หายนะมาเยือน!? IMF-หอการค้าอังกฤษจวกเช็ด ศก.วิกฤตหนัก นักการเมืองยังแส่บ้าสงครามตามก้นเมกา

0

สะเทือนกันไปทั้งโลก เมื่อIMF เปิดผลศึกษาว่าอังกฤษได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตพลังงานในยุโรป เพราะต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากที่สุด ขณะเดียวกันภาคเอกชนหอการค้าอังกฤษที่มีแต่อวยรัฐบาล กลับออกมาวิจารณ์ฟันธงชัดว่า เศรษฐกิจอังกฤษเข้าขั้นวิกฤติแล้วแน่อย่างช้าไม่พ้นปลายปีจะถดถอยหนัก ไม่ว่าตัวเลขจะออกมาอย่างไร ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารยังสูงต่อเนื่อง เพราะราคาพลังงานพุ่งไม่หยุด การคุมเงินเฟ้อด้วยวิธีเดียวกับอเมริกาโดยขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดเงินเฟ้ออย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบ ประธานหอการค้าเรียกร้องให้ผู้นำประเทศแก้ไขปัญหาโดยด่วน ท่ามกลางท่าทีของผู้นำใหม่ยังเน้นนโยบายต่างประเทศเดินตามวาระวอชิงตัน ปักหมุดเป็นศัตรูกับรัสเซียและจีน

วันที่ ๓ ก.ย.๒๕๖๕ สำนักข่าวสปุ๊ตนิกและรัสเซียทูเดย์รายงานว่า หอการค้าอังกฤษยืนยัน UKจะเข้าสู่ภาวะถดถอยก่อนสิ้นปีแน่ ขณะที่ราคาสินค้าทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ ๑๗ ปี โดยค่าอาหารเพิ่มขึ้นมากที่สุด 

อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและวิกฤตด้านพลังงานจะยังคงอยู่ในวาระสูงสุดสำหรับนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศ ซึ่งจะประกาศชื่อในวันที่ ๕ กันยายนนี้่

หอการค้าอังกฤษ หรือบีซีซี เดอะบริทิข แชมเบอร์ส ออฟ คอมเมิร์ซ( BCC: The British Chambers of Commerce) กล่าวในการคาดการณ์ล่าสุดว่า สหราชอาณาจักรจะเข้าสู่ภาวะถดถอยก่อนสิ้นปีนี้ การเติบโตคาดว่าจะอ่อนแอในปี ๒๕๖๖ และ ๒๕๖๗ BCC คาดว่าเศรษฐกิจของอังกฤษจะหดตัว๓ ไตรมาสติดต่อกัน ซึ่งอยู่ภายใต้คำจำกัดความของภาวะถดถอยในปีนี้ นอกจากนี้ยังทำให้การว่างงานอยู่ที่ ๓.๘% ในปีนี้และ ๔.๑% ในปี ๒๕๖๖ และ ๒๕๖๗

อัตราเงินเฟ้ออาจสูงสุดที่ ๑๔% ภายในสิ้นปีนี้ และอาจลดลงเหลือ ๕% ก่อนสิ้นปี ๒๕๖๖ ทั้งนี้หอการค้าฯมองเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อจะเป็น ๒% ของธนาคารแห่งประเทศอังกฤษในไตรมาสที่สี่ของปี ๒๕๖๗ ซึ่งปัจจัยแวดล้อมยังคงผันผวนไม่มีเสถียรภาพ ทำให้ไม่สามารถฟันธงได้อย่างแม่นยำ แต่หอการค้าฯยังมองโลกสวยว่าปีหน้าเศรษฐกิจจะเงยหัวขึ้น

อเล็กซ์ เวียทช์ (Alex Veitch) ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายของหอการค้าอังกฤษกล่าวว่า  “การรับมือกับแรงกดดันเหล่านี้จะต้องอยู่ที่ด้านบนสุดของภารกิจของนายกรัฐมนตรีคนใหม่เมื่อพวกเขาเข้ารับตำแหน่งในสัปดาห์หน้า”

การคาดการณ์มีขึ้นในช่วงที่การแข่งขันระดับผู้นำของส.ส.ในสหราชอาณาจักรใกล้จะสิ้นสุด โดยทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศลิซ ทรัสส์ (Liz Truss) หรืออดีตรัฐมนตรี ริชชี่ สุนาค(Rishi Sunak) จะรับตำแหน่งต่อจากบอริส จอห์นสันในวันที่ ๕ กันยายนที่จะถึงนี้

ก่อนหน้านี้ IMFเปิดเผยรายงานการวิเคราะห์เศรษฐกิจอังกฤษได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากวิกฤตพลังงานในยุโรป

รายงานยังชี้ให้เห็นด้วยว่าความแตกต่างในภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนที่มีรายได้น้อยและร่ำรวยในอังกฤษนั้น แตกต่างกันมากเฉพาะในอังกฤษมากกว่าที่อื่นๆ ในยุโรป สาเหตุมาจากการที่สหราชอาณาจักรต้องพึ่งพาก๊าซอย่างมากในการให้ความร้อนแก่บ้านเรือนและผลิตไฟฟ้าในเวลาที่ราคาพุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ จากข้อมูลของ IMF สหราชอาณาจักรยังมีบ้านที่ประหยัดพลังงานน้อยที่สุดในยุโรปตะวันตก

การวิจัยพบว่าครัวเรือนในสหราชอาณาจักรโดยเฉลี่ยคาดว่าจะสูญเสีย ๘.๓% ของความสามารถในการใช้จ่ายทั้งหมดในปี ๒๕๖๕ เนื่องจากค่าพลังงานที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ในเยอรมนีและสเปน คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะอยู่ที่ ๔% มีเพียงครัวเรือนเอสโตเนียและเช็กเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบมากกว่าสหราชอาณาจักรในยุโรปทั้งหมด

IMF ประเมินว่า ครัวเรือนในสหราชอาณาจักรที่ยากจนที่สุด ๑๐% คาดว่าจะใช้งบประมาณ ๑๗.๘% ของงบประมาณด้านพลังงานในปีนี้ ในขณะที่กลุ่มที่ร่ำรวยที่สุดที่มีอยู่ ๑๐% จะใช้งบประมาณเพียง ๖.๑% ความแตกต่างที่ ๑๑.๗ เปอร์เซ็นต์นี้เป็นความเหลื่อมล้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการรับภาระปัญหาระหว่างคนจนกับคนรวย ซึ่งหนักที่สุดในบรรดา ๒๕ ประเทศในยุโรป ในฝรั่งเศส ความแตกต่างอยู่ที่ ๓.๙ % ขณะที่ในเนเธอร์แลนด์คือ ๒.๕%

ความยากลำบากที่สุดที่คนอังกฤษต้องเผชิญคือ ราคาสินค้าในร้านค้าที่ทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ ๑๗ ปี โดยค่าอาหารเพิ่มขึ้นมากที่สุด

ราคาสินค้าในสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้น๕.๑% เมื่อเทียบเป็นรายปีในเดือนสิงหาคมจาก ๔.๔% ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา  โดยมีอัตราการเติบโตสูงสุดนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ โดยอ้างข้อมูลจากบีอาร์ซี หรือบริทิช รีเทล คอนซอร์เทียม (British Retail Consortium (BRC) และบริษัทวิจัยเนลเสน (Nielsen)

ราคาอาหารพุ่งขึ้นในอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ คิดเป็น ๙.๓% จากปีที่แล้ว ราคาอาหารสดสูงกว่าเดือนสิงหาคม ๑๐.๕% เพิ่มขึ้นจาก ๘% ในเดือนกรกฎาคม โดยผลิตภัณฑ์เช่น นมและมาการีนมีราคาเพิ่ม นักวิเคราะห์บางคนเตือนว่าในปีหน้าอาจเกิน ๑๘% หรือ ๒๒% หากราคาพลังงานเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เอาเป็นว่าถ้ายังปล่อยให้เป็นเช่นนี้โดยไม่มีแก้ไข คนอังกฤษมีสภาพตายอย่างเขียดแน่นอนแล้วใครจะยอมนิ่งเฉย  กระแสความไม่พอใจจะก่อตัวรุนแรงมากขึ้นหากได้ผู้นำคนใหม่แล้วยังเดินตามวอชิงตัน เน้นการสงครามไม่ว่าจะในยุโรปฐานะนาโต้ หรือในเอเชีย-แปซิฟิกในฐานะแกนนำกลุ่มพันธมิตรออคัสก็ตาม !!