จีนฟาดเรียงตัว!ซัดกลับยูเอ็นละครตลก กุข้อมูลเก่าหาละเมิดอุยกูร์! สหรัฐโดดร่วม เจอสวนหงายหลัง

0

จากที่สหรัฐพยายามเข้าไปแทรกแซงเรื่องชาวอุยกูร์ในซินเจียงของจีน ซึ่งต่อมามีการเปิดเผยข้อมูลถึงแหล่งทรัพยากรจำนวนมหาศาล ทำให้ถูกมองว่าอเมริกา ต้องการผลประโยชน์หรือไม่ โดยอ้างถึงการละเมิดสิทธิทนุษยชนของกรุงปักกิ่ง!?!

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 01 กันยาน 2565 มีรายงานจากสื่อต่างประเทศว่า องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกรายงานกล่าวหาจีนว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงด้วยการจับกุม และกักขังหน่วงเหนี่ยวชาวอุยกูร์ และมุสลิมกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในภูมิภาคซินเจียงซึ่งอาจเข้าข่ายเป็น “อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ”

โดยมิเชล บาเชเลต์ ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ซึ่งถูกองค์กรสิทธิมนุษยชนและนักการทูตวิจารณ์มาโดยตลอดว่า “อ่อนข้อ” ให้จีนมากเกินไป ได้เผยแพร่รายงานดังกล่าวเมื่อวันพุธ (31 ส.ค.) ก่อนที่ตัวเธอเองจะสิ้นสุดวาระดำรงตำแหน่ง 4 ปีเพียงไม่กี่นาที

บาเชเลต์ ซึ่งเดินทางไปเยือนจีนเมื่อเดือนพฤษภาคม ระบุในรายงานว่า มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงเกิดขึ้นในซินเจียง ภายใต้บริบทการบังคับใช้ยุทธศาสตร์ต่อต้านการก่อการร้าย และลัทธิสุดโต่งของรัฐบาลปักกิ่ง การกักขังหน่วงเหนี่ยวตามอำเภอใจที่จีนเลือกปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์ และมุสลิมกลุ่มอื่น ๆ อาจเข้าข่ายเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ

นอกจากนี้ บาเชเลต์ ยังแนะนำให้รัฐบาลจีนเร่งปล่อยตัวผู้ที่ถูกกักขังอยู่ตามศูนย์ฝึกอาชีพ เรือนจำ และค่ายกักกันต่าง ๆ ในทันที พร้อมทั้งระบุว่า เราพบหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่ามีการละเมิดสิทธิการเจริญพันธุ์ผ่านการบังคับใช้นโยบายวางแผนครอบครัวตั้งแต่ปี 2017 แต่ยอมรับว่าฐานข้อมูลจากภาครัฐมีค่อนข้างน้อยจึงทำให้ยากที่จะสรุปได้ว่า ระดับการบังคับใช้นโยบาย และการล่วงละเมิดสิทธิในการเจริญพันธุ์ “รุนแรงถึงขั้นไหน”

องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งกล่าวหา จีนว่าละเมิดสิทธิของชาวอุยกูร์ ชาวมุสลิมกลุ่มน้อยที่มีประชากรราว 10 ล้านคนในภูมิภาคซินเจียง โดยเฉพาะการบังคับใช้แรงงานคนเหล่านี้ตามค่ายกักกันต่าง ๆ ขณะที่สหรัฐฯ ตราหน้าจีนว่ามีเจตนาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide)

คณะผู้แทนจีนที่นครเจนีวาออกมาวิจารณ์รายงานของ บาเชเลต์ ว่าเป็นเพียง “ละครตลก” (farce) ที่สหรัฐฯ ชาติตะวันตก และพวกที่ต่อต้านจีนคอยกำกับอยู่เบื้องหลัง โดยมีการนำเสนอข้อมูลบิดเบือนต่าง ๆ เพื่อตีขลุมว่าจีนเป็นผู้ร้าย

ด้าน จาง จุน เอกอัครราชทูตจีนประจำยูเอ็น กล่าวก่อนที่จะมีการเผยแพร่รายงานชิ้นนี้ว่า ปักกิ่งเคยคัดค้านรายงานชิ้นนี้มาแล้วหลายหน และมองว่าข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนยูเอ็นไม่ควรจะก้าวก่ายกิจการภายในของจีน

“เราต่างทราบกันดีว่า ประเด็นเรื่องซินเจียงเป็นสิ่งที่ถูกกุขึ้นด้วยเหตุผลทางการเมือง โดยมีเป้าหมายเพื่อบั่นทอนเสถียรภาพและขัดขวางการพัฒนาของจีน เราไม่คิดว่ามันจะเป็นผลดีกับใคร แต่กลับยิ่งเป็นการบ่อนทำลายความร่วมมือระหว่างยูเอ็นกับรัฐสมาชิก” จาง ให้สัมภาษณ์สื่อ

ขณะที่ ดิลซัต ราซิต (Dilxat Raxit) จากสภาอุยกูร์โลก (World Uyghur Congress) ชี้ว่า รายงานของยูเอ็น เป็นเครื่องยืนยันหลักฐานอันชัดเจนถึงความรุนแรงที่จีนกระทำต่อชาวอุยกูร์ แต่เขาหวังว่ายูเอ็นน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้

ทั้งนี้ยังมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เมื่อทีมข่าวเดอะทรูธ ตรวจสอบพบว่าเมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม 2565 ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ได้เดินทางเยือนเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ซึ่งพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นประเด็นจากการที่สหรัฐกล่าวหาว่าจีนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอุยกูร์

สื่อของจีนรายงานว่า ประธานาธิบดีสีได้เดินทางเข้าเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งมหาวิทยาลัยและเขตการค้าเมืองอุรุมชี เมืองหลวงของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ตั้งแต่วันที่ 12-14 กรกฎาคม ซึ่งเขตปกครองตนเองซินเจียงเคยเกิดเหตุการณ์ต่อต้านรัฐบาล และความรุนแรงต่อต้านชาวจีนเชื้อสายฮั่น ก่อนนำไปสู่การปราบปรามที่องค์การสหประชาชาติ (UN) กล่าวเมื่อปี 2561 ว่า จีนได้กักขังชาวอุยกูร์ 1 ล้านคนในค่ายกักกันขนาดใหญ่ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อปรับทัศนคติทางการเมือง