อินเดียผนึกรัสเซียผงาด!! นิวเดลีซื้อพลังงานมอสโกว์เทดอลลาร์ แก้วิกฤติเงินเฟ้อสำเร็จ USยิ่งบีบผลักมิตรเป็นศัตรู

0

โลกยุคใหม่ที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นที่เอเชีย อินเดียวันนี้ฐานะเศรษฐกิจของประเทศได้แซงหน้าประเทศอังกฤษ หรือสหราชอาณาจักร ในด้านขนาดใหญ่ของเศรษฐกิจ ทำให้อินเดียได้ตำแหน่งที่ ๕ และทำให้อังกฤษตกอันดับจากที่ ๕มาเป็นอันดับที่ ๖ ไปหมาดๆจากการคำนวณของบลูมเบิร์ก โดยใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นตัววัดผลผลิตรวมประชาชาติ ณ ปลายไตรมาส ๑ ของปีนี้

การมีขนาดประชากร  ๑,๖๗๐ ล้านคนของอินเดียคือ ขนาดของตลาดที่มีผู้บริโภคภายในมหาศาล ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างดียิ่ง ยิ่งอินเดียกำลังได้น้ำมันดิบราคาถูกมาจากรัสเซียขณะนี้ ยิ่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและการขยายเศรษฐกิจภาคการผลิตให้เติบใหญ่ได้มาก

ผู้ใช้พลังงานรายใหญ่อันดับสามของโลก ยืนยันการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียเพิ่มโดยเมินคำขู่และการกดดันของสหรัฐ มิหนำซ้ำยังไม่ใช้เงินดอลลาร์ซื้อขาย ใช้หยวน รูปี รูเบิลแทน ทำสหรัฐจุกไปหลายสเต็ป ล่าสุดกระทรวงการคลังของอินเดียออกมาฟันธงว่า การซื้อพลังงานเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การคุมเงินเฟ้อของประเทศที่ประสบความสำเร็จ และประเทศในเอเชียก็จะใช้วิธีมากขึ้น

วันที่ ๙ ก.ย.๒๕๖๕ สำนักข่าวรัสเซียทูเดย์และฮินดูไทมส์รายงานว่า เนียร์มาลา ศรีธรามัน(Nirmala Sitharaman) รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอินเดียประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๘ ก.ย.ที่ผ่านมาว่าการนำเข้าน้ำมันของรัสเซียเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การจัดการเงินเฟ้อของนิวเดลีซึ่งประสบผลสำเร็จ โดยให้ข้อสังเกตว่าประเทศอื่นๆ ก็มีการดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

รัฐมนตรีเปิดเผยว่าการขนส่งน้ำมันดิบจากรัสเซียเพิ่มขึ้นเป็น ๑๒% ถึง๑๓% ของแหล่งนำเข้าทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากประมาณ ๒% ในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนรัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนและถูกสหรัฐและพันธมิตรคว่ำบาตร

เขากล่าวว่า “ผมขอยกเครดิตให้กับความเป็นรัฐบุรุษของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี เพื่อให้แน่ใจว่าทั่วโลกเรารักษาความสัมพันธ์กับทุกประเทศ แต่ยังจัดการเพื่อให้ได้เชื้อเพลิงรัสเซียซึ่งเป็นสิ่งที่ญี่ปุ่นก็เริ่มทำแล้วในวันนี้ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ประเทศอื่น ๆ กำลังทำอยู่ด้วย” 

รมว.กระทรวงการคลังกล่าวเสริมว่า การจัดการเงินเฟ้อของอินเดียเป็น“การดำเนินกิจกรรมมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่นอกขอบเขตของนโยบายการเงิน”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมของอินเดีย ฮาร์ดีพ สิงห์ ปูรี (Hardeep Singh Puri) ให้สัมภาษณ์กับ CNBC เมื่อวันพุธว่าอินเดียจะยังคงซื้อน้ำมันรัสเซียต่อไป แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากตะวันตกเพิ่มมากขึ้น

รัฐมนตรีอธิบายว่าเป็นการตอบคำถามเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงาน โดยชี้ให้เห็นว่าอินเดียบริโภคน้ำมันประมาณ ๕ ล้านบาร์เรลต่อวัน และทางการก็ต้องหามาให้พอใช้ทั้งภาคประชาชนและภาคการผลิต

เมื่อสื่อถามว่าเขามีความขัดแย้งทางศีลธรรม กับการซื้อน้ำมันของรัสเซียในระหว่างการปฏิบัติการทางทหารในยูเครนหรือไม่ ปูรีตอบว่า“ไม่มีความขัดแย้ง ฉันมีหน้าที่ทางศีลธรรมต่อผู้บริโภคของฉัน ในฐานะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย คงไม่ต้องการสถานการณ์ที่ปั๊มน้ำมันขาดแคลนน้ำมันจริงหรือไม่?” เขากล่าวเสริมว่า “สหรัฐและสหภาพยุโรปไม่มีสิทธิ์ตัดสินอินเดียสำหรับการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย เนื่องจากถือเอาผลประโยชน์ของอินเดียเป็นสำคัญ”

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้เรียกร้องให้จีนและอินเดียเข้าร่วมการริเริ่มของกลุ่ม จี๗ เพื่อกำหนดขีดจำกัดราคาน้ำมันดิบของรัสเซีย แต่ทั้งสองประเทศปฏิเสธแนวทางนี้และไม่ร่วมมือด้วย

อินเดียได้รับการยอมรับว่ามีโลกทัศน์ของตนเองเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในเวทีระหว่างประเทศ วัฒนธรรมเชิงกลยุทธ์ของประเทศรวมถึงนิวเดลีแสดงท่าทีอย่างหนักในเรื่องที่ท้าทายความมั่นคงของชาติในละแวกนั้นโดยตรง แสวงหาปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมในวงกว้างภายในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก วางตำแหน่งตัวเองทั่วโลกในฐานะพลังอันยิ่งใหญ่ที่ทำงานในโลกแบบหลายขั้ว

สารพัดวิกฤตในปัจจุบันและแรงกดดันของสหรัฐและตะวันตกทำให้อินเดียและรัสเซียยิ่งใกล้ชิดยิ่งขึ้น แม้ว่า’มิตรภาพนิรันดร์’ อาจไม่มีอยู่จริงในนโยบายต่างประเทศ แต่ทั้งสองมหาอำนาจสามารถร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันได้

ประเด็นที่กระแทกใจสหรัฐฯมากที่สุดก็คือ การเทดอลลาร์ไปซบเงินเอเชียและ รูเบิลอย่างออกนอกหน้า ทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคธุรกิจ อินเดียนำเข้าถ่านหินและน้ำมันดิบจากรัสเซียเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนกรกฏาคม และเปลี่ยนการชำระเงินโดยไม่ใช้ดอลลาร์ ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตรของอเมริกาต่อรัสเซีย และรัสเซียให้คำจำกัดความว่าดอลลาร์สหรัฐว่าเป็นสกุลเงินที่เป็นพิษ

มาถึงวันนี้แม้ว่าอินเดียจะยืนหยัดว่า คบรัสเซียเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ก็ได้เข้าร่วมในพันธมิตรทางทหารกลุ่มพันธมิตรตะวันออก SCO เข้าร่วมฝึกรบครั้งใหญ่กับรัสเซียที่ วอสต็อค ๒๐๒๒ ที่ผ่านมา และเป็นสมาชิกถาวรของBrics ในขณะที่เป็นหนึ่งในแกนนำพันธมิตรควอด (QUAD)ที่สหรัฐเป็นหัวหน้า ปักหมุดยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกด้วย