ข่าวดี!!”สนธิญาณ”ฟันธงเราชนะแน่ 50 วันปลดล็อคประเทศไทย ขอบคุณคนไทย ขอบคุณลุงตู่

0

ข่าวดี!! “สนธิญาณ”ฟันธงเราชนะแน่ 50 วันปลดล็อคประเทศไทย แสงสว่างอยู่ที่ปลายอุโมงค์  ลุ้นเปิดเมืองไทยในระดับจ. ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ขอบคุณคนไทย ขอบคุณลุงตู่

ในรายการ ทิศทางไทยในช่วงเวลา 00.00 กับ สนธิญาณ” ทางช่องสถาบันทิศทางไทย เผยแพร่ผ่านทางยูทูป  ทางด้าน สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม” ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด19 ของไทย  ระบุว่า…ประเทศไทยชนะแน่ คนไทยชนะแน่ เราชนะแน่ครับลุงตู่ ยิ่งถ้าในห้วงสงกรานต์นี้เราเดินไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นๆ เหมือนที่ผ่านมาชัยชนะของคนไทยอยู่ไม่ไกล

สถานการณ์เมื่อวัน13เม.ย.ที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อโควิด-19ใหม่เพิ่มขึ้น 28รายเท่านั้น จากยอดผู้ติดเชื้อรวม 2,579 ราย ที่สำคัญสถิติที่ดีอีกสถิติหนึ่ง ก็คือการรักษาผู้ป่งยที่หายแล้ว 1,288ราย ครึ่งต่อครึ่ง เป็นสถิติที่ถือว่าเยี่ยมยอด  นี่คือฝีมือของแพทย์ไทย บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนที่ทุ่มเทเสียสละเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทย

สนธิญาณ” ที่ตนเรียนว่าประเทศไทยชนะแน่ ต้องไปดูสถิติ2 8ราย อยู่ในกทม.12ราย ภูเก็ต 6ราย ชลบุรี ยะลา สตูล จังหวัดละ2ราย รวมเป็น6ราย ชุมพร นครพนม นนทบุรี และเลย จังหวัดละ 1ราย  รวม4 ราย  ซึ่งจังหวัดแคบลงมาทุกขณะ

สำหรับสถิติของผู้ที่ติดจะเห็นเลยว่าแสงสว่างอยู่ที่ปลายอุโมงค์นั้นอยู่ไม่ไกล ผู้ใกล้ชิดคนป่วยเดิม18ราย จาก28ราย  ซึ่งต้องถือว่าเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง แต่อยู่เพื่อ18ราย ซึ่งเป็นคนกทม.9ราย กลับจากต่างประเทศ 1ราย อยู่ในสถานที่ชุมนุม 1ราย อาชีพ/พื้นทั่แออัด2ราย บุคลากรทางการแพทย์3ราย  และอยู่ในพื้นที่กักกัน 3ราย (สตูน2ราย ยะลา1ราย)

สถิติตรงนี้จะเห็นได้แล้ว ความแคบของจังหวัดแคบลง ความแคบของที่มาของผู้ป่วย ซึ่งผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยเดิมสูงสุด ซึ่งไม่ใช่การแพร่กระจายที่เพิ่มเติมขึ้นจากการไม่มีวินัย การเดินทางไปมา การแพร่กระจายโดยหาต้นตอไม่ได้ ..ไม่ใช่อย่างนั้น “สนธิณาญ”กล่าว

ดังนั้นในสถิติที่เป็นแบบนี้ปรากฎว่า ล่าสุดสถานบันทิศทางไทย รศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเวชระเบียน และประธานยุทธศาสตร์ด้านวิจัย สถาบันทิศทางไทย ได้ทำการวิเคราะห์รูปแบบการเพิ่มแบบทวีคูณตามรูปแบบของลอการิธึมซึ่งแสดงให้เห็นรูปแบบของการเพิ่มแบบทวีคูณ

รศ.ดร.แสงเทียนได้คำนวนออกมาให้เห็นและบอกว่าเป็นข่าวดีปีใหม่ไทย ข่าวดีของคนไทยรับวันสงกรานต์ว่า สถานการณ์ของผู้ติดเชื้อในประเทศไทย ในขณะนี้เป็นระดับการเพิ่มในทางสถิติใกล้เคียงประเทศเกาหลีใต้ และอาจจะเป็นแบบจีนในอนาคตอันใกล้ ซึ่งถ้าสถานการณ์ยังเดินไปแบบนี้ ย้อนกลับไปดูสถิติเมื่อวันที่9 เม.ย. ผู้ติดเชื้อ 54 ราย วันที่10มี 50 ราย วันที่11มี 45 ราย วันที่12มี 33 ราย วันที่13มี 24 ราย ซึ่งกราฟนั้นลงมาตลอด ซึ่งเป็น รศ.ดร.แสงเทียนบอกว่าเป็นข่าวดี

(อ่านเพิ่มเติม นักวิชาการทิศทางไทยชี้!!ข่าวดีประเทศไทย ถ้าคุมสถิติคนป่วยได้แบบนี้..ไม่เกิน 50 วัน ไทยปลดล็อคแบบอู่ฮั่น )

(OurWorldData.org และ สถาบันทิศทางไทย, 13 เมษายน 2563)

ซึ่งการเพิ่มจำนวนในลักษณะแบบนี้เป็นรูปแบบทวีคูณจำนวน2เท่า ในทุกวัน-2วัน-3วัน-5วันและ10วัน เรียกว่า “การวิเคราะห์ตามแบบสเกลของอัลกอริทึม”

“สนธิญาณ”ย้ำว่าข่าวดีอยู่ตรงที่ว่าภายในระยะเวลาอีกไม่เกิน 44วัน หรือนานสุด50วัน ประเทศไทยก็จะสามารถเป็นได้แบบเดียวกับอู่ฮั่น ที่สามารถเปิดเมืองไทย  หมายถึงจากการที่เรา lockdown  ปิดสถานที่เสี่ยง แต่ไม่ได้หมายถึงเป็นการเปิดประเทศ

วันนี้ปัญหานอกจากการป้องกัน รักษาไวรัสโควิด19แล้ว วิกฤตคู่กันที่จะต้องพบเจอ นั้นคือวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ การ lockdown มีความจำเป็น ซึ่งทันทีที่มีการlockdown นั้นหมายว่าส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจในทันที แต่ตามแนวที่รศ.ดร.แสงเทียน กล่าวนั้นสามารถเปิดเมืองได้แบบอู่ฮั่น แปลว่าเราสามารถที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจเริ่มกลับมา เริ่มจากในประเทศก่อนที่กำลังทรุดอยู่ตอนนี้ ตลาดภายในประเทศ ดังนั้นหากเปิดเมืองได้อย่างอู่ฮั่น บางอาชีพจะเริ่มเคลื่อนตัวออกมาได้ ที่สำคัญก็คทอปริมาณพื้นที่ ชัดเจนผู้ที่ติดเชื้อมากที่สุดอยู่ในกทม.และปริมณฑล ส่วนในต่างจังหวัดมีจังหวัดละคนสองคน หนักๆก็เหมือนที่รู้ก็คือภูเก็ตซึ่งมาจากนักท่องเที่ยว

“สนธิญาณ”กล่าวต่อว่า ดังนั้นในส่วนของต่างจังหวัด ก็สามารถที่คิดพิจารณาแบบเปิดจังหวัด ย้ำพิจารณา “แบบเปิดจังหวัด” แต่ยังปิดในระดับตำบล หมู่บ้านซึ่งสามารถที่จะเคลียร์ให้เสร็จเด็ดขาดได้ ถ้าสถานการณ์ไปถึงจุดที่ไว้วางใจได้ในระดับหนึ่ง โอกาสที่จะเดินเป็นแบบนั้น ย้ำว่าไม่ใช่เปิดทีเดียว หรือเปิดเสรี ต้องค่อยๆเปิด ค่อยๆทำให้ระบบเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่แน่นอนสิ่งที่ยังจะเปิดไม่ได้ก่อน ก็คือการเปิดประเทศ เพราะอย่างลืมว่าสถานการณ์ของโลกระบาดสหรัฐฯ ทะลุ5แสนไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งมีโอกาศทะลุภายในสิ้นเดือนเม.ย.

ย้ำว่า เราไม่สามารถให้นักท่องเที่ยวเข้ามาได้ในประเทศ ยังต้องปิดประเทศเอาไว้ก่อน ค่อยๆฟื้นฟูตลาดภายในค่อยๆทำ ค่อยๆอยู่ พึ่งพาอาศัยกันเองไม่ต้องหวังจากต่างชาติเพราะปัญหาหลักที่จะต้องดูแลคนไทยที่อยู่ต่างประเทศที่กำลังจะเข้ามาอีก5-6พันคน ซึ่งในขณะนี้เรารับได้เพียงแค่วันละ200คน  เป็นการรับเพิ่มที่ให้การจัดการมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะมีได้ ถ้ามีประสิทธิภาพโอกาสของการแพร่เชื้อก็ไม่ขยาย

ถึงเวลาที่ประเทศไทยจะชนะ คนไทยจะชนะ ขอบคุณคนไทยทุกคน ขอบคุณลุงตู่ที่กล้าหาญนำพาเราให้พ้นวิกฤตครั้งนี้ แต่ยังเหลืออีกวิกฤตที่เราจะต้องเดินรวมกันก็คือการกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศ ลุงตู่ฟังสถานบันทิศทางไทย การตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษามาจากภาคเอกชน อย่างครบถ้วนหมดทุกฝ่าย เป็นความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจเพราะเราจะได้รับฟังปัญหาจากผู้ประกอบการโดยตรง และวิธีคิดในการแก้ไขปัญหาไม่ใช่มาจากนักการเมืองและระบบราชการ