แพ้ยับเยิน!? อียูศก.ถดถอยเงินเฟ้อสูงสุดรอบ ๔๐ ปี แบนรัสเซียแต่นำเข้าสินค้าขาดดุลกระฉูด มอสโกว์รวยไม่ยั้ง

0

ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์หลังรัสเซียเปิดปฏิบัติการพิเศษทางทหาร สหภาพยุโรปได้จัดสรรเงินจำนวน ๓,๑๐๐ ล้านยูโรจากงบฯยูโรเปียน พีซฟาซิลิตี้ (European PEACE Facility) สำหรับสนับสนุนอาวุธให้ยูเครนทำสงครามตัวแทนกับรัสเซีย เงินกองนี้ก็รีดเอาจากประเทศสมาชิกในยุโรป ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน วิกฤตเศรษฐกิจถดถอย เงินเฟ้อสูงสุดในรอบ ๔๐ ปี

เหล่าประเทศผู้คว่ำบาตรต่อต้านรัสเซียตามคำสั่งวอชิงตันกลับเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย เรื่องนี้นิวยอร์กโพสต์เอามาเปิดเผย นั่นสะท้อนการบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ทำลายเครดิตรัสเซียในสากล แต่ในทางเศรษฐกิจกลับปากว่าตาขยิบ บรรดาบริษัทในยุโรปต่างพากันรีบซื้อสินค้าจากรัสเซียกันยกใหญ่ โดยไม่ส่งออกสินค้าไปยังรัสเซียหวังให้รัสเซียติดกับขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค แต่ก็เหลวเพราะรัสเซียพึ่งตนเองได้  เรื่องกลับกลายเป็นว่าประเทศในอียูพากันขาดดุลเสียเอง เพราะเอาแต่นำเข้าไม่ส่งออก

ในด้านเศรษฐกิจโดยรวม หลายประเทศในยุโรปได้เพิ่มการนำเข้าจากมอสโกว์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ตัวเลขมันฟ้อง ทำให้รัสเซียรวยเอารวยเอา ไม่เฉพาะสินค้าพลังงานหรือโภคภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภคก็รับทรัพย์อื้อไปด้วย

วันที่ ๑ พ.ย.๒๕๖๕ สำนักข่าวรัสเซียทูเดย์และดอยต์เชเวลล์(Deutsche Welle) รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศ Eurozone พุ่งสูงที่สุดในรอบ ๔๐ ปี

ปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของกลุ่มประเทศ Eurozone ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร ๑๙ ประเทศ พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ ๑๐.๗ จากห้วงเดือนก่อนซึ่งอยู่ที่อัตราร้อยละ ๙.๙ โดยอัตราเงินเฟ้อปัจจุบันสูงกว่าอัตราที่นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดการณ์ไว้เมื่อ ก.ย.๒๕๖๕ ที่ร้อยละ ๑๐.๒ ซึ่งสูงที่สุดในรอบ ๔๐ ปี 

สำนักงานสถิติยุโรป (European Statistical Office) ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นดังกล่าวเป็นผลมาจากค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้นร้อยละ ๔๑.๙ และค่าอาหารที่เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๓.๑ จากปี ๒๕๖๔  

ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank) คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นอีกในฌเดือน ธ.ค.๒๕๖๕ และจะค่อย ๆ ชะลอตัวหลังช่วงเวลสดังกล่าว อันเป็นผลจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นทั่วโลกตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๕ มาจากปัญหาการขาดแคลนห่วงโซ่อุปทานจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-๑๙ และผลกระทบจากการคว่ำบาตรปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน

สถานะเศรษฐกิจของกลุ่มอียูก็ไม่ได้กระเตื้อง และมีแนวโน้มเผชิญภาวะถดถอยอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง หลายประเทศได้เพิ่มปริมาณการนำเข้าสินค้าจากรัสเซียเฉลี่ยรายเดือนในปีนี้อย่างมาก ตามข้อมูลการค้าที่รวบรวมโดย Observatory of Economic Complexity รายงานโดยสื่อ New York Times

รายงานระบุว่าผลลัพธ์ค่อนข้างจะย้อนหลัง เนื่องจากแพลตฟอร์มข้อมูลออนไลน์ได้เผยแพร่ตัวเลขที่มีความล่าช้า

ในกลุ่มประเทศพันธมิตรรัสเซีย แน่นอนข้อมูลการซื้อขายย่อมบ่งชี้ความมั่งคั่งของรัสเซียได้ชัด อินเดียและตุรกีกลายเป็นผู้นำเข้าสินค้าและผลผลิตจากรัสเซียรายใหญ่ โดยแสดงให้เห็นว่าเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลถึง ๔๓๐% และ ๒๑๓% ตามลำดับ บราซิล ซึ่งนำเข้าจากรัสเซียเพิ่มสูงขึ้น ๑๖๖% อยู่ในอันดับที่สามในรายการ การส่งออกของรัสเซียไปยังจีนเพิ่มขึ้น ๙๘% ในขณะที่การนำเข้าสินค้ารัสเซียโดยซาอุดิอาระเบียเพิ่มขึ้น ๔๕%

บางประเทศที่ส่งเสริมการซื้อสินค้าและผลิตผลจากรัสเซียอย่างแข็งขันได้เข้ามามีบทบาทอย่างแข็งขันในการต่อต้านการปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน รวมถึงประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปและประเทศที่สนับสนุนการคว่ำบาตรต่อต้านรัสเซีย

การนำเข้าสินค้ารัสเซียโดยสเปนเพิ่มขึ้น ๑๑๒% ในขณะที่การส่งออกของรัสเซียไปยังเบลเยียมเพิ่มขึ้น ๑๓๐% เนเธอร์แลนด์นำเข้าจากรัสเซียเพิ่มขึ้น ๗๔% ญี่ปุ่นซื้อสินค้าและผลิตผลรัสเซียเพิ่มขึ้น ๔๐% ในขณะที่เยอรมนีและนอร์เวย์เพิ่มการนำเข้าจากประเทศที่ถูกคว่ำบาตร ๓๘% และ ๒๑% ตามลำดับ 

นอกจากนี้ มูลค่าการค้ารวมของรัสเซียกับเนเธอร์แลนด์เพิ่มขึ้น ๓๓% เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ๑๓% ในขณะที่การค้าโดยรวมกับเบลเยียมเพิ่มขึ้น๘๔%

ในเวลาเดียวกัน ประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้ลดการส่งออกไปยังรัสเซีย ทำให้มอสโกเกินดุลการค้าที่ดี อินเดียซึ่งเป็นผู้นำเข้าสูงสุดในการจัดอันดับ ลดการส่งออก ๑๙% ในขณะที่การส่งออกจากบราซิลและสเปนลดลง ๑๓% และ ๔๔% ตามลำดับ 

สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรพบว่าการส่งออกไปรัสเซียลดลงมากที่สุดที่ ๘๔% และ ๗๑% ตามลำดับ สวีเดนลดการส่งออกไปรัสเซีย ๖๑%

ในขณะเดียวกัน จีนและตุรกีได้เพิ่มการส่งออกสินค้าไปยังรัสเซีย ปักกิ่งเพิ่มปริมาณการส่งออกไปยังรัสเซีย ๒๔% ในขณะที่การส่งออกจากตุรกี (Türkiye) เพิ่มสูงขึ้น ๑๑๓%

ข้อสรุปปัจจุบันคือ สหภาพยุโรปหรืออียูกำลังเผชิญศก.ดิ่งเหว แม้ราคาพลังงานจะลดลงตามอุปทานที่กลุ่มควักน้ำมันสำรองออกมาใช้แก้ปัญหา เนื่องจากเศรษฐกิจจริงไม่ขยับภาคการผลิตชะงัก ธุรกิจระส่ำระสายกำลังถูกบีบให้เดินตามนโยบายของสหรัฐ กระนั้นนาโต้และสหภาพยุโรปยังึคงมีท่าทีแข็งกร้าวจะต้องคว่ำรัสเซีย หนุนสงครามตัวแทนในยูเครนต่อไป ขนาดสงครามตัวแทนยังเจ๊งขนาดนี้ แนวโน้มความขัดแย้งอาจลามเป็นนาโต้เผชิญหน้ากับรัสเซียโดยตรง ยุโรปจะเละขนาดไหน ทุกวันนี้กระแสความไม่พอใจของประชาชนได้ก่อหวอดขึ้นมาแล้วหลายเมืองหลักในยุโรป อยู่ที่ผู้นำในยุโรปเองว่าจะเลือกเดินไปสู่หายนะหรือจะหยุดเพียงแค่นี้???