นายหน้าสงคราม!? USปั่นขายอาวุธสุดลิ่ม ป่วนเอเชีย-แปซิฟิก ส่งฝูงบิน F-๓๕ ประจำฐานทัพยุ่น เผชิญหน้าจีน

0

ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิคที่มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ  สหรัฐเข้าสู่ภูมิภาคนี้ด้วยการซ้อมรบกับพันธมิตร ผลักดันเลือกข้างต่อต้านจีนอย่างเปิดเผย ด้วยยุทธวิธียั่วยุจีนเรื่องไต้หวันและจีนได้ตอบโต้สั่งสอนด้วยการ ซ้อมรบครั้งใหญ่รอบไต้หวัน และทำซ้ำๆให้กลายเป็นปกติ

ด้านสหรัฐปักหมุดยั่วยุจีนเรื่องไต้หวันต่อไปอย่างเอาการเอางาน เตรียมขายอาวุธล็อตใหม่ ขณะเดียวกันก็จัดซ้อมรบในหลายจุด จากน่านน้ำอินโดนีเซีย สู่น่านฟ้าออสเตรเลีย

วันที่ ๑ ก.ย.๒๕๖๕ สำนักข่าวดิเฟนซ์นิวส์ และแอร์ฟอร์ซไทม์ส รายงานว่าเครื่องบินขับไล่จากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เปิดตัวซ้อมรบทางอากาศขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของออสเตรเลีย พร้อมด้วยเครื่องบินขับไล่ล่องหนรุ่นที่ห้า F-๓๕ จากประเทศเจ้าภาพและสหรัฐอเมริกา

เครื่องบินและบุคลากรจากพันธมิตรสหรัฐจะเข้าร่วมในการฝึกซ้อมPitch Black ทุกสองปีควบคู่ไปกับจาก ๑๕ ประเทศอื่น ๆ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องบินกว่า ๑๐๐ ลำและบุคลากร ๒.๕๐๐คนที่กองทัพอากาศออสเตรเลียหรือ RAAF เรียกว่า “อากาศยานข้ามชาติระดับพรีเมียร์ การฝึกต่อสู้”

Pitch Black ๒๐๒๒ เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ ๒๖ ส.ค.ที่ผ่านมา และจะเริ่มดำเนินการจนถึงวันที่ ๘ กันยายนศกนี้ เหนือน่านฟ้าอันกว้างใหญ่ที่ไม่ถูกจำกัดในเขตนอร์เทิร์นเทร์ริทอรีของออสเตรเลีย และจะเกี่ยวข้องกับการใช้กำลังทางอากาศของพันธมิตรจำนวนมากในสถานการณ์ต่างๆ

ประเทศอื่นๆ ที่ส่งเครื่องบินไปฝึกซ้อม ได้แก่ ฝรั่งเศส อินเดีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร โดยเครื่องบินส่วนใหญ่ปฏิบัติการออกจากฐาน RAAF ของดาร์วินและทินดัลในออสเตรเลีย

ยังไม่ทันฝึกซ้อมที่ออสเตรเลียเสร็จสิ้น สหรัฐก็ส่งฝูงบินรบรุ่น ๕ F-๓๕ ประจำการฐานทัพที่ญี่ปุ่นทันที 

สื่อออนไลน์airforcetimes.com รายงานเมื่อวันที่ ๒๙ ส.ค.ที่ผ่านมาว่าอเมริกาส่งฝูงบินรบรุ่น ๕ F-๓๕ ประจำการฐานทัพมิซาวะ ฐานทัพอากาศของกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศของญี่ปุ่น (JASDF) ร่วมกองทัพอากาศสหรัฐฯ ประกาศศักดาอินโด-แปซิฟิก ยุทธศาสตร์หลักของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ

หลังจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ส่งเครื่องบินรุ่นที่ ๕ ไปปฏิบัติภารกิจป้องปรามและฝึกซ้อมในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก แต่การส่งไปแล้วกลับนั้นไม่เพียงพอต่อประสิทธิภาพในภารกิจ ด้วยสงครามที่โหมกระหน่ำในยูเครน การประจำการ F-๓๕A ในอินโดแปซิฟิกจะส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังปักกิ่งในความมุ่งมั่นของอเมริกาที่มีต่ออินโดแปซิฟิก

การส่งเครื่องบินรบรุ่นที่ล้ำที่สุดอย่าง F-๓๕ ไปยังอินโดแปซิฟิกในตอนนี้จะเป็นการประกาศศักดาที่ชัดเจนที่สุด และเพื่อให้เกิดผลสูงสุด กองทัพอากาศจึงอนุมัติประจำการ F-๓๕A ที่ฐานทัพอากาศมิซาวะ ในประเทศญี่ปุ่น

การประจำการ F-๓๕A ที่ฐานทัพอากาศมิซาวะ ประเทศญี่ปุ่น จะส่งเสริมความร่วมมือทางทหารกับพันธมิตรของสหรัฐฯ มิซาวะเป็นฐานทัพร่วมของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น กับกองทัพอากาศสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียวในแปซิฟิกตะวันตก ที่ประจำการเครื่องบินจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ กองทัพเรือสหรัฐฯ และกองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศของญี่ปุ่น ซึ่งได้เริ่มซื้อ F-๓๕A ประจำการในปี ๒๐๑๘

การมาของฝูงบิน F-๓๕A ของสหรัฐฯ ที่ฐานทัพอากาศมิซาวะนี้ จะเพิ่มขีดความสามารถและทางเลือกมากขึ้นสำหรับกองกำลังร่วมบินรบรุ่น ๕ ไม่เพียงแต่กับญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเครื่องบินรบ F-๓๕ ในเกาหลีใต้และออสเตรเลียที่ได้ซื้อเครื่องบินรุ่นนี้ด้วย

F-๓๕A ที่ประจำการจะรับประกันการรบของกองกำลังสหรัฐฯ ในอินโดแปซิฟิก เซ็นเซอร์และอาวุธขั้นสูงของเครื่องบินจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถเหนือเครื่องบินขับไล่ F-๑๖ ซึ่งปัจจุบันประจำการอยู่ที่มิซาวะ ซึ่งมีพิกัด “ตำแหน่งความได้เปรียบ” สำหรับกองทัพอากาศ เป็นฐานปฏิบัติการหลักที่แข็งแกร่งในดินแดนพันธมิตร (ห่างจากไต้หวันประมาณเท่ากับเกาะกวม อีกฐานทัพอากาศของสหรัฐฯ)

กองทัพอากาศสหรัฐฯ ได้ประจำการเครื่องบินรุ่นที่ ๕ มาเกือบ ๒ ทศวรรษแล้ว แต่ยังไม่ได้ประจำการเครื่องบินรุ่นนี้ในอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นโรงละครหลักของกระทรวงกลาโหม ผบ.จอห์น อาควิลิโน ผู้บัญชาการกองบัญชาการอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐฯ ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยยกความสามารถรุ่นที่๕ ว่า “มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อความสามารถในการยับยั้งภัยคุกคาม”

ถึงเวลาแล้วที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ จะส่งเครื่องบินรุ่นที่๕ ไปประจำการ เพื่อสนับสนุนการป้องปรามในอินโด-แปซิฟิก โอกาสสำหรับความร่วมมือพันธมิตร เพิ่มความน่าเชื่อถือในการรบของกองกำลังสหรัฐฯ และเร่งดำเนินการตามโครงการซ้อมรบ Agile Combat Employment หรือ ACE

ทั้งนี้ ฐานทัพอากาศ ๖ แห่งของสหรัฐฯ นั้น มี ๓ แห่ง ในประเทศญี่ปุ่น และ๒ แห่งในเกาหลีใต้ กับอีก ๑ แห่งในเกาะกวม เครื่องบินรุ่นที่ ๕ ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ที่ใกล้ที่สุดประจำการอยู่ในมลรัฐอะแลสกา และฮาวาย อยู่ห่างจากอินโด-แปซิฟิก หลายพันไมล์