รับเหมาอึ้ง!? รฟม.เลือกข้อเสนอชิงสายสีส้มรอบ ๒ รัฐเสียประโยชน์ ๖.๘ หมื่นล้าน บวกดอก๑๐% BTS ยังถูกกว่าอื้อ

0

วงการรับเหมาตั้งสมมุติฐาน ชิงสายสีส้ม ข้อเสนอขอสนับสนุนก่อสร้าง บีทีเอส รอบแรก ลบ ๙,๖๗๕.๔๒ ล้านบาท หากชาร์จดอกเบี้ย ๑๐% ยังต่ำกว่าประมูลรอบสอง ขอรับสนับสนุนเงินค่าก่อสร้าง ๗๘,๒๘๗.๙๕ ล้าน ‘สามารถ ราชพลสิทธิ์’ ย้ำชัดนำตัวเลขมาบวกลบกันได้ทันที รัฐเสียประโยชน์ ๖.๘ หมื่นล้าน

วันที่ ๒๒ ก.ย.๒๕๖๕ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ประกาศผล การประมูลรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-มีนบุรี(สุวิทวงศ์) รอบที่สอง มูลค่า ๑.๔ แสนล้านบาท ว่า บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM คือผู้ชนะประมูล

โดยแบ่งเป็นการก่อสร้างเส้นทางสายสีส้มช่วงตะวันตก(บางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรม)ระยะทาง ๑๓.๔ กิโลเมตร และการสัมปทานเดินรถทั้งระบบ (ช่วงตะวันออก-ตกวันตก) ระยะทางรวม ๓๕.๙ กิโลเมตร เป็นเวลา ๓๐ ปี

โดยเสนอผลประโยชน์สุทธิ (ประมูลครั้งที่ ๒) ที่ -๗๘,๒๘๗.๙๕ ล้านบาท หรือขอรับเงินสนับสนุนก่อสร้างสุทธิจากรฟม.เป็นมูลค่าณปีปัจจุบัน ๗๘,๒๘๗.๙๕ล้านบาท เปรียบเทียบกับบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC ที่เปิดตัวเลข ที่เคยยื่นข้อเสนอประมูล รอบแรก ขอรับเงินสนับสนุนก่อสร้างสุทธิจาก รฟม.เป็นมูลค่าณปีปัจจุบัน เพียง ๙,๖๗๕.๔๒ ล้านบาท เมื่อนำตัวเลขมาหักลบกันพบว่าห่างกัน มากถึง ๖๘,๖๑๒.๕๓ ล้านบาท ทำให้รฟม.ถูกจับตามองว่าเป็นตัวเลขที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์มากกว่ากันหลายเท่าตัว

ทั้งนี้ มีคนในแวดวงก่อสร้าง ตั้งสมมุติฐานว่า ตัวเลขของ BTSC ตั้งแต่ซื้อซองประกวดราคาเมื่อปี ๒๕๖๓ ไปจนถึงการยกเลิกประมูลรอบแรก วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ที่ขอรับเงินสนับสนุนสุทธิจากรฟม. วงเงิน ๙,๖๗๕.๔๒ ล้านบาท

เมื่อคำนวณบวกด้วยดอกเบี้ยที่ ๑๐% เป็นเวลา ๑ ปี จะอยู่ประมาณ ๙๖๗ ล้านบาทและเมื่อนำเงินต้นมารวมกันจะเท่ากับ ๑๐,๖๔๒ ล้านบาท หาก BTSC จะใช้ตัวเลขคำนวณนี้ที่บวกค่าเสียโอกาสเสนอเข้าไปร่วมประมูลรอบสองรัฐก็ยังเสียประโยชน์น้อยกว่าอยู่ดี

อย่างไรก็ตามนายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BTSC อธิบายไว้ก่อนหน้านี้ว่า การคำนวณส่วนต่างที่รัฐเสียประโยชน์มากน้อยแค่ไหน สามารถนำตัวเลขขอรับสนับสนุนมาบวกลบได้ทันทีหรืออาจคำนวณโดยมีดอกเบี้ยเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากระยะเวลาการประมูล ห่างกัน ระหว่างรอบแรกและรอบที่สอง เพื่อความเป็นธรรมของอีกฝั่ง 

        

ทางด้านดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ตามกติกาของการเปรียบเทียบ ว่าสายสีส้มทำให้รัฐเสียประโยชน์มากน้อยแค่ไหนนั้นสามารถนำตัวเลข การขอรับเงินสนับสนุน ก่อสร้าง จากการประมูลรอบแรกและรอบที่สอง มาหักลบกันได้เลย คือ ๗๘,๒๘๗.๙๕ ล้านบาท (รอบสอง) ลบ ๙,๖๗๕.๔๒ ล้านบาท (รอบแรก) เหลือส่วนต่าง ๖๘,๖๑๒.๕๓ ล้านบาท

ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ๑. ราคากลางของการประมูลรอบแรกและรอบสอง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังอยู่ที่วงเงิน ๙๖.๐๑๒ ล้านบาท ๒.ผลตอบแทนตามระยะเวลา ๓๐ ปีไม่เปลี่ยนแปลง และ ๓.ระยะเวลาก่อสร้าง ๖ ปียังคงเดิม

ดังนั้นตัวเลขที่เป็นส่วนต่างที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ รฟม.สามารถก่อสร้างรถไฟฟ้าได้อีก เส้นทาง เทียบจากโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้ารางหนักแบบสายสีม่วงเหนือ (บางใหญ่-บางซื่อ) ได้ ๒๕ กิโลเมตร หรือก่อสร้างรถไฟฟ้าโมโนเรลแบบสายสีชมพู(แคราย-มีนบุรี) หรือสายสีเหลือง(ลาดพร้าว-สำโรง) ได้ยาวถึง ๔๒ กิโลเมตร 

ขณะเหตุผลที่รัฐให้ความสำคัญกับงานก่อสร้างสายสีส้มตะวันตกค่อนข้างมากเพราะ เป็นเส้นทางใต้ดินตลอดเส้นทาง ที่รฟม.อ้างว่าต้องใช้ เทคนิคชั้นสูงพร้อมการกำหนดเกณฑ์ ทีโออาร์ที่เข้มข้น ที่ในประเทศหรือทั้งโลกมีเพียงสองรายเท่านั้นที่สามารถผ่านคุณสมบัติ 

ได้แก่ บริษัทช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ส่วนการลงทุนระบบรถไฟฟ้าและการเดินรถมีสองรายคือ BEM กับ BTSC โดยวงเงินการลงทุนระบบราง ราคากลางเฉลี่ย ๓๒,๐๐๐ ล้านบาท

สำหรับเกณฑ์การประมูลโครงการฯในรอบสอง มีการกำหนดคุณสมบัติด้านงานโยธา สายสีส้มตะวันตก ๓ เรื่อง ประกอบด้วย อุโมงค์, สถานี, การติดตั้งระบบรถไฟฟ้า ซึ่งทั้ง ๓ เกณฑ์ต้องมีคุณสมบัติร่วมกับรัฐบาลไทย 

ซึ่งมีผู้รับเหมาเพียงไม่กี่รายเข้ายื่นประมูลในรอบนี้ ท้ายที่สุดที่สามารถยื่นประมูลได้เหลือเพียง 1 ราย คือ บริษัทที่ได้ข้อเสนอดีที่สุด ส่วนอีก ๑ ราย คือ ITD อาจไม่ผ่านคุณสมบัติเนื่องจากติดปัญหาเรื่องกรรมการของบริษัทดังกล่าว 

 

ทั้งนี้ตามหลักการของพ.ร.บ.ร่วมทุนปี ๒๕๖๒ (PPP) มีการเปิดกว้าง โดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ระบุชัดเจนว่า จะต้องเป็นการประมูล International Bidding ซึ่งควรเป็นการเปิดกว้างในการประมูลให้กับบริษัทต่างชาติร่วมลงทุนได้  แต่หลักเกณฑ์ดังกล่าวระบุว่า ผู้รับเหมาต้องมีประสบการณ์ด้านงานโยธาเฉพาะในประเทศเท่านั้น ซึ่งชัดเจนแล้วที่มีผู้ยื่นได้เพียงรายเดียวเท่านั้น

ขณะคดีในศาลปกครองที่เกี่ยวข้องกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มจำนวน ๓ คดี ประกอบด้วย 1.คดีเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาผู้ชนะในการประมูลรอบแรก ๒. คดียกเลิกการประกวดราคา และคำสั่งของผู้ว่าการ รฟม.ที่มีคำสั่งและออกประกาศยกเลิกการประกวดราคาโครงการสายสีส้ม เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔ ปัจจุบันศาลปกครองกลางได้พิพากษาเมื่อวันที่ ๗ ก.ค.๒๕๖๕ 

ชี้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และปัจจุบัน รฟม.อยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุด และ ๓.คดีกำหนดหลักเกณฑ์ประมูลรถสายสีส้มครั้งที่สอง ชอบหรือมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเป็นคดีล่าสุดที่ศาลปกครองกลางรับไว้พิจารณา

ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนพิจารณา นอกจากนี้ยังมีอีก ๑ คดี คือ คดียกเลิกการประมูล ซึ่งศาลนัด ๒๗ ก.ย.๒๕๖๕ ชี้ว่ามีมูลความผิดหรือไม่ ซึ่งอยู่ในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง