เลือกข้างชัด!! รัสเซียจัดให้ตามขอ มินอ่องหล่ายพบปูตินตัวเป็นๆ ยันวิกฤติคุมได้ เลือกตั้งตามแผน

0

เมื่อให้ใจก็ได้ใจ กรณีเมียนมากับรัสเซียแสดงจุดยืนชัดว่าเลือกข้างรัสเซีย-จีน หันหลังให้สหรัฐและตะวันตก ล่าสุดผู้นำคณะรัฐบาลเมียนมาเยือนรัสเซียเป็นรอบที่ ๒ ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ได้พบปธน.ปูติน และให้สัมภาษณ์สื่อรัสเซียถึงความคืบหน้าสถานการณ์ในประเทศ มินอ่องหล่ายยืนยันว่า วิกฤตในพม่าอยู่ภายใต้การควบคุม และรัฐบาลทหารจะดำเนินการทุกอย่างในอำนาจของตนจัดการเลือกตั้งในปีหน้าตามแผน โดยที่การเลือกตั้งต้องปราศจากการแทรกแซงจากต่างชาติ

วันที่ ๘ ก.ย.๒๕๖๕ สำนักข่าวเอเอฟพีและอาร์ไอเอของรัสเซีย รายงานว่า ปธน.วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย กล่าวยกย่องความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับเมียนมาขณะที่เขาได้พบหารือกับพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำคณะรัฐบาลเมียนมา ที่เมืองวลาดิวอสต็อก ทางตะวันออกไกลของรัสเซีย

ปูตินกล่าวระหว่างพบหารือนอกรอบการประชุมเศรษฐกิจภูมิภาคตะวันออก (EEF)ว่า “เมียนมาเป็นพันธมิตรมาอย่างยาวนานและเชื่อถือได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสัมพันธ์ของเรากำลังพัฒนาไปในทางที่ดี” 

การเยือนรัสเซียของพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลทั้งสองประเทศเผชิญกับการโดดเดี่ยวทางการทูต โดยมอสโกนั้นมาจากการรุกรานทางทหารในยูเครน และเนปีดอจากการรัฐประหารเมื่อปีที่ผ่านมา

ในขณะที่ความสัมพันธ์ของมอสโกกับตะวันตกไม่ราบรื่นเนื่องจากประเด็นยูเครน เครมลินจึงปักหมุดหมายไปยังตะวันออกกลาง เอเชีย และแอฟริกาซึ่งคืบหน้าประสบผลสำเร็จอย่างชัดเจน

เครมลินอ้างคำกล่าวของพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ที่มีต่อผู้นำรัสเซียว่า“ผมรู้สึกภูมิใจในตัวคุณอย่างมาก เพราะเมื่อคุณก้าวขึ้นสู่อำนาจ สามารถพูดได้ว่ารัสเซียกลายเป็นที่หนึ่งของโลก ไม่ใช่แค่เป็นผู้นำของรัสเซียเท่านั้นแต่ยังเป็นผู้นำของโลก เพราะคุณควบคุมและจัดระเบียบความมั่นคงทั่วโลก” 

ด้านรัฐบาลเมียนมาระบุในคำแถลงว่า ผู้นำทั้งสองได้หารือความร่วมมืออย่างเปิดเผยและเป็นมิตร และแลกเปลี่ยนมุมมองความเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์และสถานการณ์ระหว่างประเทศ

ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว RIA ของรัสเซีย พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงเรื่องการเลื่อนเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดไว้อย่างคร่าวๆ ในเดือน ส.ค.๒๕๖๖ และรัฐบาลยังมีเวลาอีกมากในการฟื้นฟูความเป็นระเบียบเรียบร้อย ภายในประเทศ

มิน อ่อง หล่าย กล่าวว่า “เราให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะจัดการเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้ และเรากำลังพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อบรรลุสิ่งนี้” “นอกจากนี้ การเลือกตั้งต้องจัดขึ้นโดยปราศจากแรงกดดันจากภายนอก มิเช่นนั้นจะไม่ยุติธรรมและโปร่งใส และเราจะดำเนินการการเลือกตั้งของเราเองโดยไม่มีแรงกดดันจากภายนอก” 

เมียนมาอยู่ในความโกลาหลวุ่นวายนับตั้งแต่ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย นำการรัฐประหารในเดือน ก.พ.๒๕๖๔ ต่อรัฐบาลของอองซานซูจี จับกุมผู้นำและควบคุมตัวนักเคลื่อนไหวและผู้ชุมนุมประท้วงต่อต้านหลายพันคน

การจับกุม สังหาร และข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ความรุนแรงอย่างเป็นระบบของกองกำลังความมั่นคง ทำให้เกิดขบวนการต่อต้านด้วยอาวุธที่รัฐบาลทหารพยายามปราบปราม สหประชาชาติกล่าวหาว่ากองทัพก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ข้อรัฐบาลทหารตอบโต้ว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายใน และสองมาตรฐานเนื่องจากตะวันตกไม่รายงานความรุนแรงและอาชญากรรมที่ฝ่ายต่อต้านกระทำต่อเจ้าหน้าที่รัฐ นักธุรกิจที่ไม่สนับสนุนขบวนการโค่นล้มของฝ่ายต่อต้าน

สภาที่ปรึกษาพิเศษต่อกรณีพม่า ที่เป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญระหว่างประเทศอิสระภายใต้การอุปถัมภ์ของสหรัฐฯ ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า กองทัพควบคุมประเทศอย่างมีเสถียรภาพเพียงแค่ ๑๗% ส่วนพื้นที่ที่เหลืออยู่ภายใต้การสู้รบหรือครอบครองโดยฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นวาทกรรมแบบเดียวกับที่รายงานการสู้รบในยูเครนว่ารัสเซียพ่ายแพ้ ยูเครนตีโต้ยึดคืนพื้นที่ซึ่งสวนทางความเป็นจริงมาก และปิดบังจากช่องข่าวสารของฝ่ายที่ไม่เอาตะวันตกในโซเชียลมิเดียไม่มิด

พล.อ.อาวุโส มิน อ่องหล่าย ที่อยู่ในรัสเซียเข้าร่วมการประชุมสุดยอดเศรษฐกิจ กล่าวว่า พม่ากำลังอยู่ในกระบวนการจัดซื้อน้ำมันจากรัสเซียและชำระเงินด้วยเงินรูเบิล เนื่องจากมีความยากลำบากในการใช้เงินสกุลอื่นและถูกคว่ำบาตรห้ามใช้ดอลลาร์สหรัฐ

รัฐบาลทหารถูกห้ามเข้าร่วมการประชุมอาเซียน และมีความผลักดันจากสหรัฐให้สมาชิกอาเซียนบีบคั้นเมียนมาให้หนักขึ้น ทำให้พม่าหันไปหารัสเซียและจีนมากขึ้นเพื่อการสนับสนุนทางการทูตและอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงพลังงานด้วย

ผู้นำเมียนมากล่าวว่า ประเทศของเขาและรัสเซียต่างต้องการสันติภาพและความมั่นคง และกล่าวว่าชาติตะวันตกกำลังให้ทุนและอาวุธแก่ผู้ก่อการร้ายในเมียนมาและประเทศอื่นๆที่ไม่ยอมสยบต่อวอชิงตัน

พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่ายย้ำว่า“สถานการณ์โดยภาพรวมอยู่ในการควบคุม แม้ว่าปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายและหลายเหตุการณ์นั้นรุนแรง แต่นับตั้งแต่เดือน เม.ย.เป็นต้นมา จำนวนและขนาดของเหตุการณ์ได้ลดลง แม้ว่าจะค่อยๆ ลดลง แต่ก็ลดอย่างมีนัยสำคัญ”