แฉฉาวโลก!หน่วยมั่นคงสหรัฐสั่งSBUยูเครนสังหารคณะเจรจา-เปิดลับบอริสคุยเซเลนสกีพังโต๊ะสันติภาพรัสเซีย

0

จากกรณีนายกรัฐมนตรีของได้ลาออกจากตำแหน่ง ทำให้ต้องมีการเลือกผู้นำคนใหม่ ซึ่งผลปรากฏออกมาแล้วว่าใครชนะสามารถคว้าเก้าอี้ไว้ได้ พร้อมการติดตามถึงท่าทีนโยบายระหว่างประเทศว่าจะดำเนินไปอย่างไรนั้น

ล่าสุดวันนี้ 06 กันยายน 2565 เพจ World Update โพสต์ข้อความถึงกรณีอังกฤษ โดยระบุที่มาจาก Reuters และ cgtn ซึ่งมีเนื้อหาบางช่วงที่น่าติดตามว่า

“ขณะยูเครนและรัสเซียรบกันอย่างหนักทั้ง 2 ฝ่ายก็เปิดโต๊ะเจรจากันครั้งแรกที่เมืองชายแดนของเบรารุส ถัดจากวันนั้นฝ่ายความมั่นคงสหรัฐ ได้สั่งการหน่วยความมั่นคง SBU ยูเครน สังหารหนึ่งในคณะเจรจาฝ่ายยูเครนเสียชีวิตคาหน้าบ้านพักในกรุงเคียฟ เหตุเพราะเขาเป็นคนรอมชอมจนการเจรจาบางข้อมีแนวโน้มตกลงกันได้ เช่น

การวางตัวเป็นกลางของยูเครน การไม่เข้าร่วม NATO เขาจึงถูกเด็ดชีพตัดความสำเร็จการเจรจา โดยสหรัฐ สร้างข่าวกรองลวงว่าเขาเป็นสายลับรัสเซีย จากนั้นมาการเจรจาก็แทบไม่คืบหน้า และไม่มีการเจรจาซึ่งหน้ากันเพราะสหรัฐ อังกฤษ ไม่ไว้ใจยูเครน กลัวจะยอมยุติสงคราม จึงเจรจาผ่านวิดีคอลอีกราว 3 ครั้งและมีความคืบหน้าเล็กน้อย

วันที่ 29 มี.ค.มีการเจรจาครั้งสุดท้ายต่อหน้าเต็มคณะที่นครอิสตัลบูล ตุรกี โดยมีสหประชาชาติ เป็นสักขีพยาน ผลการเจรจามีความคืบหน้ามากได้กรอบข้อตกลงสันติภาพว่ายูเครน จะไม่เข้าร่วม NATO แลกเปลี่ยนกับเดือน เม.ย.รัสเซีย จะถอนกำลังออกจากการปิดล้อมกรุงเคียฟ สร้างความไม่พอใจให้สหรัฐ และอังกฤษ อย่างรุนแรงที่จะเสียของในการปั่นสงครามมานานหลายปี

ราววันที่ 9 เม.ย. นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ขณะนั้นเดินทางเงียบฉุกเฉินส่วนตัวไปกรุงเคียฟ พบหารือผู้นำยูเครน โดยนายจอห์นสัน กดดันนายเซเลนสกี้ ให้หยุดเจรจาสันติภาพกับรัสเซีย อ้างว่าเหตุสังหารหมู่เมืองบูชา เป็นอาชกรรมสงคราม

เขาบอกผู้นำยูเครนว่า รัสเซียไม่ได้มีอำนาจทางทหารมากแบบที่หลายคนจินตนาการ เขายื่นคำขาดว่าแม้ยูเครน จะลงนามข้อตกลงกับรัสเซีย แต่อังกฤษไม่พร้อมและไม่สนับสนุน แต่ชาติตะวันตกมั่นใจว่าจะกดดันปูตินให้ยอมแพ้ได้

เดือน พ.ค. ฝ่ายทหารรับจ้าง Azov ของชาติตะวันตกพ่ายแพ้การรบ และยอมแพ้ปล่อยตัวประกัน 500 ราย และยอมจำนนมอบตัวกว่า 2,500 รายในที่สุด ,ล่าสุดนายบอริส จอห์นสัน ได้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการแล้ว โดยนางลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม และนายกรัฐมนตรีฯ คนใหม่

เธอได้คะแนนโหวตจากสมาชิกพรรคราว 80,000 เสียง ชนะนายริชี ซูนัค รัฐมนตรีคลังได้คะแนนนกว่า 60,000 เสียงไปได้ โดยนางทรัสส์ถือเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 3 ของสหราชอาณาจักร ต่อจากนางมากาเร็ต แธตเชอร์ และเทเรซา เมย์

ว่าที่ผู้นำอังกฤษคนใหม่มีอายุ 47 ปี มาจากครอบครัวฐานะปานกลาง จบเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด เคยทำงานบริษัทพลังงานเชลล์ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภาครั้งแรกปี 2010 โดยนางลิซ ทรัสส์ จะเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในวที่พระตำหนักบัลมอรัลในสกอตแลนด์ เพื่อรับพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

งานเฉพาะหน้าที่เธอจะต้องทำอย่างเร่งด่วนคือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำย่ำแย่หนักจากการคว่ำบาตรรัสเซีย ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 40 ปีกว่า 9% ปลายปีนี้จะเพิ่มเป็น 18% และต้นปีหน้า 22% ซึ่งกำลังทำให้ประชาชนไม่พอใจอย่างมาก จนแทบทุกอาชีพสลับกันนัดหยุดงานวุ่นวาย

นโยบายต่างประเทศที่เธอเคยแสดงวิสัยทัศน์และโด่งดัง เช่น จัดตั้ง NATO โลก ปกป้องระเบียบโลกเก่า , เป็นปฏิปักษ์กับจีน , หนุนและเยือนไต้หวัน , ยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ใส่รัสเซีย ส่วนเธอจะทำได้แค่ไหน และเกาะลอนดอนจะจมหายลงใต้ทะเลหรือไม่นั้นรัสเซียจะเป็นผู้ให้คำตอบ”