กูรูเศรษฐศาสตร์ฟาด!! ‘สงครามโลกครั้งIIIเริ่มแล้ว’ โลกแบ่งสองขั้ว ฟันธงสหรัฐ-รัสเซีย อิหร่าน-อิสราเอลลุยกันแน่

0

ศาสตราจารย์ นูรีล รูบินี(Nouriel Roubini) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง มีชื่อเสียงในการทำนายวิกฤตการณ์ทางการเงินในปี ๒๐๐๘-๒๐๐๙ และถูกขนานนามว่า ‘Doctor Doom’ โดย Wall Street ได้ออกมาเตือนโลกอีกครั้งว่า “โลกจะแยกออกเป็นสองส่วน” และสงครามโลกครั้งที่สามเริ่มต้นขึ้นแล้ว เล่นเอาชาวโลกหูผึ่งเลยว่า กูรูรายนี้ฟันธงได้น่าหวั่นวิตก ทั้งยังฟันธงอีกว่าคู่ขัดแย้งหลักคือสหรัฐกับรัสเซีย และอิสราเอลกับอิหร่านจะฟาดฟันกันแน่นอนหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ดูเหมือนตลาดหุ้นทั่วโลกไม่สะเทือนจับตาดูแต่การตัดสินใจของเฟดวันนี้ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยตามที่วางไว้หรือจะชะลอเพราะมองว่ากดเงินเฟ้ออยู่หมัดแล้ว

บทสัมภาษณ์ที่น่าตื่นใจของดร.ดูมนี้อยู่ตอนท้ายที่ระบุว่า ฉันจะอยู่ต่อไป เราต้องเผชิญโลกอย่างที่มันเป็น แม้ว่าจะมีการเผชิญหน้านิวเคลียร์ จากนั้นระเบิดลูกแรกจะตกที่นิวยอร์กและลูกต่อไปที่มอสโกว์??? 

วันที่ ๒ พ.ย.๒๕๖๕ สำนักข่าวรัสเซียทูเดย์รายงานว่าศาสตราจารย์ นูรีล รูบินี(Nouriel Roubini) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังแห่งวอลสตรีท ฟันธงว่าสงครามโลกครั้งใหม่กำลังเกิดขั้น “ในยูเครนและไซเบอร์สเปซอย่างแน่นอน”

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยนิวยอร์กถูกสัมภาษณ์โดยนิตยสารเดอร์ สปีเกล (Der Spiegel)ของเยอรมนี ได้ระบุปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดในโลกด้านมหาวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งมโหฬาร

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่จัดโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เขาได้กล่าวถึงนักประวัติศาสตร์นีล เฟอร์กูสัน (Niall Ferguson) ซึ่ง“กล่าวในการปราศรัยที่นั่นว่าเราคงจะโชคดีถ้าเรามีวิกฤตเศรษฐกิจเช่นในทศวรรษ ๑๙๗๐ และไม่ใช่สงครามเหมือนในทศวรรษ ๑๙๔๐”

นั่นคือวิกฤตสงครามโลกครั้งที่สอง และวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกที่เกิดภาวะสแต็กเฟลชั่น(Stagflation) หรือภาวะข้าวของแพงขึ้น หรือเงินเฟ้อพุ่งพร้อมกับเศรษฐกิจชะลอตัว เป็นภาวะที่เกิดขึ้นพร้อมกันก่ออันตรายแก้ไขยาก

เมื่อพูดถึงภัยคุกคามที่สำคัญระดับโลก รูบินีกล่าวถึงความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและยูเครนภายใต้การหนุนหลังของตะวันตก และเสริมว่า อิหร่านและอิสราเอล ทั้งสองกรณีอยู่ในเส้นทางปะทะเช่นกัน 

นักเศรษฐศาสตร์กล่าวโดยสรุปว่า“ฉันว่าฝ่ายบริหารของไบเดนคาดหวังให้จีนโจมตีไต้หวันไม่ช้าก็เร็ว”“สงครามโลกครั้งที่ ๓ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างชัดเจน”

การแข่งขันระหว่างวอชิงตันและปักกิ่งทำให้เกิดความตึงเครียดในระดับสูง รูบินีตั้งข้อสังเกตว่าสหรัฐฯ ได้สั่งห้ามการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์บางตัวไปยังจีน และกำลังกดดันให้ชาติต่างๆ ในยุโรปตัดความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน หลังจากกดดันให้ประเทศต่างๆขับไล่รัสเซียออกจากโลกการค้า ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ เขาเชื่อว่าการล่มสลายของโลกยุคโลกาภิวัตน์กำลังเกิดขึ้น

เขาคาดการณ์ว่า “การค้า การเงิน เทคโนโลยี อินเทอร์เน็ต ทุกอย่างจะถูกแบ่งออกเป็นสองขั้ว”

แต่ยังไม่ชัดเจนว่าประเทศที่ไม่ใช่พันธมิตรของสหรัฐจะเลือกอยู่ฝ่ายสหรัฐฯในการเผชิญหน้าหรือไม่ เขากล่าวว่า  “ฉันถามประธานาธิบดีของประเทศในแอฟริกาว่าทำไมเขาถึงได้รับเทคโนโลยี 5G จากประเทศจีน ไม่ใช่จากตะวันตก เขาบอกฉันว่าเราเป็นประเทศเล็ก ๆ ดังนั้นจึงมีคนมาแอบดูเราอยู่ดี แล้วฉันก็ต้องใช้เทคโนโลยีของจีนด้วย เพราะมันถูกกว่าของตะวันตก”

ศาสตราจารย์กังวลว่าระบบการเมืองในสหรัฐอเมริกาและยุโรปอาจไม่สามารถจัดการกับปัญหาดังกล่าวได้ นำไปสู่รัฐบาลฝ่ายขวาที่เพิ่มขึ้น

เป็นการวิเคราะห์กลายๆว่าในสหรัฐฝ่ายนิยมขวา หรืออนุรักษ์น่าจะกลับมาครองอำนาจในอเมริกาได้ และการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในยุโรปก็มีแววว่าจะเป็นฝ่ายที่อนุรักษ์นิยมเพิ่มขึ้น ซึ่งจะต่อต้านนโยบายต่างประเทศที่อิงสหรัฐมากเกินไป

สงครามในยูเครนและความเป็นไปได้ที่น่าตกใจของสกรณีไต้หวันเป็นสิ่งที่ทำให้ รูบินีกังวล เขากล่าวว่า “ในขณะที่ผู้นำทางการเมืองของสหรัฐน ต้องการดูแลรัสเซียและยูเครนก่อนที่จะดูแลอิหร่านและอิสราเอลหรือจีน นักการเมืองควรคำนึงถึงอัตราเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจถดถอยด้วย”

ก่อนหน้านี้รูบินีเขาให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg Odd podcast ในเดือนต.ค.ที่ผ่านมาว่า “การเรียกร้องใด ๆ เพื่อสยบภาวะเศรษฐกิจที่มุ่งหน้าสู่ภาวะถดถอยให้ได้ ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยกดเงินเฟ้อเป็น “ความเข้าใจที่ผิด” “เรากำลังจะเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรง ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งใหญ่อีกครั้ง” 

เขาโต้แย้งว่าเฟดไม่มีทางเลือกที่ดีในตอนนี้ พวกเขาขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ หรือที่จริงพวกเขาสามารถ “หลบ” และลดอัตราดอกเบี้ยได้เนื่องจากกลัวว่าเศรษฐกิจจะถดถอย “ณ จุดนี้ คุณจะถูกสาปถ้าคุณทำ แต่ก็จะถูกสาปแช่งอีกหากคุณไม่ทำ” Roubini กล่าวว่า “ไม่มีทางออกที่ง่าย หากคุณต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ คุณจะเข้าสู่ภาวะถดถอยและวิกฤตทางการเงิน และถ้าคุณไม่ต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ คุณจะมีภาวะชะงักงันและเผชิญวิกฤตทางการเงินอยู่ดี”

รวมความแล้วประมาณว่า สหรัฐดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุดพ้นจากภาวะวิกฤตการเงินนั่นเอง เพราะต้นทางของปัญหาเงินเฟ้อของสหรัฐ มันผสมปนเปตั้งแต่การพิมพ์เงินไม่อัดมาใช้เปรมอย่างไม่มีวินัย แบบที่คิดว่างานเลี้ยงไม่มีวันเลิกรา แต่ไม่ได้ใช้ลงทุนในเศรษฐกิจจริง เน้นไปทางตลาดหุ้น ภูมิรัฐศาสตร์การเมือง และนโยบายต่างประเทศเพื่อรักษาอำนาจครอบงำโลกเป็นสำคัญ ถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤติพลังงานที่สหรัฐก่อขึ้นเอง เพราะต้องการกำจัดรัสเซียจากตลาดยุโรป ทำลายและช่วงชิงทรัพยกร จะบอกว่ากรรมตามสนองเมกาเร็วว่าจะคาดถึงก็อาจเป็นได้!!??