คาใจสังคม?? BTS บี้คมนาคมสอบประมูลสีส้ม ปมส่วนต่าง ๖.๘ หมื่นล้าน รฟม.ตีมึนกระทรวงอ้างยังไม่ได้รับหนังสือ

0

BTS บี้ “ศักดิ์สยาม” ตรวจสอบ ปม แก้เกณฑ์ทีโออาร์ ส่อกีดกันแข่งขัน รัฐเสียประโยชน์ส่วนต่าง ๖.๘ หมื่นล้าน สายสีส้มเปลี่ยนเกณฑ์ผู้ยื่นข้อเสนอแบบเจาะจงเหตุไม่ผ่านคุณสมบัติรอบ ๒ คมนาคมอ้างยังไม่ได้รับหนังสือ

ผลการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม (บางขุนนนท์ -มีนบุรี) รอบที่สอง ปัจจุบันได้ตัวผู้ชนะประมูลเป็นที่เรียบร้อยและอยู่ในขั้นตอน อัยการตรวจสอบร่างสัญญา เพื่อเสนอต่อการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ภายใน ๑ เดือน แต่ทั้งนี้หลายฝ่ายกังขาว่า รัฐอาจเสียประโยชน์ เนื่องจาก ส่วนต่างการยื่นขอเงินสนับสนุนสุทธิ ของผู้ชนะประมูล เป็นเงินสูงถึง ๗๘,๒๘๗.๙๕ ล้านบาท

เมื่อเทียบกับการยื่นขอเงินสนับสนุนสุทธิในการประมูลรอบแรก ปี ๒๕๖๓ ของบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC เป็นวงเงินเพียง ๙,๖๗๕.๔๒ ล้านบาท เมื่อบวกลบคูณหารแล้ว พบว่ามีส่วนต่างกันมากถึง ๖๘,๖๑๒.๕๓ ล้านบาท และหากไม่ล้มประมูลในรอบแรกประเมินว่า BTSC จะเป็นผู้ชนะประมูลเนื่องจากให้ผลตอบแทนรัฐดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BTSC ได้ออกมายืนยันว่า ตัวเลขตัวกล่าวเป็นตัวเลขสะท้อนการลงทุนโครงการสายสีส้ม ได้จริง และยังให้มีผลตอบแทนรัฐที่เหมาะสม ขณะฝั่งของผู้ชนะประมูล นอกจากจะขอรับสนับสนุนจากรัฐเต็มอัตราแล้วยังไม่ลงราคาต่อรอง รวมไปถึงอาจจะไม่มีการพูดถึงการให้ผลตอบแทนภาครัฐอีกด้วย

ปมใหญ่ของปัญหาคือTOR ส่อกีดกันชัด การปรับแก้หลักเกณฑ์การประมูล ใช้เกณฑ์เทคนิคพ่วงราคา และเมื่อมีการฟ้องต่อศาลปกครอง เมื่อศาลสั่งทุเลาการใช้เกณฑ์ใหม่และคุ้มครองการประมูล รฟม. ก็ชิงล้มประมูลรอบแรกออกไป และการประมูลรอบสอง เดือนพฤษภาคม ๒๕๖๕ เกณฑ์การประมูลเข้มมากกว่าประมูลรอบแรกปี ๒๕๖๓

มีการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอที่แตกต่างไปจากการประมูลรอบแรก เช่น การกำหนดเงื่อนไขคุณสมบัติที่เฉพาะเจาะจงในส่วนของคุณสมบัติประสบ การณ์งานโยธา ซึ่งจำกัดไม่ให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม

โดยมีเพียงผู้รับเหมาในประเทศเพียง ๒-๓ รายเท่านั้น ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติทั้งหมดและทำให้ กลุ่ม BSR หรือ BTSC ไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้เนื่องจากผู้รับเหมาต่างประเทศที่มีประสบการณ์กับรัฐบาลไทยที่มีเพียง ๕ ราย มีบางส่วนล้มละลายบางส่วนยกเลิกกิจการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ ไทย และบางส่วนเป็นพันธมิตรกับคู่แข่งที่ร่วมยื่นประมูลในครั้งนี้

ทั้งนี้มีการตัดและเปลี่ยนเกณฑ์คุณสมบัติประสบการณ์จัดหาและติดตั้งระบบรถไฟฟ้าและประสบ การณ์ด้านการให้บริการเดินรถไฟฟ้าเพื่อให้ผู้รับเหมางานโยธาในประเทศที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติทั้งหมดสามารถเข้าร่วมยื่นข้อเสนอได้รวมเป็น ๒ ราย เป็นสาเหตให้ BTSC หรือ กลุ่ม BSR ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติเพื่อยื่นข้อเสนอประมูลรอบสองได้ เป็นต้น              

BTSC ได้ส่งหนังสือ ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งเลขาคณะรัฐมนตรี (ครม. ) รฟม. คณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา ๓๖ แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยเฉพาะนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้กำกับดูแล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๖๕              

โดยขอคัดค้านและไม่เห็นชอบกับผลการคัดเลือกเอกชนตามประกาศเชิญชวนและเอกสารการคัดเลือกเอกชนฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๕ ที่สำคัญต้องการให้นายศักดิ์สยาม ตรวจสอบการประมูลดังกล่าวที่เกิดขึ้นในลักษณะกีดกัน และเอื้อประโยชน์ต่อผู้เสนอราคารายหนึ่งรายใด

รวมถึงขอให้ตรวจสอบและกำกับดูแลการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคัดเลือกวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๖๕ ฯลฯ และในฐานะผู้มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติร่วมลงทุนพ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๔๒ และพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐพ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ซึ่งกำหนดให้รัฐมนตรีมีหน้าที่นำเสนอผลการคัดเลือกต่อคณะรัฐมนตรีและมีหน้าที่ในการพิจารณา             

ในหนังสือยังระบุอีกว่า ตามกฎหมายกำหนดว่า รัฐมนตรีจะต้องพิจารณาดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายและหากทราบว่าโครงการดังกล่าวมีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายฮั้วประมูลต้องมีคำสั่งยกเลิก มิเช่นนั้นตัวรัฐมนตรีเองจะมีความผิดตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งอัตราโทษที่กำหนดไว้ สูงถึง ๑๐ ปี              

ด้าน นายศักดิ์สยามชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงกรณีบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส ระบุว่า บีทีเอสได้ส่งหนังสือไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ลงวันที่ ๒๑ ก.ย.๒๕๖๕ เรื่องคัดค้านและไม่ให้ความเห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงบางขุขนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ตามประกาศเชิญชวนและเอกชนการคัดเลือกเอกชนฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๕ ว่า ไม่สามารถออกความคิดเห็นดังกล่าวได้ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือฉบับดังกล่าวจากเอกชนแต่อย่างใด

รายงานข่าวจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า สำหรับการคัดเลือกเอกชนฯ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มฯ ตามประกาศเชิญชวนฉบับวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 เป็นการดำเนินการภายใต้ข้อตกลงคุณธรรม

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ในฐานะตัวแทนภาคเอกชนได้ส่งผู้สังเกตการณ์ ๕ ท่าน เข้าร่วมสังเกตการณ์ในการพิจารณาคัดเลือกเอกชนฯ ทุกขั้นตอน และไม่ปรากฏว่า คณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้รับแจ้งข้อสังเกตใดจากผู้สังเกตการณ์             

ทั้งนี้การคัดเลือกเอกชนฯ ครั้งแรก ตามประกาศเชิญชวนฉบับวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว และเอกชนที่ยื่นข้อเสนอฯ ทั้ง ๒ราย ได้รับคืนซองเอกสารข้อเสนอฯ แล้ว จึงไม่สามารถกลับไปดำเนินการให้แล้วเสร็จได้อีก 

ส่วนกรณีคดีระหว่าง BTSC (ผู้ฟ้องคดี) กับ รฟม. และคณะกรรมการคัดเลือกฯ (ผู้ถูกฟ้องคดี) เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองระงับการดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการคัดเลือกเอกชนฯ ตามประกาศเชิญชวนฉบับวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๕ โดย BTSC ได้กล่าวอ้างว่าการกำหนดเงื่อนไขทำให้พันธมิตร บริษัทซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งฯ 

ไม่สามารถยื่นข้อเสนอได้ ที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองกลางได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า การดำเนินการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน ตามประกาศเชิญชวนฯ ฉบับวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๕ เป็นการดำเนินการที่เป็นไปตามขั้นตอนตามประกาศคณะกรรมการ PPP และตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๖ แห่ง พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ พ.ศ. ๒๕๖๒

นอกจากนี้ประกาศเชิญชวนฯ มีการเปิดกว้างให้เอกชนเข้าร่วมการคัดเลือกมากขึ้น เกิดการแข่งขันมากกว่าประกาศเชิญชวนฯ ฉบับวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ประกาศเชิญชวนฯ จึงไม่มีลักษณะตัดสิทธิหรือกีดกันผู้ร้องมิให้เข้าร่วมยื่นข้อเสนอ ซึ่งผู้ร้องฯ สามารถยื่นข้อเสนอได้เช่นเดียวกันกับเอกชนรายอื่น ศาลปกครองกลางจึงมีคำสั่ง เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๕ ยกคำร้องฯ ดังกล่าว  

ที่ผ่านมาเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๕ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้อ่านคำพิพากษาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีหมายเลขดำที่ อท๓๐/๒๕๖๔ ระหว่าง บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (โจทก์)กับ นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการ รฟม. กับพวก (คณะกรรมการคัดเลือกฯ) รวม ๗ คน (จำเลย) โดยศาลอาญาฯ ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าจำเลยทั้ง๗ ได้ร่วมกันใช้ดุลพินิจแก้ไขหลักเกณฑ์การประเมินข้อเสนอตามประกาศเชิญชวน ฉบับวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓              

เพื่อประโยชน์ของรัฐตามข้อเท็จจริง และตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. การร่วมลงทุนฯ พ.ศ. ๒๕๖๒ ประกาศคณะกรรมการ PPP โดยไม่มีพฤติการณ์ใดที่แสดงให้เห็นว่ามีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ หรือกระทำที่นอกขอบเขตแห่งกฎหมาย ไม่ได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การกระทำของจำเลยทั้ง 7 จึงไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง ศาลอาญาฯ จึงพิพากษายกฟ้อง            

ด้านรายงานข่าวจากรฟม.กล่าวว่า ผลประโยชน์ของรัฐที่เอกชนเสนอแตกต่างกันมากถึง ๖.๘ หมื่นล้านบาท ตามที่มีการกล่าวอ้าง น่าจะเป็นการเปรียบเทียบกับตัวเลขข้อเสนอที่เอกชนรายหนึ่งทำการเปิดเผยตัวเลขผลประโยชน์ของรัฐที่อ้างว่าเป็นข้อเสนอตามประกาศเชิญชวนฯ ฉบับวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๖๓ ซึ่งได้ยกเลิกไปแล้ว

ข้อเสนอที่กล่าวอ้างจึงมิได้ผ่านการพิจารณาตามเกณฑ์การประเมินที่ประกอบด้วยข้อเสนอด้านคุณสมบัติ ข้อเสนอด้านเทคนิค และข้อเสนอด้านการลงทุนและผลตอบแทน รวมถึงเงื่อนไขข้อจำกัดต่าง ๆ ตามลำดับ ประกอบกับเป็นซองข้อเสนอที่เปิดเป็นการภายในของเอกชนเองตัวเลขที่อ้างไม่สามารถยืนยันที่มาที่ไปได้ จึงไม่น่าเชื่อถือ และไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้กับข้อเสนอที่ผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์กำหนด