ดิ้นเฮือกสุดท้าย?? ไบเด็นป้ำเป๋อทำเมกามั่งคั่งลด ๑๐ ล้านล้าน หุ้นเจ๊ง ๔๓% จีดีพีติดลบ ขึ้นดอกโหดแค่ยื้อล่มสลาย

0

ลัทธิอเมริกันเป็นข้อยกเว้นพิเศษ ที่เรียกว่า อเมริกัน เอ็กเซปชันแนลลิสซึ่ม (American exceptionalism) ซึ่งโหมล้างสมองคนทั่วโลก เผยแพร่กันมาอย่างยาวนานว่าต้องแบบอเมริกันเท่านั้นจึงถูกต้องที่สุด อารยะที่สุด ภาษาชาวบ้านเรียกว่าหลงตัวเองขั้นสุด ทำให้ชาวอเมริกันทั้งหลายมองเห็นตนเองเป็นผู้นำเหนือกว่าใครในโลก ทว่าในความเป็นจริงแล้วเวลานี้สหรัฐฯ กำลังหมดบารมี ซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ ถูกลดอันดับในการจัดลำดับประเทศทั่วโลก ทั้งทางด้านการพัฒนา ความเป็นประชาธิปไตย และความเสมอภาคเท่าเทียม

กูรูเศรษฐกิจสหรัฐฟันธงว่า ความมั่งคั่งของสหรัฐเกือบ ๑๐ ล้านล้านดอลลาร์ถูกกวาดล้างออกไปหมดภายในปี ๒๕๖๕ นี้ การสูญเสียมูลค่าในตลาดหุ้น เท่ากับ ๔๓% ของ GDP นั่นหมายถึงคนระดับกลางและเศรษฐีรวยลดลง แต่พบว่ามหาเศรษฐีรวยยิ่งขึ้น สำหรับคนยากจนจะถูกผลักให้ยากจนสาหัสกว่าเดิมและมีจำนวนเพิ่มขึ้นด้วยวิกฤตเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยแพงโหดและค่าครองชีพกระฉูด

นอกจากนี้ความไม่ปกติทางด้านสุขภาพของผู้นำอย่างปธน.โจ ไบแดนก็แสดงออกหลายครั้งจนเป็นที่จับตาว่าจะสมัครแข่งขันกับอดีตปธน.ทรัมป์สมัยที่สองได้อย่างไร เมื่อส่อแววว่าอาจคุมบัลลังก์อินทรีได้ไม่ครบสมัย ล่าสุดในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ ไบเดนสับสนหลงลืมเรียกชื่อส.ส.รีพับลิกันแจ็คกี้ วาลอร์สกี้ (Jackie Walorski) ที่เสียชีวิตในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้ทำเนียบขาวต้องรีบมาแก้เกี้ยวรัวๆ และอาการเบลอแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรก

วันที่ ๓๐ ก.ย.๒๕๖๕ สำนักข่าวสปุ๊ตนิกและซีเอ็นบีซี รายงานว่า ปธน.โจ ไบเดนแห่งสหรัฐ หลุดปากเรียกชื่อและขอบคุณส.ส.รีพับลิกันจากมลรัฐอินเดียนา แจ็คกี้ วาลอร์สกี้ ที่สนับสนุนร่างกฎหมายแก้ไขวิกฤตขาดแคลนอาหารของเดโมแครต แต่เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเดือนที่แล้วโดยไบเดนได้เคยแสดงความเสียใจต่อการจากไปของเธอแล้วด้วย  

ทำเนียบขาวชี้แจงว่าปธน.เข้าใจว่าเธออยู่ในงาน “แจ็คกี้ คุณอยู่ที่นี่หรือเปล่า” ไบเดนถามขณะมองหาในฝูงชน “แจ็คกี้อยู่ไหน? ฉันคิดว่าเธอคงไม่มาที่นี่”แล้วเขาก็เดินจากไป สื่อเลยนำมาซุบซิบดังๆแบบกระหึ่มไปเลย

หันมาดูฐานะทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ท่ามกลางค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าไม่หยุดฉุดค่าเงินประเทศที่ผูกตะกร้าเงินกับดอลลาร์ร่วงดิ่งเหวทั่วโลก ไม่เว้นประเทศบริวารยุโรปอาการหนักสุด  

ในช่วงการระบาดใหญ่ของ COVID-๑๙ ความมั่งคั่งของคนที่รวยที่สุด ๑๐ อันดับแรกของโลกเพิ่มขึ้นถึงหกเท่าของคนที่จนที่สุด ๓,๑๐๐ ล้านคน มาตรการฉุกเฉิน เช่น การระงับการยึดสังหาริมทรัพย์ การขับไล่ และการจ่ายเงินกู้นักเรียนช่วยยับยั้งการสูญเสียที่มากขึ้นในสหรัฐอเมริกา แต่โปรแกรมเหล่านั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว ซึ่งคุกคามความยากจนครั้งใหม่ที่ก่อตัวหนักขึ้น

การลดลงอย่างต่อเนื่องของตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) นับตั้งแต่ต้นปีได้ลบล้างความมั่งคั่งของนักลงทุนไปแล้วกว่า ๙ ล้านล้านดอลลาร์CNBC รายงานเมื่อวันพุธ ที่ผ่านมา โดยอ้างข้อมูลของธนาคารกลางสหรัฐ การลดลงคาดว่าจะดำเนินต่อไปและอาจสูงถึง ๑๐ ล้านล้านดอลลาร์แล้ว

ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าการถือครองหุ้นของบริษัทและหุ้นในกองทุนรวมของชาวอเมริกันลดลงจากระดับสูงสุดในเดือนมกราคมที่ ๔๒ ล้านล้านดอลลาร์เป็น ๓๓ ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นไตรมาสที่สองของวันที่ ๓๐ มิถุนายนที่ผ่านมา  อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้นับว่าไม่ทันสมัยเกือบสามเดือน และด้วยมูลค่าหุ้นที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าการขาดทุนจะมีมูลค่ารวมระหว่าง ๙.๕ ล้านล้านดอลลาร์ถึง ๑๐ ล้านล้านดอลลาร์

สำหรับมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์สหรัฐ ๑๐ ล้านล้านดอลลาร์คิดเป็น ๔๓% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของสหรัฐฯ หรือ GDP) และใหญ่กว่าเศรษฐกิจของทุกประเทศในโลกยกเว้นจีน

มาร์ก ซานดี(Mark Zandi) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมูดี้ส์อะนาไลติกส์ (Moody’s Analytics) กล่าวว่า “การสูญเสียความมั่งคั่งในตลาดหลักทรัพย์ที่ประสบจนถึงปัจจุบัน มีความหมายต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการเติบโตทางเศรษฐกิจในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า”

การสูญเสียความมั่งคั่งอย่างน่าสยดสยองเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง เนื่องจากOxfam รายงานว่า ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุด ๑๐ อันดับแรกของโลกซึ่งอยู่ในสหรัฐฯเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงสองปีของการระบาดใหญ่ในขณะที่ มีการสร้าง มหาเศรษฐีใหม่ ๕๓๗ คนในเวลานั้น ในเวลาเดียวกัน อีก ๑๖๐ ล้านคนถูกผลักเข้าสู่ความยากจนขั้นรุนแรงกว่าเดิม

อ็อกซ์แฟมรายงานว่า “คาดว่าคนอเมริกัน ๒๖๓ ล้านคนจะจมดิ่งสู่ความยากจนขั้นรุนแรงในปีนี้ ในอัตราหนึ่งล้านคนทุก ๓๓ ชั่วโมง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นได้เพิ่มวิกฤตค่าครองชีพนอกเหนือจากโควิด-๑๙” 

ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (DJIA) ซึ่งเป็นดัชนีหุ้นที่โดยทั่วไปทำหน้าที่เป็นตัวยืนสำหรับสถานะของตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) โดยรวม ได้สูญเสียมูลค่าไปเกือบหนึ่งในห้าของมูลค่านับตั้งแต่มค.๒๕๖๕ ผลการดำเนินงานของเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยรายงานของกระทรวงพาณิชย์ในเดือนกรกฎาคมเผยให้เห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบสองไตรมาสติดต่อกัน เป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยังไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะขยายรุนแรงเพิ่มขึ้นไปอีกนานแค่ไหน

สรุปการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของเฟดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วแสดงให้เห็นว่าอัตราการว่างงานคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก ๓.๔% ปัจจุบันเป็น ๔.๔% ในปีหน้า ในขณะที่การเติบโตของ GDP สหรัฐคาดว่าจะเป็นเพียง ๐.๒%หรือติดลบ ในปีนี้???