแพทย์และจำนวน โรงพยาบาล 3. การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุและแรงงานต่างด้าวนอกระบบประกันสังคมในประเทศไทย ขณะแนวคิดแบบสิงคโปร์ส่งเสริมให้ประชาชนรับผิดชอบต่อสุขภาพของตัวเองและหลีกเลี่ยงการพึ่งพิงระบบรัฐสวัสดิการ หรือระบบประกันสุขภาพที่มากเกินไป

EMERGENCY LIVE ได้เผยแพร่ไว้ในเว็บไซต์เมื่อเดือนกันยายน 2561 ช่วงหนึ่งระบุว่า ระบบการดูแลสุขภาพของสิงคโปร์ เป็นตัวอย่างของระบบการดูแลสุขภาพมาตรฐานทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ในความเป็นจริงตามที่องค์การอนามัยโลกการจัดอันดับของระบบสุขภาพของโลกใน 2000 สิงคโปร์อยู่ในอันดับที่ 6th ในทุกประเทศ

ในปี 2010 เท่า 17 โรงพยาบาล และศูนย์การแพทย์รอบสิงคโปร์ได้รับการรับรองโดย คณะกรรมาธิการระหว่างประเทศ (JCI) โรงพยาบาล 17 มีบัญชีเพียงอย่างเดียวสำหรับ 33% ของ JCI ที่ได้รับการรับรอง สิ่งอำนวยความสะดวกในเอเชีย สิ่งนี้พิสูจน์ได้ว่าคุณภาพของการดูแลสุขภาพ และอัตราความสำเร็จตอบสนองถ้าไม่เกินมาตรฐานสากล หลายศูนย์การแพทย์ที่มีชื่อเสียงของโลกเช่น John Hopkins และ เดอะเวสต์คลินิกได้จัดตั้งขึ้นในสิงคโปร์

นั่นคือภาพการเปรียบเทียบระหว่างไทยและสิงคโปร์ ซึ่งจะมีความน่าสนใจยิ่งขึ้นในแง่ของระบบสาธารณสุข จำนวนประชากรและขนาดของพื้นที่ โดยจะนำประเทศสหรัฐมาลองพิจารณาร่วมด้วย เพื่อค้นหาคำตอบในการหยุดการแพร่ระบาดโควิด-19 เพื่อประกอบเป็นข้อมูล ซึ่งขณะนี้สหรัฐเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อยอดสะสมอยู่ที่ 586,377 ราย ผู้เสียชีวิต 23,610 ราย

สหรัฐอเมริกา เป็นสหพันธ์สาธารณรัฐ ประกอบด้วยรัฐ 50 รัฐ และหนึ่งเขตปกครองกลาง ห้าดินแดนปกครองตนเองสำคัญ และเกาะเล็กต่างๆ โดยสหรัฐมีพื้นที่ขนาด 9.8 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 326 ล้านคน ทำให้มีพื้นที่ขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก และมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก เป็นประเทศซึ่งมีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม เป็นที่พำนักของประชากรเข้าเมืองใหญ่สุดในโลก

และนั่นคือข้อมูลเปรียบเทียบพื้นที่และจำนวนประชากรในสามประเทศที่นำออกมาให้เห็นว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างในห้วงเวลาที่ทุกประเทศกำลังสู้กับการระบาดไวรัสโควิด-19 ที่สะท้อนระบบสาธารณสุข จำนวนประชากร พื้นที่ ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือร่วมใจของประชาชน ซึ่งก็ต้องให้กำลังใจให้ทุกประเทศในฐานะเพื่อนร่วมโลกได้ต่อสู้และฟันฝ่าเอาชนะร่วมกันให้ได้ในเร็ววัน!?!

ที่มา (https://www.mcot.net/viewtna/5e86c2e5e3f8e40aef426e01)

(https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/869729)

(https://prezi.com/uubqcfvu5ukc/presentation/)

(https://www.emergency-live.com/th/health-and-safety/singapores-healthcare-system/)