บทวิเคราะห์ผู้นำมหาอำนาจโลก ที่อาจจะเปลี่ยนโลกไปอีกขั้ว โดยดร.แสงเทียน ปธ.ยุทธศาสตร์วิจัยทิศทางไทย

0

จากที่วันนี้(๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๕) รศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา ประธานยุทธศาสตร์วิจัยสถาบันทิศทางไทย ได้นำเสนอ บทวิเคราะห์ผู้นำมหาอำนาจโลก ที่อาจจะเปลี่ยนโลกไปอีกขั้ว โดยมีเนื้อหาที่น่าติดตามดังนี้

การดำเนินการทางการเมืองระหว่างประเทศ และการสร้างบทบาทของผู้นำประเทศยักษ์ใหญ่ของโลกที่สำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน และประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป ล้วนน่าจับตามองในทุกก้าวย่างของการดำเนินการและความเป็นไปของผู้นำเหล่านี้ในทุกๆ นาที

การศึกษาลักษณะขั้วอำนาจระหว่างประเทศและผลประโยชน์จากสำนักสัจนิยมใหม่ (Neorealism) ซึ่งถือว่า สหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย เป็นประเทศมหาอำนาจ (Kenneth N. Waltz, 1979) ที่ต้องยอมรับว่าข้อสำคัญที่ทำให้ประเทศเหล่านี้เป็นมหาอำนาจได้คือขีดความสามารถในการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งสามารถแปลงเป็นอาวุธที่มีขีดความสามารถในการทำลายล้างสูง และมีความชัดเจนว่าธรรมชาติของประเทศมหาอำนาจจึงไม่ใช่แต่เพียงการดำเนินยุทธศาสตร์เพื่อตอบสนองผลประโยชน์แห่งประเทศตนเองเท่านั้น

แต่ยังพิจารณาเสถียรภาพของระบบระหว่างประเทศในฐานะผลประโยชน์สำคัญอีกประการหนึ่งด้วยเช่นกัน ประเทศมหาอำนาจจึงมุ่งจัดระเบียบ (Ordering Principles) โดยการรุกหนักจากมหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐอเมริกาที่ดำเนินการยุทธศาสตร์รื้อฟื้นความเป็นผู้นำของโลก ในเรื่อง ขีดความสามารถทางทหารความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความเป็นผู้นำทางจารีตระหว่างประเทศ การมีส่วนเกี่ยวข้องระดับโลก และความพยายามในการปรับระบบระหว่างประเทศที่จะเอื้อต่อผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศ  (หัสไชยญ์ มั่งคั่ง, ๒๕๖๕)

ในการเดินยุทธศาสตร์เหล่านี้เพื่อสร้างแนวร่วมกับสหภาพยุโรปในการกดดันรัสเซีย โดยใช้กรณียูเครน การใช้การกดดันจีนโดยใช้กรณีฮ่องกง และใต้หวัน ผลักดันให้ รัสเซีย และจีน กลายเป็นผู้ร้ายในสังคมโลก ชี้ให้เห็นความเป็นประชาธิปไตยที่สุดยอดของสิ่งที่ทั่วโลกมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

สิ่งที่ต้องโหยหา เพื่อให้ประเทศในโลกนี้ต้องเป็นเช่นนั้น ทำทุกวิถีทางเพื่อให้โลกมองเช่นนั้น แต่ก็ต้องหันไปมองความเป็นผู้นำของชาติมหาอำนาจโลก ของขั้วระหว่าง สหรัฐอเมริกาซึ่งพ่วงติดมาด้วยกลุ่มยุโรปซึ่งยังไม่ได้ถึงขั้นอย่างสหรัฐอเมริกาเลยซักประเทศ กับ รัสเซีย และ จีน ซึ่งถูกบีบให้อยู่ตรงข้ามความเป็นโลกสวยงามในนามประชาธิปไตยที่ สหรัฐอเมริกา พยายามสร้างมันขึ้นมาเพื่อโน้มน้าวโลกนี้มาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่าง โจ ไบเดน อายุ ๗๙ ปี วลาดีมีร์ ปูติน อายุ ๗๐ และ สี จิ้นผิง อายุ ๖๙ ปี ด้วยอายุที่อยู่ในช่วงสูงวัยกันทั้งสิ้นในการช่วงชิงความเป็นมหาอำนาจ แม้ทางประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาจะอายุมากกว่าแต่ก็เป็นน้องใหม่มากๆ ในการเข้ามาทำหน้าที่ในระดับผู้นำสูงสุดของประเทศที่ยิ่งใหญ่ได้เพียงไม่ถึง 2 ปีเท่านั้น แม้จะเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีมาแล้วถึง ๘ ปี แต่ก็ไม่ได้เป็นผู้กุมบังเหียนตัวจริง เพิ่งได้ทำหน้าที่จริงมาปีกว่าเท่านั้น

แต่ วลาดีมีร์ ปูติน กุมบังเหียนประเทศมาถึง ๒๒ ปี รู้ตื้นลึกหนาบางของประเทศมหาอำนาจโลก ประเทศอื่นๆ ในฐานะผู้นำประเทศเบอร์ ๑ ของประเทศยักษ์ใหญ่ ส่วน สี จิ้นผิง ก็ดำรงตำแหน่งในประเทศที่ก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่มา ๑๐ ปี และที่สำคัญได้รับความเห็นชอบยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีออกไปโดยไม่มีกำหนด จากเดิมที่กำหนดให้ดำรงตำแหน่งไม่เกิน ๒ วาระ คือ ๑๐ ปี ส่งผลให้ สี จิ้นผิง สามารถดำรงตำแหน่งได้ตลอดชีวิต (BBC, South China Morning Post, 2022)

ส่วนประเทศแถบยุโรปเปลี่ยนผู้นำกันเป็นว่าเล่น รวมถึง โจ ไบเดน จะได้ไปต่อในสมัยหน้าหรือไม่ โพลล่าสุดที่จัดทำโดย The New York Times ร่วมกับ Siena College สอบถามผู้สนับสนุนที่วางแผนลงคะแนนในการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรคเดโมแครตว่า “ต้องการให้พรรคเสนอชื่อ ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ลงสมัครเป็นสมัยที่ 2 หรือไม่” ซึ่งมีเพียงร้อยละ ๒๖ เท่านั้นที่ต้องการทำเช่นนั้น

ขณะที่ร้อยละ ๖๔ ระบุว่า ตนต้องการเห็นผู้ลงสมัครใหม่แทน (Finnomena, 2022) เทียบกันระหว่างผู้นำมันจึงแตกต่างกันเพราะรัสเซีย และจีน เดินหน้าเต็มสูบด้วยผู้นำเดิม ในขณะที่สหรัฐอเมริกายังไม่แน่นอนเรื่องผู้นำซึ่งต้องทำเพื่อคะแนนเสียงไปด้วย แต่ผู้นำรัสเซีย และจีน ไม่ต้องพะวงเรื่องคะแนนเสียง

จากบทวิเคราะห์จากนักวิชาการบางท่าน ที่ชี้ว่า ความสำเร็จของสีจิ้นผิงในฐานะผู้นำประเทศต้องถือว่าโดดเด่นจริงๆ ทั้งการปฏิรูปเศรษฐกิจ ลดความยากจน เอาจริงกับปัญหาคอร์รัปชัน และการทำให้จีนได้รับการยอมรับในเวทีโลกในฐานะประเทศมหาอำนาจ เป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นเร็วต่อเนื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน และดันนโยบายหนึ่ง ลดการระบาดในประเทศเป็นศูนย์ (Zero Covid) สอง จีนพึ่งตนเองในการเติบโต (Self-reliance) และสาม สังคมเติบโตและมั่งคั่งไปด้วยกัน (Common Prosperity)

ทั้งหมดก็เพื่อจัดระเบียบเศรษฐกิจและสังคมจีนหลังประเทศหลุดพ้นจากความยากจน เพื่อให้จีนสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ (บัณฑิต นิจถาวร, ๒๕๖๕) ที่รอเวลาท้าทายมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาอยู่แบบจี้หลังมาจนเหงื่อจะหยดโดนกันอยู่แล้ว ยิ่งมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาต้องไปทุ่มสรรพกำลังในการจัดการรัสเซียในสถานการณ์ยูเครนมากขึ้นเท่าไหร่ จีนก็จะขึ้นมาเทียบและควงคู่รัสเซีย โดยผู้นำคู่มหาอำนาจที่อาจอยู่ไปอีกระยะยาว ขณะที่ผู้นำของสหรัฐอเมริกายังไม่แน่ใจในสมัยต่อไปว่าจะได้ไปต่อหรือไม่

บทวิเคราะห์ที่มองเห็นว่าความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐอเมริกา เริ่มถดถอยลง เนื่องมาจากหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งทำให้การนำเข้าของสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นเรื่อยมาเช่นกัน ในขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้นช้ากว่า ดุลการค้าของสหรัฐอเมริกา ที่เคยเกินดุลมาก จึงเริ่มลดน้อยลงตามลำดับ ส่วนของจีนที่นิ่งอยู่มานาน ก็ได้เริ่มมีบทบาทสำคัญมากขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก ผ่านช่องทางการค้า ด้วยนโยบายต้องการปฏิรูประบบเศรษฐกิจจีน เช่น

การปฏิรูปเกษตรกรรม การปฏิรูปภาษี การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ รวมถึงให้ความสำคัญกับการลงทุน ทำให้เศรษฐกิจและตลาดการค้าของจีนขยายตัวเรื่อยมา ควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอำนาจทางการทหาร การปฏิรูประบบเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับจีนมีข้อได้เปรียบในด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำ โดยเฉพาะค่าแรง ทำให้การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ ๕ ต่อปี ก้าวกระโดดเป็นร้อยละ ๑๕ ภายในเพียง ๑ ทศวรรษเท่านั้น (ธนาคารแห่งประเทศไทย, ๒๕๖๕)

จีนจึงกลายเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่กำหนดทิศทางการค้าโลก และเป็นปัจจัยกดดันให้สหรัฐฯ ที่ต้องการคงความเป็นประเทศมหาอำนาจ จีนมีความพยายามเพิ่มอำนาจทางเศรษฐกิจของตนเองผ่านการพัฒนาโครงการ Digital Currency Electronic Payment (DCEP) หรือที่เรียกกันว่า “หยวนดิจิทัล” จีนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งการค้าและการลงทุน โดยเงินหยวนได้กลายมาเป็นสกุลเงินสำหรับการชำระเงินเพื่อการค้าระหว่างประเทศ (settlement currency) มากขึ้น

นี่เป็นแต่เพียงส่วนน้อยนิดในการวิเคราะห์ว่า สหรัฐอเมริกา กำลังดิ้นเพื่อฮึดพลังที่เหลือวิ่งหนีจีน และ รัสเซีย ไป แต่พลังของจีน และ รัสเซีย จากการมีหัวใจที่มีตราของ สี จิ้นผิง และ วลาดีมีร์ ปูติน กำลังแรงขึ้นมาทุกที ถ้าหัวใจที่มีตราโจ ไบเดน อ่อนแรงลงในสมัยหน้าไม่ได้กลับมาอีก มหาอำนาจโลกอาจถูกทดแทนด้วยชื่อใหม่ ที่จะวิ่งนำหน้าไปก็อาจเป็นได้