ขอบคุณที่ท่านรับฟัง นายกฯตั้ง”ซูเปอร์บอร์ด”ดึงเอกชนลุยเยียวยาตรงภาคธุรกิจ ช่วยคนตกงาน7ล้านคน

0

คำสั่งนายกรัฐมนตรี​ที่​ 8/2563​ (8​ เม.ย.2563) ​เรื่องแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชน​ เพื่อให้คำปรึกษา​ การเสนอแนะ​ การป้องกัน​ และแก้ไขปัญหา​ ของภาคธุรกิจเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาด​โควิด-19​ ถือเป็นนิมิตหมายอันดี

ทั้งนี้สำหรับการเยียวยา โควิด-19 ​และฟื้นฟูในภาคธุรกิจในช่วงวิกฤติ​ที่กำลังเกิดขึ้น โดยได้มีการเชิญประธานกรรมการ/ประธานสมาคม/ประธานสภา​ จากภาคเอกชนหลายภาคส่วนเข้าร่วมเป็นที่ปรึกษา​ เช่น​ หอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรม, สมาคมธนาคารไทย, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว, สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือ, สภาเกษตรกรแห่งชาติ, สภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจฯ, สภาธุรกิจตลาดทุนฯ​ เป็นต้น

ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของสถาบันทิศทางไทย​ที่ได้ประมวลความเห็นของคณาจารย์​ นักวิชาการ​ และประชาชน​ ฯลฯ​ เพื่อนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี​ เมื่อวันที่​ 30​ มีนาคม​ 2563​ ที่เสนอให้​ ศบค.​ตั้งคณะกรรมการ​เพื่อนำเสนอ​ ยุทธศาสตร์​ แผนงานและงบประมาณ​ใน​ 3​ ส่วน​ โดยประกอบด้วยรัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวข้องและบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่นายกฯมอบหมาย​ เพื่อรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรี​ นั่นคือ

1)คณะกรรมการ​เพื่อการสกัด, ยับยั้ง​ การแพร่ระบาด​โควิด-19 และการรักษา​ 2)คณะกรรมการเพื่อการเยียวยา​ทางเศรษฐกิจทุกภาคส่วน 3)คณะกรรมการเพื่อการฟื้นฟูประเทศอย่างยั่งยืนหลังวิกฤติ​ โควิด-19​ โดยประกอบด้วยรัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง​ ผู้เชี่ยวชาญ​ นักวิชาการ​ ภาคเอกชน​ และภาคประชาสังคม​ ฯลฯ​ เพื่อนำเสนอยุทธศาสตร์​ แผนงาน​ วิธีปฏิบัติ​ และ​งบประมาณ​ ต่อนายกรัฐมนตรี

การแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนนี้เท่ากับนายกฯจะได้รับฟังปัญหาจากภาคเอกชนโดยตรง​ แทนที่จะได้รับข้อมูลจากภาคราชการเพียงส่วนเดียว​ ซึ่ง​ตามข้อเสนอ​ของสถาบันทิศทางไทยนั้น​ โจทย์ใหญ่ก็คือ​ 1)การเยียวยา(จากโควิด-19)ภาคธุรกิจ​จากภาคส่วนของผู้ประกอบการโดยตรง​

ซึ่งเป็นการประคับประคอง​ภาคธุรกิจเอกชนให้อยู่รอดไปได้ในช่วงวิกฤติ​  และ​ลดความซ้ำซ้อน​ ของการเยียวยาจากหลายภาคส่วนของรัฐ​ โดยเฉพาะ​ ผู้ทำงานอยู่ในภาคบริการ​/ค้าขาย​ 18.08​ ล้านคนและในภาคการผลิต 9.09 ล้านคน​  ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้มีประกันสังคมตาม ม.33​ 11.7 ล้านคน​ ซึ่งการเยียวยา(จากโควิด-19)สามารถได้ข้อมูลผลกระทบจากผู้ประกอบการในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบตามจริง

โดยที่​ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน​ 3​ สถาบัน​ กกร.ประเมินว่าภายในเดือน มิ.ย.นี้ จะมีแรงงานตกงาน 7.13 ล้านคน จากแรงงานในระบบประกันสังคมประมาณ 38 ล้านคน คิดเป็น 18.5% ของแรงงานทั้งหมด แบ่งเป็น 1.ธุรกิจบันเทิง คาดว่าจะเลิกจ้าง 6 หมื่นคน 2.ร้านอาหาร 2.5 แสนคน 3.สปาและร้านนวดในระบบ 3.96 หมื่นคน สปาและร้านนวดนอกระบบ 2 แสนคน 4.ธุรกิจโรงแรม 9.78 แสนคน 5.ศูนย์การค้าและค้าปลีก 4.2 ล้านคน 6.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 7.76 หมื่นคน 7.สิ่งทอ 2 แสนคน 8.ธุรกิจก่อสร้าง 1 ล้านคน

โดยแรงงานที่อาจตกงาน 7.13 ล้านคนนี้ จะเป็นแรงงานที่มีรายได้ต่ำกว่า 2 หมื่นบาทต่อเดือน 6.773 ล้านคน คิดเป็น 95% ของแรงงานที่ตกงาน 2)​การนำพาภาคธุรกิจไทยให้รอดพ้นจากการเกิดเศรษฐกิจถดถอย​ครั้งใหญ่ที่สุด​ (The​ Greatest Depression)​ ไปให้ได้​ ซึ่งจะกินเวลา​หลายปีหลังจากสถานการณ์​ด้านการรักษาพยาบาล​ โควิด-19​ คลี่คลาย​ลงไป​

ก่อนหน้าจะประกาศ​ “ภาวะฉุกเฉิน” EIC (Economic Intelligence Center)​ ปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยปี 2563 ปรับลดลงเป็นการหดตัวที่ -0.3% จากเดิมคาดขยายตัว 1.8%  หลังเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อ​ โควิด-19​ ฝ่ายวิจัยธนาคารกรุงศรีอยุธยา​ ประมาณการ​การหดตัวของ​ GDP​ ในปี​ 2563 อยู่ที่ -0.8% จากประมาณการเดิมจะขยายตัว​ 1.5% และธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวร้อยละ 5.3 ในปี 2563

แต่ตัวเลขของ​ GDP​ ที่คาดการณ์ว่าจะหดตัวในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือ​ 10-15% ในช่วง​ 2​ ปีนับจากนี้​ ซึ่งสอดคล้องกับบางประเทศเช่นสิงคโปร์หรือสหรัฐฯที่ตั้งงบมาตรการเพิ่มเติมไว้ที่​ 10%ของ​ GDP​ ประเทศ​ และ​ งบประมาณที่​ ครม.เพิ่งอนุมัติเพิ่มอีก​ 1.9​ ล้านล้านเพื่อใช้ในการเยียวยาและฟื้นฟู​ โควิด-19​ ในระยะที่​ 3​

ตัวเลขผลกระทบในภาคธุรกิจอันเนื่องมาจาก​ Supply Chain จากจีน​ ไทยติดอยู่ที่อันดับ 11 ด้วยมูลค่าความเสียหาย 700 ล้านดอลลาร์ สรอ.​ โดยอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบ(โควิด-19)มากที่สุดคือ​ อุตสาหกรรมผลิตยางและพลาสติก, เครื่องมือเครื่องจักร, เคมีภัณฑ์, อุปกรณ์สื่อสาร, ยานยนต์​ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประเมินว่า จะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และสูญเสียรายได้กว่า 2.5 แสนล้านบาท​ (เฉพาะกรณีนักท่องเที่ยวจีน)​

สหรัฐอเมริกากำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่รุนแรงกว่าปี​ 1929 ทั่วโลก​บริษัทที่ขาดสภาพคล่องและสร้างหนี้เพื่อผลกำไร​สูงสุด​ จะอยู่ในภาวะวิกฤติในทันที​  และอัตราส่วนของพนักงานในภาคบริการที่ถือว่าสูงมาก​ จะทำให้เกิดการว่างงานครั้งใหญ่ทั่วโลก​ (เมื่อเทียบกับเมื่อคราวภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกในปี​ 1929  ในคน​ 5​ คนมีคนว่างงาน​ 1​ คน​ ในครั้งนั้นตัวเลข​ GDP​ ทั่วโลก​ลดลง​ 15% เป็นระยะเวลา​ 3​ ปี)​ สหรัฐอเมริกา​มีคนตกงานกว่า​ 3.3​ ล้านคนในปลายเดือนมีนาคม​ 2563​ และเพิ่มเป็น​ 10​ ล้านคนภายในอาทิตย์เดียว

ตัวเลขในปี​ 2561​​  ไทยกับสหรัฐอเมริกามีมูลค่าส่งออก 8.98 แสนล้านบาท (ส่วนแบ่ง 11.1%)​ ซึ่งถ้าเศรษฐกิจอเมริกามีปัญหา​จะกระทบต่อธุรกิจภาคการส่งออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถาบันทิศทางไทย, ภาคประชาสังคม​ และ​ประชาชนขอขอบคุณนายกฯที่ได้รับฟังเสียงของประชาชน​ เพื่อให้เราสามารถรอดจากวิกฤติ​ โควิด-19​ ไปด้วย