อียูระส่ำ!? อิตาลีจ่อแตกแถว ได้นายกฯหญิงคนแรกเมินสหรัฐเลิกแบนรัสเซีย ปชช.ประท้วงให้ลาออกสหภาพยุโรป

0

ชัยชนะจากการเลือกตั้งทั่วไปของ “จอร์เจีย เมโลนี” ผู้นำพรรคภราดรแห่งอิตาลี เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่เพียงจะทำให้เธอได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอิตาลี แต่เธอยังจะได้เป็นผู้นำจากพรรค “ขวาจัด” คนแรกนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ได้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งหมายถึงอาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศอย่างกลับหัว คือเลิกคว่ำบาตรรัสเซียเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานตามที่แนวร่วมฝ่ายขวาของอิตาลีประกาศไว้ ขณะที่ประชาชนหลายประเทศในอียู ยังมีการประท้วงเดือดในประเทศสมาชิก ประเด็นราคาพลังงานและต่อต้านสหภาพยุโรปอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

วันที่ ๒๗ ก.ย.๒๕๖๕ สำนักข่าวรัสเซียทูเดย์และโพลิติโกรายงานว่า พรรคภราดรแห่งอิตาลี (Brothers of Italy) หรือพรรคเอฟดีแอล (FdI )ตามภาษาอิตาลี  คว้าชัยในการเลือกตั้งทั่วไปดัน จอร์เจีย เมโลนี (Giorgia Meloni)หัวหน้าพรรคหญิง ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปแน่นอน

ชัยชนะของจอร์เจีย เมโลนี ยังจะทำให้เธอเป็นผู้นำจากพรรคขวาจัดคนแรกนับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ที่ได้ขึ้นจัดตั้งรัฐบาล ถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางที่ชัดเจนสำหรับอิตาลี และทำให้สหภาพยุโรป (อียู) เกิดความกังวลไม่น้อย เนื่องจากนโยบายที่จะเปลี่ยนไปขณะที่ปัญหาทางเศรษฐกิจของอิตาลี ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของอียู ก็มีรุมเร้าไม่ต่างจากหลายประเทศในแถบยุโรป นั่นคือ อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ผลกระทบจากสงครามในยูเครน และปัญหาวิกฤตพลังงาน

อิตาลีเป็นประเทศล่าสุดในอียู ที่พรรคนิยมขวาจัดซึ่งมีแนวความคิดต่อต้านอียู ได้ขึ้นมามีอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้ ภายในเวลาไม่ถึง๒ สัปดาห์พรรคขวาจัดของสวีเดนก็เพิ่งชนะการเลือกตั้งมาสดๆร้อนๆ

ภารกิจท้าทายที่กำลังรออยู่ คือ ประเด็นทางเศรษฐกิจซึ่งน่าจะเป็นโจทย์ใหญ่สุด จุดแข็งของรัฐบาลใหม่น่าจะเป็นการที่กฎหมายเลือกตั้งของอิตาลีเอื้ออำนวยให้พรรคการเมืองที่มีคะแนนเสียงสูงสุด จัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งที่ผ่านมาพรรคร่วมที่มีแนวทางอนุรักษนิยม หรือฝ่ายขวา มักรวมตัวกันได้ดี แตกต่างจากพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายที่มักคิดเห็นขัดแย้งและกระจัดกระจายกันมากกว่า

เมื่อได้ขึ้นดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้ว เมโลนีต้องการให้ทบทวนโครงการการปฏิรูปในสมัยรัฐบาลชุดก่อนอีกครั้ง เนื่องจากวิกฤติด้านพลังงานทำให้อิตาลีได้รับแรงกดดันด้านงบประมาณมากขึ้น ทั้งนี้ เท่าที่ผ่านมาในสมัยรัฐบาลนายดรากี เข้าต้องการผลักดันการปฏิรูปซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้อิตาลีได้รับเงินช่วยเหลือและกู้ยืมเพื่อการฟื้นฟูหลังโควิด-๑๙ วงเงินราว ๒ แสนล้านยูโร จากสหภาพยุโรป ฉะนั้นถ้าเมโลนีทำตามคำสัญญาหาเสียงว่าจะเลิกคว่ำบาตรรัสเซียอาจปิดโอกาสรับเงินก้อนนี้ เพราะอียูลงโทษฮังการีมาแล้วเพราะไม่คว่ำบาตรพลังงานรัสเซีย ก็ต้องติดตามต่อไปว่าจะรักษาสัญญาตามใจประชาชนหรือจะเดินตามรอยรัฐบาลเก่า

แม้จะทราบผลคะแนนอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม แต่คงต้องใช้เวลาอีกประมาณเดือนครึ่งกว่าจะตั้งรัฐบาลใหม่ได้สำเร็จ โดยภายในกลางเดือนตุลาคม สมาชิกสภานิติบัญญัติจะลงคะแนนเลือกตั้งประธานรัฐสภา จากนั้นประธานาธิบดีเซอร์โจ มัตตาเรลลา จะแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ  จากนั้น นายกฯคนใหม่จะเป็นผู้เสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีที่ต้องได้รับการยืนยันจากประธานาธิบดีและได้รับอนุมัติจากรัฐสภาผ่านการลงคะแนน ดังนั้น กว่าชาวอิตาลีจะได้รัฐบาลใหม่ ก็จะราวกลางเดือนพ.ย.ที่จะถึงนี้

สถานการณ์แนวโน้มรัฐบาลปีกขวาแจ้งเกิดในอิตาลีทำให้เกิดความกังวลในบรัสเซลส์ โดยประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เออซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน (Ursula von der Leyen) ได้แสดงท่าทีคุกคามต่อพวกเขาก่อนการลงคะแนนเสียง ถึงกับขู่ว่าจะตัดเงินช่วยเหลือเหมือนที่ทำกับฮังการี ซึ่งยิ่งผลักฮังการีเอียงมาใกล้รัสเซียมากยิ่งขึ้น เพราะรัสเซียพร้อมอ้าแขนช่วยเหลือทั้งเรื่องพลังงานราคาถูกและงบประมาณก้อนใหญ่ในการลงทุนร่วมโครงสร้างพื้นฐาน

ด้วยขนาดเศรษฐกิจของอิตาลี ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของสหภาพยุโรป และสถานะสมาชิกผู้ก่อตั้งสหภาพยุโรป การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเมโลนีจะเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงต่อยุโรปอย่างลึกซึ้ง แม้ว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ไม่ได้คาดหวังว่าเธอจะทำลายแผนเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดเดิมทั้งหมดก็ตาม

แต่มัตเตโอ ซัลวินี พันธมิตรของเมโลนี ผู้นำของสันนิบาตและพรรคฝ่ายขวาอื่น ๆ ในกลุ่มพันธมิตรที่มีศักยภาพ ได้ส่งเสริมจุดยืนที่เป็นมิตรกับรัสเซียอย่างเปิดเผย เขาเรียกร้องให้สหภาพยุโรปทบทวนมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียในสัปดาห์นี้ ทำให้เกิดความกลัวในกรุงบรัสเซลส์ว่า มาตรการใหม่ในการต่อต้านรัสเซียจะยิ่งยากขึ้นเมื่อกลุ่มพันธมิตรเวโลนี-ซัลวินี (Meloni-Salvini) เข้ากุมอำนาจ 

 

ด้านสถุานการณ์ของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานยังคงริบหรี่ การลดการพึ่งพาแหล่งก๊าซธรรมชาติของรัสเซียเป็นไปไม่ได้สำหรับสหภาพยุโรปไปจนถึงปีหน้า โดยอ้างถึงการศึกษาโดยบริษัทยาคอฟแอนด์พาร์ทเนอร์ (Yakov & Partners) บริษัทที่ปรึกษาอดีตแผนกรัสเซียของแมคคินเซย์ (McKinsey)

ยาคอฟแอนด์พาร์ทเนอร์ ระบุว่า ๗๐% ของกำลังการผลิตปุ๋ยไนโตรเจนในสหภาพยุโรปต้องหยุดลงแล้ว การผลิตอะลูมิเนียมลดลง ๒๕% และการผลิตเหล็ก ๕% ผลการศึกษาชี้ว่าการผลิตที่ลดลงมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไป แม้ในฤดูหนาวที่ไม่หนาวรุนแรงก็ตาม”

เอเลนา คูซเนตโซวา(Elena Kuznetsova) หุ้นส่วนของบริษัท กล่าวว่า”ในมุมมองของปี ๒๐๒๓ การปฏิเสธก๊าซของรัสเซียหมายถึงการขาดดุล ๔๐-๖๐ พันล้านลูกบาศก์เมตรสำหรับประเทศในยุโรปแม้จะรักษาการประหยัดก๊าซในปัจจุบันตลอดปี ๒๕๖๖ก็ตาม”