แถลงการณ์ระบบทุนสำรองของมนุษย์ชาติ  The Manifesto  on Humankind Reserve System

0
457

แถลงการณ์ระบบทุนสำรองของมนุษย์ชาติ  The Manifesto  on Humankind Reserve System

โดย ดร.วีรพจน์ ลือประสิทธิ์สกุล (16 สิงหาคม 2562)

 

( Peer-Reviewed by ) เพิ่มสุข สุทธินุ่น ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย สายระบบข้อสนเทศ (2556-2561), พงศภณ กลิ่นส่ง วิศวกรเพื่อสังคม, ดร.ทนุสิทธิ์ สกุณวัฒน์ วิทยากรเพื่อสังคม, ดร.รัชพล โปษยานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านดิจิทัล มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ ผู้เขียนหนังสือ Political Cartoonomics

 

Mission

 

พันธกิจของเรา คือ การสถาปนา ระบบทุนสำรองของมนุษยชาติที่เป็นธรรม ซึ่งประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน และ เงินตราเข้ารหัสที่ใช้หมุนเวียนได้ทั่วโลก ที่มอบอำนาจในการแลกเปลี่ยนผลผลิตและทรัพย์สินระหว่างปัจเจกบุคคลโดยตรง เพื่อปลดแอกจากระบบทุนสำรองของโลกในปัจจุบัน ที่กดขี่ขูดรีดอย่างสามานย์และถูกควบคุมผูกขาด โดยกลุ่ม

นายทุนเจ้าของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาเพียงไม่กี่ตระกูล จุดหมายปลายทางของเราก็คือ สร้างสังคมโลกใหม่ที่ เป็นธรรม มีสันติภาพ มนุษย์ทั่วโลกอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุข ร่วมกันเอาชนะภัยคุกคามอันใหญ่หลวงที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ และการสำรวจแสวงหาอาณานิคมใหม่ในต่างดาวเพื่อดำรงรักษาเผ่าพันธ์ของมนุษยชาติให้คงไว้ชั่วนิรันดร์

 

Abstract

ข้อเสนอเกี่ยวกับ ระบบทุนสำรองของมนุษชาติที่เป็นธรรม ซึ่งมี คุณลักษณะที่สำคัญ 7 ประการ ได้แก่ 1) ระบบเงินตราที่มนุษย์ทั่วโลกใช้ร่วมกันได้โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆ 2) มอบอำนาจให้แก่ปัจเจกบุคคล (decentralized) ในการจัดการกรรมสิทธิ์ในทุนสำรองของตนเอง ซื้อขายสินค้าหรือแลกเปลี่ยนเงินตราและทรัพย์สินระหว่างกันโดยตรง ได้ด้วยตนเอง โดยใช้เทคโนโลยีสายโซ่กลุ่มก้อน (blockchain) และ เงินดิจิตอลเข้ารหัส (cyptocurrency) 3) มีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนคงที่ (zero inflation) ตลอดไป จาก 4) การเพิ่ม-ลดปริมาณหมุนเวียนของเงินตราและทุนสำรอง ให้สมดุลกับ ปริมาณผลผลิตมวลรวมของคนทั้งโลก ซึ่งกำหนดโดย กระบวนวิธีแบบปัญญาประดิษฐ์ (Artifical Intelligent Algorithm) ที่ถูกออกแบบและฝังตัวอยู่ในแพลทฟอร์มของระบบบริหารทุนสำรองนี้ ซึ่งสามารถถูกตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส 5) สามารถแลกเปลี่ยนได้กับเงินทุกสกุลของทุกประเทศทั่วโลก 6) มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติ และการเอาชนะภัย

คุกคามใหญ่ 3 ประการ ที่มนุษยชาติกำลังเผชิญอยู่ รวมทั้ง 7 ต่อด้านการก่ออาชญากรรมใดๆต่อมวลมนุษยชาติ

 

สงครามครั้งสุดท้ายเพื่อปลดแอกมวลมนุษยชาติ

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา สงครามหนึ่งสิ้นสุดลง นำไปสู่สงครามครั้งใหม่ไม่สิ้นสุด แต่ครั้งนี้จะเป็นสงครามครั้งสุดท้ายที่ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธใดๆ ไม่จำเป็นต้องมีใครเสียเลือดเนื้อ หากแต่เป็นสงครามที่รบชนะด้วย “พลังปัญญาของมวลมนุษยชาติ” นั่นคือ การร่วมมือกันของคนทั้งโลกเพื่อ “สถาปนาระบบทุนสำรองของมนุษยชาติที่เป็นธรรม (Humankind Reserve System: HRS)” ซึ่งมี “คุณลักษณะที่สำคัญ ๗ประการ” ดังนี้

 

1) “เงินตราสกุลเดียวใช้ร่วมกันทั่วโลก (Global Token : GT)” โดยไม่มีค่าธรรมเนียมในการใช้งานใดๆทั้งสิ้น ไม่มีส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนฝั่งขาซื้อกับขาขาย ไม่มีส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก-เงินกู้ มีความปลอดภัย สะดวกในการเข้าถึงจากทุกพื้นที่ทั่งโลกทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ กล่าวคือ ปัจเจกบุคคลทุกคนในโลก สามารถนำทรัพย์สินรวมทั้งเงินตราท้องถิ่นที่ถือครองอยู่ มาแลกเปลี่ยนเป็น GT และส่งผ่านกรรมสิทธิ์ในการครอบครองโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ไปให้ผู้อื่น เพื่อซื้อสินค้าหรือลงทุนได้กรรมสิทธิ์ในการครอบครองในหลักทรัพย์ทุกชนิด ที่อยู่ห่างไกลในประเทศต่างๆได้ทั่วโลก

 

2) “ปลอดจากการถูกควบคุมโดยมนุษย์ผู้ใด (decentralized)” จากการนำเทคโนโลยีเงินดิจิตอลเข้ารหัส (cyptocurrency) และ ระบบจัดการฐานข้อมูลแบบ สายโซ่กลุ่มก้อน(blockchain) (แก้ไขไม่ได้หลังจากบันทึกไปแล้วและรับรองการถือกรรมสิทธิ์โดยกลุ่มก้อนของสมาชิก) มาประยุกต์ใช้ ทำให้ HRS เป็นระบบการเงินแบบใหม่ของโลก ที่ยึดอำนาจในการควบคุมทุนสำรอง จากสถาบันทางการเงิน-สังคม-กฎหมายที่ได้รับการสถาปนาขึ้นมาในอดีตจนถึงปัจจุบันมามอบให้แก่ปัจเจกบุคคล-มนุษย์ทุกคน-มีอำนาจควบคุมทุนสำรองของตนเองได้ด้วยตนเอง

 

3) “มีมูลค่าคงที่ตลอดไป (absolute zero inflation)” ในการแลกเปลี่ยนกับสินค้าอุปโภคบริโภคที่สำคัญ มูลค่าของ GT จะถูกดูแลให้คงที่โดยใช้ “กระบวนวิธีแบบปัญญาประดิษฐ์ของระบบบริหารทุนสำรอง (Human Reserve Artificial Intelligent Algorithm : HR-AA)”  (ซึ่งจะอธิบายในย่อหน้าถัดไป) ที่ฝังตัวอยู่ในระบบบริหารทุนสำรอง ทำงานโดยอัตโนมัติคู่ขนานกับเทคโนโลยี สายโซ่กลุ่มก้อน (blockchain) แทนที่การให้อำนาจแก่สถาบันที่ก่อตั้งขึ้นโดยมนุษย์เป็นผู้ดูแลและตัดสินใจ จึงปลอดภัยจากความผิดพลาดและการใช้อคติที่ละโมภ อันเป็นรรมชาติทั่วไปของมนุษย์คงมีเพียง “กลไกตรวจวินิจฉัยกระบวนวิธี (Algorithm Diagnosis)” ที่โปร่งใส

 

4)“ปริมาณหมุนเวียนของ GT ที่เหมาะสม” เพื่อรักษามูลค่าในการแลกเปลี่ยนให้คงที่ ถูกคำนวณพร้อมกับปรับเพิ่ม-ลดโดยอัตโนมัติ ด้วย กระบวนวิธี HR-AI ซึ่งทำงานโดยใช้ตัวแปรเพียง 2 ตัวเท่านั้น ดังนี้

 

4-A  ผลผลิตมวลรวมของมนุษยชาติ (Gross Humankind Production : GHP) กำหนดให้ ปริมาณหมุนเวียนของ GT มีเป็น2 เท่าของ GHP เสมอ (หมายเหตุเปรียบเทียบกรณีประเทศไทย ในปี พ.ศ.2561 มีเงินบาทหมุนเวียนประมาณ 20 ล้านล้านบาท ขณะเดียวกันก็มี GDP ประมาณ 15 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 4:3) และเมื่อผลผลิตมวลรวมมนุษชาติเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ก็เพิ่มปริมาณหมุนเวียน GT ในอัตราเดียวกัน เพื่อรักษาปริมาณหมุนเวียนให้เป็น 2 เท่าของผลผลิตมวลรวมเสมอ

 

4-B ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index : CP) มีเป้าหมายที่จะรักษาระดับราคาไว้ที่ 100 เสมอ โดยมีกรอบของการเบี่ยงเบน (volatility) แคบๆในช่วงเวลาสั้นๆ ซึ่ง”กระบวนวิรี HR-AI” จะทำงานดังนี้

ก.กำหนดรายการสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ประมาณหนึ่งพันรายการในแต่ลประเทศ ในบรรดานี้ ให้มีรายการสินที่ใช้ร่วมกันสำหรับมนุษย์ทั่วโลก 300 รายการ ซึ่งต้องรวมสินค้าประเภท พลังงาน (น้ำมัน ก๊าซ ไฟฟ้า) อาหาร ที่อยู่ อาศัย ยารักษาโรค ฯลฯ

ข. นำเข้าข้อมูลราคาของสินค้ที่กำหนดในข้อ ก. จากระบบการชำระเงินออนไลน์ มาคำนวณ ดัชนีราคาผู้บริโภค (ตามสูตรมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก)

ค. ถ้า CPI มีคำสูงกว่า 100 “กระบวนวิรี HR-AI” จะลดปริมาณหมุนเวียน โดย ขึ้นอัตราดอกเบี้ย (ทั้งกู้และฝากซึ่งต้องเท่ากันตลอดเวลา เพื่อดูดซับปริมาณหมุนเวียนมาเก็บสำรองไว้ ถ้า CPI มีค่าต่ำกว่า 100 ก็จะเพิ่มปริมาณหมุนเวียนโดยเลือกนำ GT สำรองที่มีอยู่ในคลังมาใช้ก่อน หากมีไม่พียงพอจึงออก GT ก้อนใหม่

 

5) “สามารถแลกเปลี่ยนกับเงินทุกสกุลในโลก” GT มีเหรียญ5 ชนิด ได้แก่ GT1,GT10, GT100, GT1000, GT1000 แต่ละชนิดมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่าของชนิดที่มูลค่าน้อยกว่า เพื่อให้มีความสะดวกในการนำไปใช้ซื้อสินค้าและทอนเงิน แต่ละเหรียญจะมี “เลขลำดับเฉพาะตัว (unique serial numbers)” กำกับอยู่เพื่อป้องกันการปลอมแปลงและการใช้ซ้ำช้อน ใน

ระยะเปลี่ยนผ่านจะนำเงินตราสกุลใดๆก็ได้มาแลกเป็น GT โดย “กระบวนวิรี HR-AI” จะกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินตราแต่ละสกุล ในทำนองเดียวกับที่กล่าวมาแล้วในคุณลักษณะข้อ 4) เช่น ในปีแรกที่เริ่มระบบทุนสำรอง HRS นี้ GT1 มีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนเท่ากับ 3.30บาท GT10มีมูลค่า 33.00บาท หรือ 1.00US$  เป็นต้น (และสมมติกรณีที่เงิน US$   ไม่เข้าร่วมกับระบบฯ เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งมีอัตราเงินเฟ้อ 50% จากการพิมพ์เงินเพิ่มออกมามากเกินไป ก็จะต้องนำเงิน

1.50 US$   มาแลกกับ1 เหรียญ GT10) จำนวนเหรียญ GT แต่ละชนิด ถูกกำหนดตามความจำเป็นในการใช้งาน แต่ให้มีมูลค่ารวมกันทั้งสิ้นเท่ากับที่กำหนดในคุณลักษณะข้อ 4)

 

6) “มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษยชาติทั่วโลก” โดยนำ ปริมาณหมุนเวียน GT ที่เพิ่มขึ้นสุทธิ ตาม ผลผลิตมวลรวมของมนุษยชาติที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ไปใช้ในกิจกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรโลก20% ที่ยากจนที่สุด โดยนั้นที่ การสร้างโอกาสในการเข้าถึง ที่อยู่อาศัย-การศึกษา-การหาความรู้-บริการสาธารณสุข-เงินทุน-ปัจจัยการผลิต การสนับสนุนการศึกษาแบบให้เปล่า การพัฒนาความสามารถในการประกอบอาชีพ โดยจัดสรรให้กระจายไปตามพื้นที่ๆมีประชากรยากจนอาศัยอยู่โดยไม่ถือเขตแดนประเทศเป็นสาระสำคัญ การดูแลเด็กเล็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ การยกระดับจิตใจของมนุษย์

การเอาชนะภัยพิบัติ 3 ประการที่กำลังคุกคาม การอยู่รอดของมนุษยชาติ ได้แก่ วิกฤติการณ์โลกร้อน จากก๊าซเรือนกระจก ภัยคุกคามจากหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ และ การสำรวจอวกาศเพื่อสร้างอาณานิคมใหม่สำหรับมนุษยชาติ

มีเพียงเล็กน้อยที่ถูกนำมาเป็นคำใช้จ่ายในการดำเนินงานของ ธนาคารกลางทุนสำรองของมนุษยชาติ และ สาขาซึ่งก็คือธนาคารกลางในประเทศต่างๆ

 

7) “ต่อต้านการก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ” ในแพลทฟอร์มของ HRS มีโมดูลที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบการโอนเงิน (ส่งผ่านกรรมสิทธิ์ในการครอบครอง) GT ว่านำไปใช้แลกเปลี่ยนกับการมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินประเภทใด หากเป็นทรัพย์สินหรือบริการที่เกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เช่น การทำสงคราม การซื้อขายอาวุธ การว่าจ้างกองทหารลับ เผด็จการดิจิตอล การคอรัปชั่น ยาเสพติด ก็จะระงับธุรกรรมนั้นหรือริบงิเน GT ก้อนนั้นเสีย

 

The Humankind Reserve Bank : HRB

 

เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรม โปร่งใส และ บรรลุฌป้าหมายตามพันธกิจดังกล่าวข้างต้น อย่างมีประสิทธิผล “ธนาคารกลางทุนสำรองของมนุษยชาติ” ได้รับการก่อตั้งขึ้น ดังนี้

1) “ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ” เข้าร่วมด้วยความสมัครใจ โดยนำ “ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทุกสกุลที่ถืออยู่”มาแลก GT ไปแทนที่, ทำหน้าที่เป็นสาขาของ HRB เพื่อเป็นหน้าต่างในการแลกเปลี่ยน “เงินตราท้องถิ่น” กับเงิน GT , รวมทั้ง ส่งตัวแทนมาร่วมกำกับการทำ “หน้าที่” ของ สำนักงานใหญ่ HRB ให้เป็นไปตามคุณลักษณะ 7 ประการ ที่กำหนดไว้

2) “หน้าที่#1” เป็นคลังเก็บรักษา “ทุนสำรองของมนุษยชาติทั่วโลก” ซึ่งก็คือ การสะสมพอกพูนของผลผลิตที่มนุษชาติได้สร้างขึ้นมานับจากอดีตถึงปัจจุบัน ที่ถูกแปรให้อยู่ในรูปของ ปริมาณหมุนเวียนของ GT

3) “หน้าที่#2” ติดตามผลและปรับปรุง “กระบวนวิรี HR-AI” เพื่อธำรงรักษาให้ GT มีคุณลักษณะ 7 ประการ โดยครบถ้วนสมบูรณ์

4) “หน้าที่#3” ให้รัฐบาลประเทศต่างๆกู้ยืมไปใช้ในการพัฒนาประเทศอย่างสร้างสรรค์ ผ่านธนาคารกลางของแต่ละประเทศ โดยกำหนดเพดานหนี้ไว้ไม่เกิน 60% ของ GDP ของแต่ละประเทศ

5) “หน้าที่#4” กำกับดูแลการปฏิบัติงานของ ธนาคารกลางของประเทศที่เป็นสมาชิก ให้สอดคล้องกับกฎระเบียบและมาตรฐานแห่งวินัยทางการเงิน

 

ปีศาจที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านทุนนิยม

แต่ไหนแต่ไรมา ความร่วมมือและการพึ่งพาระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนผลผลิตที่เกิดจากความชำนาญที่แตกต่างหลากหลาย เป็นพลังขับเคลื่อนให้สังคมมนุษย์เจริญก้าวหน้ามาอย่างรวดเร็ว เงินตราได้รับการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาเมื่อประมาณ 2750 ปีก่อนคริสตศักราช ในประเทศอียิปต์โบราณ เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนผลผลิต นอกจากมันช่วยอำนวยให้ความร่วมมือระหว่างมนุษย์เป็นไปโดยสะดวกและขยายวงกว้างขวางยิ่งขึ้น มันยังเป็นอุปกรณ์ช่วยให้มนุษย์สามารถเก็บสะสมแรงงานส่วนเกินที่อยู่ในรูปผลผลิตที่เหลือกินเหลือใช้ในแต่ละวัน เป็นทุนสำรอง เอาไว้ใช้ในวันข้างหน้าได้อีกด้วย นี่ควรเป็นรากฐานของระบบทุนนิยมที่สร้างคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติทั้งมวล แต่ความเป็นจริงเรากลับได้ระบบทุนนิยมที่กดขี่ขูดรีดอย่างสาหัสต่อมวลมนุษยชาติ

 

ธนาคาร ในยุคแรก ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานที่รับฝาก ทุนสำรอง หรืออีกนัยหนึ่ง เป็น แหล่งระดมแรงงานส่วนเกินของมนุษย์หลายๆคน มาสะสมไว้แบบรวมศูนย์ให้มีพลังเข้มข้นขึ้น จนสามารถนำไปใช้สร้างสรรค์อารยธรรมอันน่าตื่นตาตื่นใจให้แก่สังคมมนุษย์ดังเช่นทุกวันนี้

ธนบัตร ได้รับการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาใช้แทน เหรียญกษาปณ์ ซึ่งถูกจำกัดปริมาณตามสินแร่โลหะมีค่า เช่น ทองคำ เงิน ที่ขุดค้นพบในแต่ละปี จากความจำเป็นที่ต้องระดมแรงงานจำนวนมาก (ผ่านการว่าจ้างด้วยเงินตรา) เพื่อพื้นฟูความย่อยยับอันเป็นผลจากสงครามที่ยาวนานถึง 9ปี ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ที่สิ้นสุดลงในปี ค.ศ.1690 โดยในปี ค.ศ. 1691 William Peterson ได้ยื่นข้อเสนอให้พระเจ้าวิลเลี่ยมที่3 ซึ่งปกครองประเทศอังกฤษอยู่ในขณะนั้น กู้เงินจำนวน 1.2 ล้านปอนด์นำไปใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องจ่ายคืนเงินต้นตลอดไป จ่ายแต่เพียงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 8 หรือ 96.000 ปอนด์ต่อปีจากเงินภาษีในอนาคตที่จะเรียกเก็บจากประชาชน แลกกับสิทธิในการก่อตั้งธนาคารกลางแห่งอังกฤษ (The Bank of England) โดยระดมเงินทุนจากการขายหุ้นให้แก่ประชาชน และ สิทธิในการพิมพ์ ธนบัตร  ออกมาใช้เป็นเงินตราหมุนเวียน ให้กษัตริย์และประชาชนกู้ยืม

 

ลัทธิล่าอาณานิคม การลดข้อจำกัดในการออกเงินตราหมุนเวียนในครั้งนั้น (ซึ่งก็คือนวัตกรรมในการระดมแรงงานส่วนเกินในอนาคต มาให้กษัตริย์กู้ยืมไปใช้ล่วงหน้าโดยมีตั๋วสัญญากู้เงินหรือพันธบัตร ซึ่งมีพันธะที่จะต้องเก็บภาษีจากประชาชนในปีต่อๆไปและบางครั้งก็โดยกษัตริย์องค์ต่อไป มาชดใช้) ช่วยยกระดับแสนยานุภาพให้แก่กองทัพเรืออังกฤษเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่า โรงงานหลอมเหล็กเพื่อผลิตอาวุธผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก มีการลงทุนว่าจ้างนักประดิษฐ์จำนวนมากให้มาพัฒนาเทคโนโลยีด้านการทหาร ควบคู่กับการจ้างแรงานเพาะปลูกผลิตผลทางการเกษตรเพื่อเลี้ยงกองทัพให้เกรียงไกร เพื่อออกไปล่าอาณานิคมปล้นชิงทรัพยากรในดินแดนต่างๆทั่วโลก นำกลับมาใช้หนี้เงินกู้คืนให้แก่นายทุนเจ้าของธนาคาร

 

ทุนนิยมสามานย์ นับแต่นั้นเป็นต้นมา อำนาจในการออกเงินตราหมุนเวียน ได้ตกอยู่ในมือของบรรดานายทุนธนาคารที่ร่ำรวยยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จากการยืมมือของบรรดากษัตริย์ ให้ก่อสงครามล่าอาณานิคมปล้นสดมภ์แย่งชิงทรัพยากรจากทั่วทุกมุมโลก นำมาชดใช้หนี้คืนพวกเขา ซึ่งเพียงแค่พิมพ์“กระดาษมีตัวเลขสมมติค่า” ออกมาให้บรรดากษัตริย์มือเติบกู้ยืมไปใช้ได้อย่างไม่อั้น

และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ไฟสงครามรุกรานเพื่อล่าอาณานิคม ก็ได้ลุกโชนไหม้ลามแพร่กระจายปกคลุมไปทั่วโลก ด้วยพลังอำนาจอันไร้ขีดจำกัดในการระดมแรงานในอนาคตที่เก็บอยู่ในรูปของ ธนบัตร ซึ่งสามารถพิมพ์ออกมาใช้ได้ไม่จำกัด ไล่ตามกิเลส-ตันหา-ความละโมภ ของบรรดากษัตริย์ ขุนนาง และ นายทุนธนาคารเพียงไม่กี่คน เป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ของระบบเศรษฐกิจการเมืองยุคใหม่ที่เรียกว่า ทุนนิยมสามานย์

ตราบจนถึงทุกวันนี้ อำนาจในการออกเงินตราหมุนเวียนที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนผลผลิตของคนทั้งโลก ซึ่งในปัจจุบันก็คือ กระดาษพิมพ์ลวดลายสีเชียวที่เรียกว่าUS$ ก็ยังถูกผูกขาดควบคุมอยู่ในมือของ ธนาคารกลางอเมริกา (The Federal Reserve Banks) ซึ่งมีได้เป็นของรัฐบาลดังที่คนทั่วไปหลงเข้าใจผิดกัน หากแต่เป็นของธนาคารเอกชนกว่า 3.400 แห่ง มาร่วมกันลงชันลงทุนถือหุ้นเป็นเจ้าของธนาคารกลาง และมีกลุ่มนายทุนสามานย์ที่ร่ำรวยเพียงไม่กี่ตระกูล

อาทิ ร็อกกี้เฟลเลอร์ ร็อธไชลด์ ฯลฯ ที่มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ทั้งนี้เป็นไปตาม รัฐบัญญัติธนาคารกลาง ที่ได้ผ่านโดยสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ.1913

 

โศกนาฎกรรมของมวลนุษยชาติ

เงินเฟ้อ การออกเงินตราหมุนเวียนหรือการพิมพ์ธนบัตรใหม่ ออกมาป้อนเข้าสู่ระบบการแลกเปลี่ยนผลผลิต ในปริมาณที่มากกว่า การเติบโตของผลผลิตมวลรวมของสังคม เป็นสาเหตุที่ทำให้มูลค่าในการแลกเปลี่ยนกับผลผลิตของเงินตรานั้นลดน้อยลง ส่งผลกระทบต่อผู้ที่มีเงินออมหรือผู้มีรายได้ค่อนข้างคงที่จากค่าจ้าง ทำให้ทุนสำรองที่พวกเขาถือยู่ มีมูลค่าในการซื้อสินค้ได้น้อยลงตามเวลาที่ผ่านไปแต่ละปี

 

การขูดรีด ธนบัตรใหม่ที่เมื่อพิมพ์ออกมานั้น ตกเป็นทรัพย์สินของนายทุนธนาคารในทันทีและสามารถนำไปใช้แลกเปลี่ยนกับผลผลิตหรือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่สร้างขึ้นจากการใช้แรงงานอาบเหงื่อต่างน้ำของผู้คนทั้งโลก

 

ความเหลื่อมล้ำ เกิดจากการนำทุนสำรองที่ฝากไว้ในธนาคาร ไปให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับธนาคารหรือเจ้าของกิจการที่มีขนาดใหญ่กว่า ได้เงินกู้ก้อนใหญ่ไปก่อนด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า ส่วนผู้กู้รายย่อยต้องกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่แพงกว่า 2-3 ท่า หรืออาจเข้าไม่ถึงแหล่งเงินกู้เลย

 

ภาษี รัฐบาลในประทศใดก็ตาม ไม่ว่าจะมีที่มาจากการเลือกตั้งหรือยึดอำนาจเป็นเผด็จการทหาร ล้วนต้องตั้งงบประมาณรายจ่าย โดยมีที่มา ส่วนหนึ่งจากการเก็บภาษีจากประชาชน และอีกส่วนหนึ่งโดยการออกพันธบัตรกู้เงินมาจากธนาคารพาณิชย์ เมื่อพันธบัตรนั้นครบกำหนดรัฐบาลสมัยต่อมาก็ต้องนำภาษีที่ก็บจากประชาชนมาใช้คืนเงินต้นและดอกเบี้ย  และมักไม่เพียงพอจึงต้องให้ธนาคารกลางออกเงินหมุนเวียนก้อนใหม่มาซื้อพันธบัตรคืนแบบซื้อขาด แต่ก็ถูกจำกัดปริมาณตามทุนสำรองต่างประเทศ US$ ที่มีอยู่  กรณีที่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศมีเงินคงคลังไม่เพียงพอ ก็จะกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ในต่างประเทศมาให้รัฐบาลกู้อีกต่อหนึ่ง ระบบการเงินการคลังและทุนสำรองต่างประเทศของทุกประเทศทั่วโลก ถูกออกแบบให้ผูกมัดและขึ้นต่อเงินสกุล US$ไว้อย่างแนบเนียนเช่นนี้เอง

 

โดยทั่วไป งบประมาณจะถูกนำไปใช้จ่ายโดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วนๆละประมาณเท่าๆกัน ใน 1.นำไปใช้หล่อเลี้ยงระบบอุปถัมภ์ของแวดวงนักการเมืองและข้าราชการทุจริต กล่าวคือ การคอรัปชั่นโดยรัฐมนตรีและข้าราชการะดับสูง บางคน) 2คำใช้จ่ายด้านการทหาร เช่น ซื้ออาวุธสงคราม และการปราบปรามอาชญากรรมที่ส่วนใหญ่เกิดจากความยากจนและเหลื่อมล้ำ  3.ต้นทุนสำหรับความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ 4.ส่วนที่เหลือเพียงหนึ่งในสี่ที่ถูกนำมาใช้ในการพัฒนาสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์ของคนในสังคม

สรุปก็คือ รัฐบาลในประเทศต่างๆ จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม กลายเป็นตัวแทนคอยทำหน้าที่เก็บส่วยจากประชาชนในประเทศของตน ไปบรรณาการให้แก่กลุ่มนายทุนสามานย์เจ้าของธนาคารกลางอเมริกา ซึ่งเพียงแค่พิมพ์กระดาษลวดลายสีเขียว มาให้กู้หรือให้เก็บไว้เป็นทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ แล้วนั่งรอคุทรัพย์สินของพวกเขาที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆตามปริมาณเงินที่พิมพ์ออกมานั้น ส่วนรัฐบาลก็ได้รับส่วนแบ่งค่านายหน้าจากเงินที่คอรัปชั่นมาได้

 

สงครามแย่งชิงแหล่งพลังงาน บริษัทสำรวจขุดเจาะน้ำมันดิบยักษ์ใหญ่ของอเมริกาและยุโรปซึ่งกลุ่มทุนสามานย์เจ้าของธนาคารกลางอเมริกาเป็นเจ้าของ ได้เข้าไปยึดครองสัปทานแหล่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ในประเทศต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศแถบตะวันออกกลางและยูเรเซีย ด้วยการ แทรกแซง ครอบงำ โค่นล้ม แล้วตั้งรัฐบาลที่สนับสนุนพวกตนขึ้นมาปกครอง เพื่อใช้น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเป็นสินค้าสำหรับรองรับค่าเงิน US$ ของพวกเขารวมทั้งใช้เป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญในการทำสงคราม

 

ยกเลิกการใช้ทองคำเป็นทุนสำรอง เพื่อยกเลิกข้อจำกัดในการพิมพ์กระดาษลวดลายสีเขียว กลุ่มทุนสามานย์เจ้าของธนาคารกลางอเมริกา ได้กดกันให้ประธานาธิบดีนิกสันประกาศยกเลิกการใช้ทองคำเป็นสินทรัพย์ค้ำประกับค่าเงินUS$ เมื่อวันที่15 สิงหาคม ค.ศ.1971 พร้อมกันการสถาปนาระบบ เปโตรดอลล่าร์ โดยกดดันราชอาณาจักรชาอุดิอาระเบีย ให้ขายน้ำมันโดยรับเป็นเงิน US$ เท่านั้นแลกกับสิทธิพิเศษให้ชาอุดิอาระเบียสามารถนำ US$ ส่วนเกิน ไปลงทุนในหลักทรัพย์ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ พร้อมกันนั้น ได้บังคับให้ธนาคารกลางประเทศต่างๆต้องมีสำรองเงินตราต่างประเทศเป็น US$ โดยในประทศไทย เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ.2516 (ค.ศ.1973) กระทรวงการคลังในสมัยที่นายเสริมวินิจฉัยกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกกฎกระทรวงฉบับที่ 21 (พ.ศ.2516) กำหนดให้ เงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาเป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือทุนรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา จะซื้อหรือขายทันที่ตามที่ธนาคารพาณิชย์ในราชอาณาจักรจะเรียกให้ซื้อหรือขาย นับแต่นั้นเป็นต้นมา US$ ก็ได้กลายเป็นสื่อกลางในการซื้อขายสินค้าของประเทศต่างๆทั่วโลก

 

การปลันสดมภ์ผ่านตลาดเงิน กลุ่มทุนสามานย์ ใช้กลเม็ดในการปล่อยให้กู้ด้วยดอกเบี้ยต่ำ(เพราะพวกเขาพิมพ์เงินได้เอง) ผ่านอนุพันธ์ทางการเงินที่ซับซ้อน หลอกล่อให้ประชาชนเข้าไปกู้แล้วนำมาเก็งกำไรต่อกันเป็นทอดๆ โดยใช้สินทรัพย์ชิ้นเดียวกันเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินซ้ำซ้อนกันหลายรอบ ทำให้เกิดฟองสบู่ของการลงทุน ซึ่งเมื่อพองเต็มที่แล้ว พวกเขาก็ขึ้นดอกเบี้ยพร้อมทั้งระงับการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถหาเงินมาชดใช้ได้ ต้องถูกยึดทรัพย์ไปเป็นของพวกเขา  การโจมตีค่าเงินบาทเพื่อเข้าปล้นทรัพย์สินในประเทศไทยในปี ค.ศ.1997 และ วิกฤติซับไพรม์เพื่อปล้นทรัพย์สินของประชาชนในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยกันเอง ในระหว่าง ค.ศ.2007~2008 ก็ถูกสร้างขึ้นด้วยกระบวนการดังกล่าวและกำกับการแสดงโดยกลุ่มทุนสามานย์

 

จะเห็นได้ว่า โศกนาฎกรรมของมนุษยชาติ ตลอดมานับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีต้นตอมาจากสาเหตุเพียงประการเดียวเท่านั้น คือ การผูกขาดควบคุมระบบทุนสำรองของกลุ่มทุนสามานย์ เจ้าของธนาคารกลางอเมริกา ซึ่งพวกเขาใช้พลังอำนาจอันมหาศาลของทุนสำรองที่พวกเขาได้ปล้นมาตั้งแต่แรก มากดขี่ขูดรีดคนทั้งโลก การจะขจัดโศกนาฎกรรมเหล่นี้ให้หมดไปได้อย่างฝั่งยืนจึงต้องแก้ไขตรงสาเหตุ นั่นก็คือ “การสถาปนาระบบทุนสำรองของมนุษยชาติที่เป็นธรรม”

 

จรยุทธ์จุดเริ่มต้นสงครามปลดแอกจากทุนสามานย์ US$

สงครามจยุทธ์เพื่อต่อต้านขัดขืนการกดขี่ขูดรีดของกลุ่มทุนสามานย์ธนาคารกลางอเมริกา ได้เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ.208 และยังดำเนินการเรื่อยมาถึงปัจจุบัน โดยมีรูปแบบที่หลากหลาย ดังนี้

Bilateral Swap Agreement : BSA ตั้งแต่ปี ค.ศ.2008 เป็นต้นมา ประเทศจีนได้ลงนามในความตกลงทวิภาคีว่าด้วยการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศระหว่างกันโดยตรงโดยไม่ใช้เงิน US$  กับ 32 ประเทศ รวมทั้ง อาร์เยนติน่า อิหร่าน ตุรกี เป็นต้น ประเทศไทยเริ่มทำความตกลง BSAกับประเทศจีนเมื่อวันที่22 ธันวาคม 2014 ขณะที่ประเทศอื่นๆก็ได้จับคู่ทำความตกลง BSA ระหว่างกันอย่างแพร่หลาย นี่นับเป็นความพยายามต่อด้านและไม่ขึ้นต่อ ระบบทุนสำรอง US$ ที่ขูดรีดของกลุ่มทุนสามานย์เจ้าของธนาคารกลางอเมริกา

 

BRICS ประเทศที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วย บราซิล (Brazil) รัสเซีย (Russia) อินเดีย (India) จีน (China) แอฟริกาใต้ (South Africa) ได้จัดการประชุมอย่างเป็นทางการขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองเยคาเทอรินเบิร์กประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่16มิถุนายน 2009 และประกาศเรียกร้องให้มีการจัดระเบียบโลกใหม่รวมทัการสถาปนา “ระบบเงินตราของโลก” ขึ้นมาใหม่ และได้มีการลงนามจัดตั้ง The New Development Bank ขึ้นในการประชุมครั้งที่ 6 ในปี2014 ที่ Fortaleza ประเทศบราชิล เพื่อให้เป็น “สถาบันการเงินของโลก” ที่จะมาเป็นคู่แข่งของ IMFและ World Bank

 

ประเทศ BRICS มีประชากรรวมกันกว่า 3,100 ล้านคน คิดเป็น 41% ของประชากรโลก มีผลผลิตมวลรวมประชาชาติ 18.6 ล้านล้าน US$ หรือ ประมาณ 23.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก และ มีอัตราการเจริญเติบโตของผลผลิตปีละ 5.3%

BITCOIN Satoshi Nakamoto กล่าวว่า “ความไว้วางใจได้เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เงินตราใช้งานได้ และมันก็เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกของระบบเงินตราในปัจจุบัน ธนาคารกลางจะต้องเป็นที่ไว้วางใจได้ว่าจะไม่ลดค่าของเงินตราของพวกเขาลง แต่จากประวัติศาสตร์ของเงินตราที่ออกมาตามราชโองการนั้น ล้วนเต็มไปด้วยการแตกร้าวของความไว้วางใจ” ถ้อยแถลงนี้แสดงถึงมูลเหตุจูงใจสำคัญที่ทำให้เขาพัฒนาเทคโนโลยี สายโซ่กลุ่มก้อน (blockchain) ขึ้นในปี 2008 โดยออกแบบให้เป็นระบบปฏิบัติการที่สามารถป้องกันมิให้มีการแก้ไขข้อมูลที่มีการบันทึกไปแล้ว ด้วยเทคนิค “การบันทึกบัญชีแบบกระจาย (เก็บไว้หลายที่เพื่อนำมาทวนสอบป้องกันการแก้ไข)” และ “การเข้ารหัส แบบทำย้อนกลับไม่ได้” เพื่อป้องกันการทำซ้ำหรือปลอมแปลงเหรียญ สามารถรับรองได้ว่าใครเป็นเจ้าของบิทคอยน์เหรียญใดได้อย่างถูกต้อง โดยไม่ต้องพึ่งพาการรับรองจากธนาคารกลางหรือสถาบันที่ได้รับอำนาจตามกฎหมายใดๆ ทั้งยังสามารถอบย้อนกลับไปถึงการทำธุรกรรมเกี่ยวกับบิทคอยน์ที่ผ่านมาทั้งหมดได้ด้วย นอกจากนี้ Satoshi  ยังได้กำหนดให้ บิตคอยน์ มีจำนวนเหรียญจำกัดเพียง21 ล้านบิทคอยน์เท่านั้น ไม่มีเพิ่มมากไปกว่านี้ และจะไม่มีใครคนใดคนหนึ่งสามารถเพิ่ม-ลดปริมาณหมุนเวียนได้ตลอดไป ดังนั้น มูลค่าในการแลกเปลี่ยนกับสิ่งของจะเพิ่มขึ้นไปตามเวลา บิตคอยน์จึงได้รับความนิยมมากเกินไปจนถูกนำไปใช้เก็งกำไร แทนที่จะใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าตามความตั้งใจแต่เดิมของ Satoshi

 

สงครามเงิน US$ -RMB ประเทศจีนดำเนินการเชิงรุกอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ในการลดความสำคัญของ US$   ในฐานะเงินตราของโลก พร้อมกับ เพิ่มน้ำหนักความสำคัญของเงิน RMBในตลาดเงินของโลก เช่น เปิดสาขาของธนาคาร Industrial and Commercial Bank of China (ICBC) ในต่างประเทศมากขึ้น จนกลายเป็นธนาคารที่มีขนาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเซีย [Asion Infrastructure Investment Bonk] เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2015 ค่อยๆทยอยผ่องถ่ายทุนสำรอง US$  ซึ่งถือครองไว้ โดยการนำไปลงทุนในทรัพย์สินที่มีตัวตนในประเทศต่างๆ เช่น ทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาว ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซื้อหุ้น ตราสารหนี้ ให้กู้ยืม เปลี่ยนไปถือทุนสำรองเงินตราสกุลอื่นอาทิยูโร ญี่ปุ่น ฯลฯ ตามสัดส่วนของมูลค่าการค้ากับประเทศคู่ค้านั้นๆ และ ในระหว่างปี 2014~2016 ประเทศจีนได้ทำการ เทขาย ทุนสำรอง US$  ที่ถืออยู่หลายครั้ง จนมีปริมาณลดลงจากที่เคยมีมากที่สุดเกือบ 4 ล้านล้านUS$   เมื่อกลางปี 2014 เหลือประมาณ 3 ล้านล้าน US$   เมื่อปลายปี 2016 พร้อมกับพิมพ์เงินหยวนออกมาในปริมาณมาก เพื่อปล่อยให้ RMB อ่อนค่าลงจาก 6.10 (2014) เป็น 6.89 (2018) และเป็น7.01 (2019) หยวนต่อดอลลาร์ ในปี 2019

 

Libra เงินตราดิจิตอลเข้ารหัสของเฟสบุ๊ค ที่หวังจะก้าวเข้ามาเป็นโครงสร้างพื้นฐานของระบบชำระเงินของประชากรโลกหลายพันล้านคน แทนที่เงินสกุล US$   ของกลุ่มทุนธนาคารกลางสหรัฐ และRMB ของรัฐบาลจีน เป็นความพยายามที่จะแย่งชิงอำนาจในการควบคุม(เพิ่ม) ทุนสำรองของคนทั้งโลก ลิบร้า จึงยังห่างไกลจากคุณลัษณะของระบบทุนสำรองของมนุษยชาติที่เป็นธรรมหลายประการ  เช่น ถูกควบคุมปริมาณหมุนเวียนโดย Libra Association ซึ่งก่อตั้งขึ้นด้วยความร่วมมือของภาคธุรกิจด้านการรับชำระเงิน เทคโนโลยีโทรคมนาคม และ กลุ่มทุนธนาคาร เกือบ 100 แห่ง แม้ว่า Libra Blockchain จะประกาศตัวว่าเป็นระบบ Decentralized แต่ก็หมายถึงเพียงแค่ มี Validators หลายคนที่เป็นตัวแทนของสมาชิก Libra Association อยู่ในระบบ คอยทำหน้าที่ประมวลผลธุรกรรมและรักษาระบบจัดการฐานข้อมูล ปริมาณหมุนเวียนของเงินลิบบร้าก็ยังคงถูกควบคุมแบบรวมศูนย์อยู่ในมือของ Libra Association ไม่ต่างจากระบบธนาคารกลางในปัจจุบัน Libra Blockchain ใช้โปรโตคอล Byzantine Fault Tolerant (BFT) consensus ในการรับรองการทำธุรกรรม กล่าวคือ ใช้การรับรองเพียง 1 ใน 3 ของโหนดในเครือข่าย มิใช่ทุกโหนดเหมือนกับBlockchain ของ Satoshi ด้วยเหตุผลที่ต้องการเพิ่มความสามารถในการรองรับบัญชีผู้ใช้นับพันล้านบัญชี และ เพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองต่อธุรกรรมจำนวนมากอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ [ลิบร้า] รับประกันว่าจะมี “อัตราเงินเฟ้อต่ำ (Low Inflation)” ซึ่งก็คือ การไม่รับประกันว่าจะรักษามูลค่าในการแลกเปลี่ยนกับสิ่งของให้คงที่ ซึ่งหมายความว่า ปริมาณ ลิบร้า จะถูกเพิ่มเข้าสู่ระบบมากกว่าความจำเป็นในการใช้งาน ตามนโยบายที่ Libra Associaton จะเห็นเหมาะสมและ ส่วนเพิ่มนั้นก็ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของพวกเขา

พวกเขาก็คงไม่ต่างจากหัวหน้ากบฏในอดีต ที่ใช้การกดขี่ขูดรีดที่หนักหน่วงสุดขีดของจักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ มาปลุกระดมชักชวนประชาชนให้แข็งข้อเข้าร่วมการโค่นล้มระบอบเก่า เพียงเพื่อก้าวเข้ามาสถาปนาราชวงศ์ใหม่ที่เริ่มดันด้วยการกดขี่ขุดรีดที่น้อยกว่า

 

โลกใหม่

การทวงคืน “ทุนสำรองของมนุษยชาติ” ที่เป็นสื่อกลางในการสะสมผลผลิตที่มวลมนุษยชาติได้สร้างขึ้นมานับจากอดีตถึงปัจจุบัน กลับมาเป็นสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ ผ่านการสถาปนาระบบทุนสำรองดังกล่าวมาแล้วข้างต้น มีจุดมุ่งหมายปลายทางอยู่ที่ การสร้างโลกใหม่สำหรับประชากรโลกหลายพันล้านคน ที่มี …

ระบบการชำระเงินที่สะดวก ปลอดภัย โอนเงินได้ทั่วโลกโดยไม่มีค่าธรรมเนียม เพื่อซื้อสินค้าหรือลงทุนในทรัพย์สินในประเทศใดๆได้โดยตรง และโดยไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเป็นเงินท้องถิ่นหรือ ถ้าจะแลกเปลี่ยนก็ไม่มีค่าธรรมเนียม สามารถให้กู้ยืมระหว่างปัจเจกบุคคลด้วยกันเองโดยตรงโดยไม่มีส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ ไม่จำเป็นต้องพะวงกับอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนอีกต่อไป

ระบบเศรษฐกิจ ที่เงินทองซึ่งหามาได้และทรัพย์สินที่เก็บออมไว้ มีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนกับสินค้าคงที่ตลอดไป ปัจเจกบุคคลผู้สร้างผลผลิตได้มากและมีเหลือเก็บไว้เป็นทุนสำรอง จะมีความมั่นคงในการดำรงชีวิต โดยไม่ต้องกังวลจากเงินเออันเป็นแบบแผนสำคัญของการกดขี่ขูดรีด เอารัดเอาเปรียบโดยกลุ่มทุนผูกขาดสามานย์เช่นในปัจจุบัน พลังการผลิตและการนวัตกรรมของมนุษย์ทั่วโลกสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากการปลดปล่อยทุนสำรองที่ถูกผูกขาดไว้กับกลุ่มทุนธนาคารนำมากระจายให้ทุกคนเข้าถึงปัจจัยในการผลิตและความรู้อย่างเท่าเที่ยมกัน การค้าระหว่างประเทศเติบโตอย่างรวดเร็วจากกำแพงกีดกันทางการค้าที่อันตรธานหายไป

ระบบการเมือง ที่ปราศจากการขัดแย้ง แย่งชิงทรัพยากรโดยใช้กำลังทหารเข้ารุกราน หรือแทรกแซงยุแหยให้คนภายในประเทศต่างๆแตกแยกรบพุ่งกันเอง เพื่อหวังคอบงำและตั้งตัวแทนขึ้นมาครองอำนาจเพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มทุนสามานย์ สงครามและอาชญากรรมที่คุกคามสันติสุขของมนุษชาติเมื่อขาดทุนสำรองหล่อเลี้ยง จึงเฉาตายและจะสูญพันรีไปจากโลกในที่สุดพรมแดนของประเทศต่างๆค่อยๆหมดความหมาย เนื่องจากไม่มีความจำเป็นต้องระวังป้องกันการ

ถูกรุกรานจากนักล่าอาณานิคม

ระบบสังคม ที่ประชากรโลกหลายพันล้นคน มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังจำนวนประชากที่ยากจนลดลงอย่างรวดเร็ว อาชญากรรมซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากความยากจนไร้หนทางทำมาหากิน ก็ลดลงจนใกล้ศูนย์ มนุษชาติอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทรและมีสันติสุข ในโลกที่มีสันติภาพอย่างถาวร ร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว ผ่านการปันส่วนทุนสำรองส่วนเกินเพื่อเอาชนะภัยคุกคามการอยู่รอดของมนุษชาติ 3 ประการ ได้แก่ วิกฤติการณ์โลกร้อน จากก๊าซเรือนกระจก ภัยคุกคามจากหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ และ การสำรวจอวกาศเพื่อสร้างอาณานิคมใหม่สำหรับมนุษยชาติ

อนาคตของมนุษยชาติ อยู่ในมือของพวกเราทุกคน เพียงร่วมมือร่วมใจกันสนับสนุนให้การสถาปนา “ระบบทุนสำรองของมนุษยชาติที่เป็นธรรม” ซึ่งมีคุณลักษณะตามข้อเสนอใน”แถลงการณ์” นี้ ประสบความสำเร็จ ไม่มีสิ่งใดต้องทำลายโค่นล้ม ไม่มีสิ่งใดที่พวกเราต้องสูญเสียนอกจากโซ่ตรวนแห่ง “ระบบทุนสำรองของกลุ่มทุนสามานย์ธนาคารกลางสหรัฐ” กี่พันธนาการพวกเราอยู่