สหรัฐผวา!! อดีตปธน.รัสเซียฟาด มอสโกว์จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ ใน ๔ สถานการณ์ ที่กดดันโดยเมกาและพวก

0

สถานการณ์ล่าสุดของแนวรบในยูเครน ไม่ว่าสื่อตะวันตกจะโหมข่าวว่าโฆษณาชวนเชื่อทุกวันว่า รัสเซียสูญเสียหนักต้องเพิ่มกำลังทหาร ใช้อาวุธเก่าๆสู้ของตะวันตกไม่ได้ ทั้งเซเลนสกี้ก็คุยโวจะยืดดอนบาสและไครเมียให้ได้ แต่ข้อเท็จจริงมันสวนทางอย่างชัดเจน เพราะตอนนี้รัสเซียควบคุมทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้แล้ว กำลังลุยในเมืองท่าโอเดสซา และมีแนวโน้มเตรียมการใหญ่บางอย่าง ทั้งเคลื่อนบินรบในจุดยุทธศาสตร์ทางทหารและสั่งเพิ่มกำลังพล

อดีตปธน.รัสเซีย ที่ตำแหน่งปัจจุบันเป็นประธานสภาความมั่นคงของรัสเซียออกมากล่าวเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า รัสเซียจะบรรลุเป้าหมายของการปฏิบัติการทางทหารตามที่กำหนดเอาไว้แน่นอน ยืนยันซ้ำโดยรมว.กลาโหมในการประชุม SCO กลุ่มพันธมิตรเซี่ยงไฮ้เมื่อสัปดาห์ก่อนที่อุซเบกิสถาน และล่าสุดเขายังออกมาเตือนตะวันตกอย่างแรงว่า รัสเซียมีสิทธิ์ใช้นิวเคลียร์เมื่อศัตรูทำให้รัสเซียตกอยู่ในอันตราย โดยเปิดเงื่อนไขว่าถ้าเกิดสถานการณ์ ๔ อย่างจะเป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ

วันที่ ๒๙ ส.ค.๒๕๖๕ สำนักข่าวรัสเซียทูเดย์รายงานว่า ดมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev)อดีตประธานาธิบดีแห่งรัสเซีย กล่าวว่า สถานการณ์ที่เครมลินจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัสเซียตกอยู่ในอันตรายโดยศัตรู 

อดีตประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ บอกกับสื่อฝรั่งเศสเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า “มอสโกว์จะหันไปใช้อาวุธนิวเคลียร์ใน ๔ สถานการณ์เท่านั้น ซึ่งทั้งหมดเป็นภัยคุกคามต่อรัฐรัสเซีย”

ในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ LCI เมดเวเดฟถูกถามว่าหลักคำสอนทางการทหารของรัสเซียอนุญาตให้ใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธีหรือไม่ อดีตประธานาธิบดีตอบโต้ว่าท่าทีการใช้นิวเคลียร์ของมอสโกว์ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ และไม่มีอะไรเป็นความลับเกี่ยวกับเรื่องนี้

“มีเหตุผล ๔ ประการสำหรับการใช้อาวุธนิวเคลียร์  เพื่อผลประโยชน์และเพื่อสาธารณชนชาวฝรั่งเศส ฉันจะตั้งชื่อการปฏิบัติการนั้นว่า ๑.ฝ่ายตรงข้ามยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ ๒.มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในการต่อสู้ ๓.มีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่ควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ และ ๔.การกระทำอื่น ๆ ที่คุกคามการดำรงอยู่ของรัฐ รัสเซีย” เขากล่าวเสริมว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นตามสถานการณ์ทั้ง ๔ อย่าง

อดีตประธานาธิบดีให้ความเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการใช้อาวุธปรมาณูทางยุทธวิธี หรืออาวุธที่มียูเรเนียมหมดสภาพ โดยตั้งข้อสังเกตว่ารัสเซียไม่เคยนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้จริง ไม่เหมือนกับประเทศตะวันตกบางประเทศ

เมดเวเดฟกล่าวว่า “ในช่วง ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านมา รัฐของ NATO ได้ใช้อาวุธที่มียูเรเนียมอย่างแข็งขันทั้งในยูโกสลาเวียและอิรัก มีความไม่แน่นอนบางอย่างในหัวข้อนี้ ซึ่งมีผลที่น่าเศร้าอย่างยิ่ง ดังนั้น ในแง่นี้เราต้องดูก่อนว่าประเทศตะวันตกทำอะไรในบางสถานการณ์” 

“การตอบสนองของรัสเซีย จะสอดคล้องกับขนาดของภัยคุกคามที่ประเทศนี้กำลังเผชิญอยู่ และการโจมตีทางทหารของมอสโกในยูเครนซึ่งเริ่มในปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นมาตรการป้องกันทางทหาร”

เมดเวเดฟกล่าวว่า “หนึ่งในสาเหตุของการโจมตีคือคำแถลงของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ เซเลนสกี้ แห่งยูเครน ซึ่งเคยกล่าวไว้ ณ จุดหนึ่งว่า เคียฟไม่ได้ปฏิเสธการฟื้นฟูศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของตน เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการทำให้เรากลัว แต่ในที่สุดเขาก็สร้างบรรยากาศที่หนักหน่วงกว่าเดิม ด้วยการปราบปรามประชาชนในดินแดนโดเนตสก์และลูฮันสก์ต่อเนื่องนับ ๘ ปี ซึ่งท้ายที่สุดแล้วบังคับให้สหพันธรัฐรัสเซียต้องเปิดปฏิบัติการพิเศษทางทหาร”

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อิวาน เนเชียฟ(Ivan Nechaev) รองเลขาธิการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียกล่าวว่า มอสโกว์ไม่จำเป็นต้องใช้ทางเลือกนิวเคลียร์ในยูเครน และรัสเซียควบคุมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งจะใช้คลังแสงปรมาณูก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้การคุกคามโดยตรงต่อประเทศรัสเซีย

การเคลื่อนไหวล่าสุดของรัสเซียสรุปคร่าวๆได้คือ กองทัพรัสเซียยังไม่รีบบุกไปยังพื้นที่อื่นในยูเครน รบไปซ่อมแซมไปในพื้นที่ดอนบาสที่ตอนนี้ยึดได้หมดทั้งเขตที่เคยอยู่ในความคุ้มครองของยูเครน เพราะต้องการช่วยเหลือประชาชนที่ต้องลำบากให้มีชีวิตดีขึ้นไปด้วย ขณะเดียวกัน รัฐบาลเซเลนสกีก็ใช้พื้นที่เคหสถานของชาวบ้านเป็นที่ซุ่มกำบังลอบโจมตี ทำให้กองกำลังรัสเซียต้องระมัดระวัง

รัสเซียเพิ่มเครื่องบินรบประชิดชายแดนยูเครนมากขึ้น โดยขนเครื่องบินกว่า ๔๐๐ ลำและเฮลิคอปเตอร์อีก ๓๖๐ ลำมาประชิดชายแดนเตรียมบุกครั้งใหญ่ หลายฝ่ายประเมินว่าเป้าหมายอาจเป็นเคียฟ แต่รัสเซียมักทำในสิ่งที่คนอื่นไม่อาจคาดเดาได้เสมอ

นอกจากนี้ ปธน.ปูตินได้ลงนามคำสั่งเพิ่มกำลังพลเข้าประจำการอีกเมื่อสัปดาห์ก่อน จำนวน ๑๓๗,๐๐๐ คน ทำให้รัสเซียจะมีทหารในกองทัพทั้งหมด ๑,๑๕๐,๐๐๐ คน เป็นไปได้ว่าอาจจะมีการส่งไปในประเทศต่างๆ ตามการร้องขอของพันธมิตร BRICS เพื่อคุ้มครองเส้นทางทำมาค้าขายใหม่ในอินโดแปซิฟิก อาฟริกาและอเมริกาใต้ ซึ่งมีการสร้างฐานทัพทางทะเลอย่างต่อเนื่องมาระยะหนึ่งแล้ว การเพิ่มกำลังทหารจะทำให้มีกำลังมากพอจะรับมือกับนาโต้ในจุดต่างๆ ที่นาโต้อาจเปิดฉากรบ

โดยภาพรวมเวลานี้ทั้งสองฝ่าย ฝั่งสหรัฐและพันธมิตรนาโต้ทั้งยุโรปและอินโดแปซิฟิกเดินหน้าทางทหารเปิดเผยหนักขึ้น ขณะที่ฝ่ายพันธมิตรตะวันออกที่นำโดยรัสเซียและจีนก็เคลื่อนไหวซ้อมรบร่วมกันครั้งใหญ่ในหลายจุด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจกำกลังก้าวสู่ภาวะถดถอยทั่วโลก!!??