สหรัฐซัดกันเละ!? จีน-รัสเซียฟาด ๒๑ ปี ๙/๑๑ เมกาอ้างต้านก่อการร้ายทำลายตะวันออกกลาง วันนี้ใช้ทำลายกันเอง

0

การรำลึกถึงวันตึกถล่มที่เวิร์ลดเทรดของสหรัฐกลายเป็นสัญญาณวันแตกปริของสังคมอเมริกันอย่างน่าตื่นตะลึง วันเกิดเหตุในอดีตเป็นการคิ๊กออฟสู่สงครามต่อต้านก่อการร้ายของสหรัฐ มุ่งเป้าไปยังตะวันออกกลางทำลายศัตรูที่หาญมาท้าทายอำนาจผูกขาดสหรัฐ จากวันนั้น ๒๐ ปีเป็นยุคแห่งความโหดร้ายที่ตะวันตกรุมทำลายโลกตะวันออกกลางอย่างย่อยยับ

ล่าสุดที่สหรัฐ พรรคเดโมแครต ปธน.ไบเดนและทีมบริหารออกหมัดถล่มอดีตปธน.ทรัมป์และรีพับลิกันอย่างหนักหน่วง แบบไม่เคยเป็นมาก่อนถึงขนาดเปรียบเทียบการโจมตีที่รัสสภาฯกับวันตึกถล่มว่าเป็นการก่อการร้าย

จากที่ใส่ร้ายล่าทำลายศัตรูด้วยข้อหาก่อการร้าย มาใช้โยนใส่คู่แห่งในประเทศของตน พรรคนักการเมืองใหญ่ของสหรัฐใช้การใส่ร้ายป้ายสีกันมาทำลายฝ่ายตรงข้าม แทนที่จะแข่งขันกันดูแลประเทศชาติประชาชนอเมริกัน ที่กำลังเผชิญความยากลำบากสาหัสของวิกฤติชีวิตความเป็นอยู่ ไม่ต่างจากประชาชนยุโรป และภูมิภาคอื่นๆ

สำหรับวันนี้รัสเซียมองว่าเป็นวันครบรอบที่สหรัฐได้ตระหนักว่า สถานะมหาอำนาจเดียวผูกขาดของตนกำลังล่มสลาย และสำหรับจีนไม่ลืมตอกย้ำว่าการต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ คือข้ออ้างส่งออกความไม่มั่นคงและปล้นทรัพยากรต่างประเทศอย่างยาวนานมา ๒๑ ปี

วันที่ ๑๒ ก.ย.๒๕๖๕ สำนักข่าวรัสเซียทูเดย์และโกลบัลไทมส์รายงานถึงวันครบรอบ ๙/๑๑ กรณีตึกแฝดถล่มที่สหรัฐอเมริกา นำไปสู่สงครามต่อต้านก่อการร้ายที่สหรัฐและพันธมิตรตะวันตกบุกลิเบีย อิรัก อาฟกานิสถาน บอกมุมมองของสหรัฐ รัสเซียและจีนที่แตกต่างกัน

ที่สหรัฐอเมริกา พรรคเดโมแครตทำเครื่องหมายครบรอบ ๙/๑๑ กันยายนโดยการเปรียบเทียบเหตุจลาจลของ Capitol Hill กับผู้ก่อการร้าย ไนน์วันวัน (๙/๑๑)

มาร์ก วอร์เนอร์ Mark Warner (D-VA)สังกัดพรรคเดโมแครต ดำรงตำแหน่ง ประธานหน่วยข่าวกรองของวุฒิสภากล่าวว่า “ภัยคุกคามจากการก่อการร้าย” จากต่างประเทศ “ลดลง” ตอนนี้เขากังวล “เกี่ยวกับกิจกรรมบางอย่างในประเทศนี้ที่ ผู้ปฏิเสธการเลือกตั้งก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๖ ม.ค.๒๕๖๔”

U.S. Sen. Mark Warner (D-VA) 

วอร์เนอร์ยืนยันว่า “ฉันจำได้ เหมือนที่คนอเมริกันส่วนใหญ่จำได้ กรณี ๙/๑๑ สิ่งที่น่าทึ่งสำหรับฉันคือ ๒๐ ปีต่อมา และการโจมตีสัญลักษณ์ของประชาธิปไตยของเราไม่ได้มาจากผู้ก่อการร้ายภายนอก แต่มาจากผู้ก่อความไม่สงบที่โจมตีศาลากลางเมื่อวันที่ ๖ มกราคม”

รองประธานาธิบดี กมลา แฮร์ริส ประณามพรรครีพับลิกันว่าเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา  เธอกล่าวว่า”ภัยคุกคามภายในประเทศ” ทำให้สหรัฐฯ “อ่อนแอลง” ”

แฮร์ริสกล่าวว่า “แม้ว่าเราไม่เปรียบเทียบการก่อการร้ายในประเทศกับต่างประเทศ แต่เราต่างรู้ว่าก่อการร้ายสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และเราต้องป้องกันมัน” 

คำพูดของพรรคเดโมแครตชั้นนำเกิดขึ้นไม่ถึงสองสัปดาห์ หลังประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ ทำให้มะกันตกใจด้วยการปราศรัยกันอย่างกว้างขวางในหัวข้อ “การต่อสู้ต่อเนื่องเพื่อจิตวิญญาณของชาติ” ซึ่งเขาอ้างว่าอดีตปธน.ทรัมป์และผู้สนับสนุนของเขาตลอดจนพรรครีพับลิกัน“ไม่เชื่อใน หลักนิติธรรม”และป้ายหน้าว่า“ทรัมป์และมาก้า(MAGA) ของรีพับลิกัน เป็นภัยคุกคามต่อรากฐานของสหรัฐอเมริกา เป็นพวกกึ่งฟาสซิสต์”

ขณะในมุมมองของจีน สำนักข่าวโกลบัลไทมส์วิพากษ์กรณี ๙/๑๑ ที่สหรัฐว่าภายใต้การโฆษณา ‘การต่อต้านการก่อการร้าย’ ของสหรัฐฯ ได้ส่งออกความไม่มั่นคงและปล้นทรัพยากรต่างประเทศเป็นเวลา ๒๑ ปี

ท่ามกลางการไว้ทุกข์สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ เห็นได้ชัดว่าโลกส่วนใหญ่ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากสงครามล้างแค้นต่อต้านการก่อการร้ายของรัฐบาลสหรัฐฯ แม้ว่าสถานการณ์ทั่วโลกจะซับซ้อนและวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น

ตลอด ๒๑ ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯภายใต้ “การต่อต้านการก่อการร้าย” ได้ทำสงครามในต่างประเทศ และสร้างความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวงแก่ผู้คนในประเทศอื่นๆ สหรัฐฯ ไม่เพียงแต่ล้มเหลวในการส่งออก “ระบบประชาธิปไตย” ของตนไปยังประเทศในตะวันออกกลาง หรือกำจัดการก่อการร้าย แต่ที่บ้านพวกเขาต้องเผชิญกับความคลั่งไคล้ที่เพิ่มมากขึ้นในด้านการเมืองและสังคม ช่างเป็นเรื่องน่าขัน เนื่องจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มว่าจะมีส่วนร่วมในการรุกรานทางทหารและการแสวงหาอำนาจไม่จบสิ้น

ในนามของการทำให้ตัวเองปลอดภัยยิ่งขึ้น วอชิงตันได้แผดเผาดินแดนของประเทศอื่นๆ เช่น อิรักและอัฟกานิสถาน

การส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยแบบสหรัฐฯ ด้วยการ “ต่อสู้กับการก่อการร้าย” ในต่างประเทศ ทำให้เกิดความวุ่นวายและวิกฤตสิทธิมนุษยชนในประเทศเหล่านั้นมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่ากองทัพสหรัฐจะเดินทางไปที่ใด กองทัพสหรัฐก็แสวงหาโอกาสที่จะได้รับผลประโยชน์ทางวัตถุ เช่น การควบคุมทรัพยากรในท้องถิ่น

ไม่นานมานี้โลกได้รับรู้อย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ ได้เพิ่มความพยายามในการขโมยน้ำมันจากซีเรีย หลังจากที่ทำเช่นนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วอชิงตันได้โค่นล้มรัฐบาลหลายแห่งในภูมิภาคที่ต่อต้านอำนาจผูกขาดของตน

มาถึงวันนี้บทพิสูจน์สงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ล้มเหลวในการทำให้คนอเมริกันรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น รัฐบาลสหรัฐฯเสียค่าใช้จ่ายประมาณ ๘ ล้านล้านดอลลาร์ไปกับสงครามในตะวันออกกลาง แทนที่จะใช้เงินจำนวนมหาศาลในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและการดำรงชีวิตของผู้คน การแก้ไขปัญหาภายในประเทศ และบรรลุความเป็นปึกแผ่นทางสังคม เงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวกลับถูกใช้เพื่อทำให้โลกระส่ำระสาย