วัดใจลูกทักษิณ!!!โอ๊คยืดอกพกความกล้า หวังว่าคงไม่ซ้ำรอยอาปู???

0

มีเสียงเย้าหยอกว่านี่คือ โปรแกรมหน้ากับการนัดฟังคำสั่งคดีฟอกเงินกรณีปล่อยกู้กรุงไทยของลูกชายนายทักษิณ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 25 พ.ย.นี้ โดยสังคมให้ความสนใจทั้งในแง่ผลการพิพากษาคดี และตัวของผู้ที่จะถูกตัดสินนั่นคือ โอ๊ค พานทองแท้ ที่แน่ๆคือสายตาผู้คนต่างจับจ้องว่าเจ้าตัวจะเดินทางมาหรือไม่??? หรือจะเอาอย่างคุณอายิ่งลักษณ์ งานนี้นอกวัดใจผู้ลูกแล้วยังวัดใจผู้พ่อด้วย!!!

 

24 ก.ย. 2562

นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ โอ๊ค บุตรชายคนโต นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบคบกันฟอกเงินธนาคารกรุงไทย กรณีรับโอนเงินเป็นเช็คจำนวน 10 ล้านบาทเข้าบัญชี เดินทางมายังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

 

ทั้งนี้เพื่อรับฟังการสืบพยานนัดแรก ซึ่งศาลกำหนดวันไต่สวนพยานไว้ 3 นัด ระหว่างวันที่ 24 -26 ก.ย.นี้ พร้อมกำหนดวันพิพากษาคดีล่วงหน้าไว้ในวันที่ 25 พ.ย.

 

คดีนี้ ศาลไต่สวนพยานโจทก์นัดแรก คดีฟอกเงินกู้แบงก์กรุงไทย อท.245/2561 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายพานทองแท้ ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน และสมคบคบกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 , 9 , 60 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91

 

โดยอัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 10 ต.ค.61 จากกรณี นายพานทองแท้ รับโอนเงินเป็นเช็คจำนวน 10 ล้านบาทเข้าบัญชี ซึ่งมีการกล่าวหาว่าเงินนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการกระทำจากการทุจริตปล่อยกู้สินเชื่อระหว่างธนาคารกรุงไทยฯ กับเอกชนกลุ่มกฤษดามหานคร

 

มีนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 80 ปี ผู้บริหารกฤษดามหานคร กับนายรัชฎา กฤษดาธานนท์ อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นบุตรชายของนายวิชัย และอดีตคณะผู้บริหารธนาคารกรุงไทย ตกเป็นจำเลยในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ให้จำคุกนายวิชัยและนายรัชฎา บุตรชายคนละ 12 ปี ร่วมกับพวก

 

ขณะนายวิชัย,นายรัชฎา บุตรชาย และกลุ่มอดีตกรรมการบริษัทเอกชนในเครือกฤษดา รวม 6 คนนั้น ก็ถูกอัยการยื่นฟ้องความผิดฟอกเงินการทุจริตปล่อยกู้ดังกล่าวต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเช่นกันด้วย โดยชั้นศาล นายพานทองแท้ ให้การปฏิเสธสู้คดีว่า ไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง ซึ่งเงินดังกล่าวเป็นที่ได้ร่วมลงทุนกับนายรัชฎา บุตรชายของนายวิชัย อดีตผู้บริหารกฤษดามหานคร

 

ศาลไต่สวนพยานอัยการโจทก์ คือ นายสุนทรา พลไตร ผู้อำนวยการส่วนบริหารทรัพย์สิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ในฐานะผู้กล่าวหาคดีนี้ ได้เบิกความตอบคำถามศาลสรุปว่า ในการตรวจสอบคดีนี้ช่วงปี 2559-2560 พยานเป็นผู้อำนวยการส่วนข้อมูลคดีและมาตรการพิเศษทางกฎหมาย ป.ป.ง.

 

ตรวจสอบเอกสารจากการประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ได้ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และที่พยานเห็นว่ามีการร่วมกันฟอกเงินเลยระหว่างจำเลยกับ นายวิชัย กฤษดาธานนท์

 

เนื่องจากมีการรับโอนและโยกย้ายเงินในหลายบัญชี ซึ่งในส่วนของจำเลยมีการนำเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงเทพต่างสาขาระหว่างบางพลัดและซอยอารีย์ ขณะทั้งสองก็ไม่ได้มีนิติสัมพันธ์ใดๆกันทางธุรกิจ และยังพบว่าจำเลยได้โอนเงิน 10 ล้านบาทคืนนายวิชัย เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้บริหารธนาคารกรุงไทย และนายวิชัย เมื่อปี 2548

 

ส่วนที่มีการระบุว่า จำเลยทำธุรกิจรถยนต์กับนายรัชดา บุตรชายของนายวิชัย นั้นก็ไม่น่าเชื่อถือ โดยการตรวจสอบเชื่อว่าการรับโอนเงินระหว่างจำเลยและนายวิชัย เป็นการให้ค่าตอบแทนบางประการ หลังจากนายวิชัย ได้รับเงินปล่อยกู้จากธนาคารกรุงไทย ซึ่งบิดาของจำเลย คือ นายทักษิณ ชินวัตร ในขณะนั้น ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

 

และการตรวจสอบเส้นทางการเงินนั้นก็ดูจากต้นเงิน ที่เมื่อธนาคารกรุงไทย ได้ปล่อยกู้ ให้กับ บริษัทโกลเด้น เทคโนโลยี อินดัสเทรียล พาร์คแล้ว จนผ่านไปถึงนายวิชัย จากนั้นจำเลยก็ได้รับเช็คโอนเงินเข้าบัญชี 10 ล้านบาท จากนายวิชัย

 

ต่อมานายพานทองแท้ ได้กล่าวหลังเข้านั่งฟังการสืบพยาน ว่า ตนได้ยื่นคำให้การใหม่ เป็นการเพิ่มเติมหลังจากมีเหตุการณ์ที่ทำให้เปลี่ยนแปลงแนวทางการต่อสู้คดี จึงเลือกให้การใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงปฎิเสธข้อกล่าวหา โดยในวันที่ 26 ก.ย.นี้ ตนจะขึ้นเบิกความนัดไต่สวนพยานจำเลยซึ่งมีตนเพียงปากเดียว

 

“เบิกความในประเด็นเรื่องการลงทุนและเงินจำนวน10 ล้านบาท ว่านำไปใช้จ่ายอะไร เพื่อให้ศาลเข้าใจว่าจริงๆแล้วไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่ และที่ผ่านมาตนเองยังไม่เคยขึ้นเบิกความจึงยังไม่ได้ข้อมูลกับศาล แต่ยืนยันเจตนาไม่เคยฟอกเงินตามข้อกล่าวหาตั้งแต่แรกเริ่ม ที่มีการฟ้องร้องดำเนินคดีและหากศาลกรุณาอ่านก็จะเข้าใจ”

 

26 ก.ย. 2562

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้ไต่สวนพยานนัดสุดท้ายนายพานทองแท้ ซึ่งได้ขึ้นเบิกความด้วยตนเองเพียงปากเดียว เกี่ยวกับการวางแผนที่จะดำเนินธุรกิจนำเข้ารถยนต์ซุปเปอร์คาร์ ที่จะมีนายรัชฎา บุตรชายวิชัย ผู้บริหารเครือกฤษดามหานครร่วมด้วยว่า

 

แนวคิดดังกล่าวตนเป็นผู้คิดเอง มาตั้งแต่ช่วงปี 2547 จากที่ได้มีการพูดคุยในกลุ่มเพื่อน 5-6 คน โดยหลังจากพูดคุยกันแบบไม่เป็นทางการแล้ว ในวันรุ่งขึ้น นายรัชฎาได้โทรศัพท์มาพูดคุยกับจำเลยว่าจะขอร่วมลงทุนด้วย โดยเหตุที่นายรัชฎาเร่งโทรมาคุยเพราะกังวลว่าจำเลย จะลืมชักชวนนายรัชดาในการลงทุนด้วย

 

ซึ่งแนวคิดขณะนั้นคิดไว้เพียงว่าการลงทุนน่าจะต้องใช้เงินลงทุนคนละ 20 ล้านบาทแต่ยังไม่ได้กำหนดว่าร่วมลงทุนกี่คนเนื่องจากมูลค่ารถซุปเปอร์คาร์นั้นต่อคันจะตกอยู่ที่ 20 ล้านบาทขึ้นไป โดยช่วงนั้นที่ยังไม่มีบุคคลอื่นมาร่วมเสนอลงทุนด้วย จำเลยก็ไม่ทราบ

 

ส่วนเหตุผลจะดำเนินธุรกิจดังกล่าวนั้น ตนได้ให้นายเฉลิม แผลงศร ซึ่งเป็นกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน ที่ดูแลเรื่องการเงินทุกบริษัทของจำเลยไปศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจดังกล่าว ซึ่งเหตุที่แม้นายเฉลิมจะไม่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับธุรกิจรถยนต์ซุปเปอร์คาร์แต่ที่จำเลยมอบหมายงานให้ศึกษาเพราะเป็นผู้ที่จำเลยให้ความไว้วางใจในเรื่องที่ได้ดูแลเรื่องการเงินบริษัทและเงินส่วนตัว รวมทั้งธุรกิจของจำเลยด้วย โดยสุดท้ายธุรกิจนี้ไม่ได้ดำเนินไป ซึ่งยุติลงในชั้นของการศึกษาแนวทางก็เพราะนายเฉลิม ได้แจ้งผลการศึกษาการดำเนินธุรกิจนี้ให้กับจำเลยทราบว่ามีความเป็นไปได้ยาก และจะไม่คุ้มเงินลงทุนทางธุรกิจ ส่วนที่นายรัชฎาโอนเงิน 10 ล้านบาทให้จำเลย ที่จะมาร่วมลงทุนโดยเป็นเช็คชื่อนายวิชัยนั้นจำเลยไม่ทราบเหตุผล

 

นอกจากนี้จำเลยยังได้ตอบคำถามศาลเกี่ยวกับธุรกิจของครอบครัวและของตัวจำเลย รวมทั้งความใกล้ชิดสนิทสนม ระหว่างตัวจำเลยกับนายเฉลิม และระหว่างตัวจำเลยกับนายรัชฎาและนายวิชัยว่า ในครอบครัวของจำเลยมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเมืองคือ นายทักษิณ บิดา , น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาของจำเลย ซึ่งทั้งสองเคยเป็นนายกรัฐมนตรีและลูกพี่ลูกน้องที่เป็น ส.ส.

 

ส่วนตัวจำเลยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมือง โดยปัจจุปันจำเลยประกอบธุรกิจส่วนตัว ซึ่งมีอยู่ 7 กิจการ อาทิ บ.ว๊อยซ์ทีวี , บ.ฮาวคัม โดยจำเลยมีรายได้ 1ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งในจำนวนนั้น 400,000 บาทเป็นค่าตอบแทนที่ได้จากธุรกิจว๊อยซ์ทีวีที่เหลือเป็นเงินปันผล จากหุ้นบริษัทต่างๆ ซึ่งจำเลยจะมีค่าใช้จ่าย 400,000 -500,000 บาทต่อเดือน

 

ขณะที่ธุรกิจของครอบครัวปัจจุปันมีประมาณ 7 กิจการ เช่น โรงแรมโรสวูด แบงค์คอก กับสนามกอล์ฟอัลไพน์ ซึ่งบางกิจการจำเลยก็มีหุ้นอยู่ด้วย และกับใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างตัวจำเลยกับนายรัชฎา รู้จักมาตั้งแต่อายุ 21 ปีและเคยไปหานายรัชฎาที่บ้านซึ่งอยู่ในพื้นบริเวณเดียวกันกับบ้านของนายวิชัยแต่เป็นคนละหลัง โดยจำเลยไม่เคยไปพบนายวิชัยที่บ้าน

 

นายพานทองแท้ ยังตอบคำถามศาลด้วยว่า ระหว่างถูกดำเนินคดีได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับ 3 หน่วยงาน โดยได้กล่าวถึงประเด็นการเมืองที่เชื่อว่าถูกกลั่นแกล้งแต่ไม่ทราบเหตุผลที่ชัดเจน เพื่อให้หน่วยงานได้ตรวจสอบโดยมี 2 หน่วยงานที่แจ้งกลับมาว่าจะทำการตรวจสอบให้ คือ สำนักงานอัยการสูงสุด และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยจำเลยยืนยันว่าจำเลยไม่รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองใดๆ เป็นการส่วนตัว กับพนักงานสอบสวนที่ทำคดีนี้

 

อย่างไรก็ตามหลังนายพานทองแท้ เบิกความเสร็จ ทางศาลเห็นว่าได้ไต่สวนพยานครบถ้วนเพียงพอที่จะวินิจฉัยคดีได้แล้วจึงนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ตามกำหนดเดิม คือวันที่ 25 พ.ย.นี้เวลา 10.00 น.โดยให้คู่ความทั้งสองฝ่ายยื่นคำแถลงปิดคดีภายใน 30 วันนับจากวันนี้ หากไม่ยื่นภายในกำหนดจะถือว่าไม่ติดใจ

 

นายพานทองแท้ กล่าวด้วยว่า ตนไม่ได้เครียดอะไรมาก แต่ตื่นเต้นเป็นพิเศษ และได้ให้คำตอบกับศาลไปอย่างชัดเจน ในทุกข้อซักถามแต่ก็ไม่ทราบว่าจะชัดพอไหม

 

เมื่อถามว่า มีความคาดหวังกับผลคดีอย่างไร นายพานทองแท้ กล่าวว่า มีความคาดหวังสิ่งที่พูดไปกับศาลวันนี้จะทำให้ผลการตัดสินจะออกไปในทิศทางที่ดี ซึ่งหลังจากเสร็จขึ้นศาลวันนี้ตนเองจะไปทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคล และจะเดินทางมาฟังคำตัดสินในวันที่ 25 พ.ย.นี้ด้วยตัวเอง

 

29 ก.ย. 2562

นายพานทองแท้ ได้เขียนข้อความและแชร์ภาพครอบครัวที่มีผู้เขียนให้กำลังใจ หลังถูกฟ้องคดีเงินกู้ธนาคารกรุงไทย และถูกสังคมวิจารณ์ท่าทีระหว่างให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า เชื่อครับว่ายุคนี้ลูกทักษิณ หาโอกาสที่จะอยู่แบบสบายๆยากมาก ผมยอมรับว่าครั้งนี้หนักที่สุดในชีวิต และเครียดแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ใครไม่โดนกับตัวเองไม่รู้หรอก

 

นอกจากนี้ ลูกชายนายทักษิณ ยังระบุอีกว่า ขอบคุณมากครับที่เป็นห่วง และเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆอย่างทะลุปรุโปร่ง มีเห็นไม่ตรงกันนิดเดียว คือสำหรับตัวผมชีวิตตอนนี้ก็มาถึงหลักสี่แล้ว ตัวคนเดียว ยังไม่มีพันธะอะไรที่ต้องรับผิดชอบมากมาย ทำให้ไม่ต้องคิดไรมาก สู้ได้ผมก็สู้ และถึงจะสู้ไม่ได้ผมก็จะสู้ครับ

 

นั่นคือเรื่องของโอ๊ค ที่กำลังงวดเข้ามาอีก3วันซึ่งจะรู้ผลว่าออกมาอย่างไร ขณะเดียวกันก็มีการตั้งข้อสังเกตกับคดีของอา นั่นคือน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯที่ได้หลบหนีคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวไปอยู่ต่างประเทศ ทิ้งให้คนอื่นๆต้องติดคุกด้วยความทุกข์ทรมานใจที่สุด!?!

 

ประเทศไทยมีนักการเมือง กอบโกยผลประโยชน์ ทุจริตคอร์รัปชั่น โดยอ้างความชอบธรรม อ้างมาจากประชาชน ราวกับว่ามีสิทธิ์ทำอะไรก็ได้เพราะมาจากกระบวนการประชาธิปไตย แต่ที่เห็นคือ นักการเมืองไม่เคยยอมรับกระบวนการยุติธรรมของไทย ที่ถูกดำเนินคดีทุจริตในหลายคดี หรือ กระทั่งบางคดีศาลก็พิพากษาสั่งจำคุกไปแล้ว

 

ลองย้อนไปดูคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งสร้างความเสียหายถึง 8 แสนล้าน

 

25 ก.พ. 2562

นายสมบูรณ์ ดาศรี ผู้ช่วยผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ภาระหนี้ค้างชำระของโครงการรับจำนำข้าวกว่า 5 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลจะตั้งงบคืนให้กับธ.ก.ส. ทุกปีประมาณ 5 หมื่นล้านบาท แยกเป็นเงินต้น 2 หมื่นล้านบาท และดอกเบี้ยอีก 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าหนี้จำนำข้าวจะใช้หมดประมาณ 16 ปี

 

ส่วนบางคนถูกศาลตัดสินให้จำคุกหลายสิบปีอย่างเช่น นายบุญทรง เตริยาภิรมย์

 

6 ก.ย.2562

ที่ผ่านมา ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี ผลปรากฏว่า ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเพิ่มโทษนายบุญทรง อีก 6 ปี จากเดิมจำคุก 42 ปี เป็นจำคุก 48 ปี

 

และบางคนที่พัวพันในคดีดังกล่าวก็หลบหนีออกนอกประเทศ ปล่อยให้คนอื่นๆติดคุกติดตะราง!!! ซึ่งเรื่องนี้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯถูกศาลตัดสินจำคุก 5 ปี โดยไม่รอลงอาญาด้วย

 

แต่วันนั้นคือวันที่ 25 ส.ค. 2560 วันที่ศาลชั้นต้นตัดสินนายบุญทรง ปรากฏว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้เดินทางมาศาล ปล่อยให้นายบุญทรง รอตั้งแต่เช้าที่ศาลฯ เมื่อโทรหาโทรตามตลอดเวลา ก็ได้รับคำยืนยันว่ามาแน่ มาศาลแน่ ไม่ได้หนีไปไหน จนสุดท้ายก็ไม่มา หนีออกไปใช้สัญชาติเซอร์เบียเสวยสุขอยู่เมืองนอก ปล่อยให้พวกเดียวกันติดคุกอย่างแสนเจ็บปวดใจ

 

นั่นคือตัวอย่างนักการเมือง เป็นตัวอย่างที่ปรากฏขึ้น สำหรับนายพานทองแท้ ที่มีทั้งพ่อและอาหลบหนีคดีทั้งที่ศาลได้ตัดสินไปแล้ว มาถึงวันนี้จึงต้องลุ้นวัดใจว่าจะเดินซ้ำรอยคือหนีออกไป หรือ จะเดินไปฟังศาลด้วยความกล้าหาญ??? นั่นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจว่าจะยึดอะไรเป็นแบบอย่าง!?!