ธุรกรรมไม่สะดุด! ธปท.ต่อยอดพร้อมเพย์ พลิกโฉมโอนเงินดิจิทัลในปท.และต่างปท. เชื่อมอาเซียนแบบเรียลไทม์

0

ใกล้วาระสำคัญการประชุมเอเปคที่ไทยเป็นเจ้าภาพเข้ามาแล้ว เป็นโอกาสที่ไทยจะได้แสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจดิจิทัล เชื่อมโยงระบบการชำระเงินแบบเรียลไทม์ในงานอย่างเต็มที่ 

ล่าสุดธปท.ได้เร่งพัฒนา “ระบบพร้อมเพย์” ชี้ชัดเป็นจุดเปลี่ยนการเงินประเทศ ที่สำคัญ หลังออกมาใช้ ๖ ปีมีคนใช้กว่า ๗๑ ล้านบัญชี โอนเงินวันละ ๑.๒ แสนล้านบาท ตั้งเป้า ๓ ปี คนไทยโอนเงินดิจิทัล ๘๐๐ ครั้งต่อคนต่อปี ขยายพร้อมเพย์สู่ภาคธุรกิจ โดยมองไปข้างหน้าจ่อปรับระบบโอนเงินช่วยนักช็อปออนไลน์ จ่ายเงินได้เมื่อของมาถึง 

วันที่ ๓๑ ต.ค.๒๕๖๕ นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง “ทิศทางการพัฒนาระบบการชำระเงิน ภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ภาคการเงินไทย” ภายใต้แผนกลยุทธ์การพัฒนาระบบชำระเงินในระยะ ๓ ปี (พ.ศ.๒๕๖๕-๒๕๖๗) ว่า ระบบการชำระเงินดิจิทัลของไทยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง และระบบพร้อมเพย์ที่ถือเป็น game changer หรือจุดเปลี่ยนที่สำคัญของระบบการชำระเงินไทย 

โดยนับตั้งแต่เปิดเริ่มให้บริการในปลายปี ๒๕๕๙ จนถึงปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้วถึง ๗๑ ล้านหมายเลข มีปริมาณการทำรายการธุรกรรมการเงินเฉลี่ยถึงวันละ ๓๘ ล้านรายการ มูลค่ากว่า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท และได้รับการพัฒนาต่อยอดบริการที่หลากหลาย เช่น การชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด การส่งคืนภาษีเงินได้ผ่านพร้อมเพย์ การจ่ายเงินสวัสดิการ การบริจาคเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation)

นอกจากนี้ ยังพัฒนาพร้อมเพย์เชื่อมโยงระบบการชำระเงินและโอนเงินกับต่างประเทศ โดยโครงการที่รู้จักแพร่หลาย คือ การเชื่อมโยงระบบพร้อมเพย์ไทยกับระบบเพย์นาวของสิงคโปร์ เพื่อโอนเงินระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการเชื่อมโยง ๒ fast payment คู่แรกของโลก และได้รับรางวัล “Initiative of the Year” ประจำปี ๒๕๖๕ จากวารสารธนาคารกลาง และล่าสุดไทยยังมีการเชื่อมโยงบริการชำระเงินกับอีก ๕ ประเทศ คือ ญี่ปุ่น กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ ยังผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีทางการเงิน เช่น การนำ blockchain มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการโอนเงิน ขณะที่ในช่วงต่อไป ธปท.จะเร่งขับเคลื่อน คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการทำธุรกรรมการค้าและการชำระเงินของธุรกิจแบบดิจิทัลที่ครบวงจร หรือที่เรียกว่าโครงการ PromptBiz หรือพร้อมเพย์ของภาคธุรกิจ เพื่อให้สามารถลดเอกสาร ลดเวลา ลดต้นทุน และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทั้งการชำระเงินในประเทศ และระหว่างประเทศได้มากขึ้น

นายรณดล กล่าวต่อว่า ในยุคดิจิทัลจะมีความเสี่ยงใหม่ๆ ทำให้ต้องพัฒนาเครื่องมือและ บุคลากรด้านการกำกับดูแลให้มีทักษะความรู้อย่างเพียงพอ รวมทั้งสร้างความร่วมมือให้เตรียมพร้อมรองรับภัยไซเบอร์ โดย ธปท.ตั้งผลสัมฤทธิ์ของทิศทางการชำระเงินฉบับนี้ ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายความสำเร็จให้ท้าท้ายมากขึ้น โดยจะขยายการใช้การชำระเงินดิจิทัลเพิ่มขึ้น ๒.๕ เท่าเป็น ๘๐๐ ครั้งต่อคนต่อปีใน ๓ ปีข้างหน้า ควบคู่กับการลดการใช้เงินสดและเช็ค

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในส่วนการพัฒนาระบบการโอนเงินดิจิทัลในอนาคตนั้น ธปท.มีแนวคิดที่จะสร้างระบบการสั่งจ่ายเงินที่สามารถกำหนดเวลาโอนได้ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของลูกค้าที่ซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ โดยจะมีคำสั่งให้โอนเงินไปรอจ่าย แต่เงินจะยังไม่เข้าทันที และเมื่อลูกค้าได้รับสินค้าแล้วจึงกดปุ่มโอน เงินจึงจะเข้าบัญชีได้ แต่แนวทางนี้ จะต้องใช้เวลาอีกระยะ และต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ

อย่างไรก็ตามธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore: MAS) ได้ร่วมกันเปิดตัวการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินรายย่อยของ ๒ ประเทศ เป็นครั้งแรกของโลกในปีที่ผ่านมา โดยเชื่อมโยง ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) ของประเทศไทย และระบบเพย์นาว (PayNow) ของประเทศสิงคโปร์ การเชื่อมโยงระบบทั้งสองเกิดจากความร่วมมือและการทำงานอย่างเข้มแข็งของทุกฝ่าย ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารกลางสิงคโปร์ ผู้ให้บริการระบบการชำระเงิน(NETS Group และ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด) สมาคมธนาคาร และธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการ

ล่าสุดเมื่อเร็วๆนี้ปรากฎข่าวการเชื่อมโยงการชำระเงินข้ามพรมแดนระหว่างไทยและเพื่อนบ้านนอกเหนือจากอาเซียนก็ปรากฏเป็นจริงแล้ว

นายเพอร์รี วาร์จิโย ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) เปิดเผยว่า ระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนระหว่าง ๕ ประเทศในกลุ่มอาเซียน ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียจะเชื่อมโยงกันอย่างเต็มรูปแบบในปีหน้า

นายเพอร์รีกล่าวเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคมว่า อินโดนีเซียได้เชื่อมโยงระบบการชำระเงินกับไทยแล้ว และจะเชื่อมโยงกับมาเลเซียและสิงคโปร์ในเร็วๆ นี้ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงกับฟิลิปปินส์

ในปลายเดือนสิงหาคม BI และ ธนาคารกลางของสิงคโปร์หรือ Monetary Authority of Singapore (MAS) ตกลงที่จะร่วมมือในการชำระเงินด้วย QR Code ระหว่างทั้งสองประเทศเพื่อส่งเสริมการเชื่อมต่อการชำระเงินในอาเซียน

ผู้เชี่ยวชาญฟันธงว่า การเชื่อมโยงการชำระเงินที่เต็มรูปแบบ ซึ่งจะทำให้สามารถใช้แอปพลิเคชันการชำระเงินได้อย่างราบรื่นทั่วทั้ง ๕ ประเทศถือว่าเป็นการพลิกโฉมการชำระเงิน

รายงานของ DealStreetAsia เมื่อเดือนกรกฎาคมระบุว่า อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ เตรียมลงนามข้อตกลงเพื่อรวมเครือข่ายการชำระเงินภายในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าใน๕ประเทศนี้สามารถซื้อสินค้าในประเทศอื่น ๆ ในเครือข่ายได้โดยการสแกน QR Code ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในแผนการเชื่อมโยงการชำระเงินของอาเซียน ที่มีเป้าหมายที่จะขยายการเชื่อมต่อการชำระเงินค้าปลีกแบบเรียลไทม์ข้ามพรมแดนระหว่าง ๑๐ ประเทศสมาชิกอาเซียนภายในปี ๒๕๖๘