ความตาย-ภัยฝุ่นPM2.5-กับความเอาจริงในมาตรการแก้ไข

0

ความตาย-ภัยฝุ่นPM2.5-กับความเอาจริงในมาตรการแก้ไข

นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

คณบดีวิทยาลัยการแพทย์บูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

 

Wellness community หรือความสุขสบายของชุมชนเป็นภาระหน้าที่หนึ่งของแพทย์ฝ่าย Wellness  ท่ามกลางปัญหาภัยฝุ่นที่กลับมาเยือน จำเป็นต้องหยิบประเด็นเหล่านี้มาพูดอีกครั้งหนึ่ง

 

30 พย. 2560 ข่าวช็อกทั้งวงการเมื่อท่านอดีตเลขาธิการอาเซียน เสียชีวิตด้วยหัวใจวายเฉียบพลัน ทั้งที่สุขภาพแข็งแรง ภรรยาตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการออกกำลังกาย แสดงว่าท่านก็ออกกำลังงกายเป็นประจำ

11 ตค. 2561 อีกหนึ่งข่าวสลดเมื่อวิศวกรหนุ่มกรมทางหลวง หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน วูบกลางรายการทีวี

3 มีค. 2562 ผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.จังหวัดอุดรธานี มีอาการวูบและเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ขณะออกหาเสียงเลือกตั้ง

14 พค. 2562 ข่าวช็อกอีกครั้งเมื่อท่านประธานบอร์ดแบงก์กรุงศรีฯเสียชีวิตกระทันหันกลางโต๊ะประชุม แพทย์พิเคราะห์ว่าหัวใจวายเฉียบพลัน

16 กย. 2562 ช่วงช่วงหมีแพนด้าในสวนสัตว์เชียงใหม่ วูบเสียชีวิต สัตว์แพทย์จีนพิสูจน์พบว่า ช่วงช่วงร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ แต่เสียชีวิตเพราะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

 

 

คนไทยเราจะได้ข่าวบุคคลผู้มีชื่อเสียงเสียชีวิตด้วยหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันอยู่เป็นระยะๆ นั่นเป็นกรณีสำคัญๆที่ออกข่าว  แต่เชื่อว่าเราจะได้ข่าวญาติมิตรหรือคนรู้จักอีกไม่น้อยที่จู่ๆก็วูบเสียชีวิตไปอย่างกระทันหัน ด้วยหัวใจเฉียบพลันกันทั้งนั้น  การตายเฉียบพลันด้วยโรคหัวใจยังคุกคามแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงในสวนสัตว์เช่นกรณีการตายของหมีแพนด้า ตามข่าวข้างต้น  ข้อสันนิษฐานที่ใกล้เคียงที่สุดน่าจะเกี่ยวข้องกับการที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับฝุ่นพิษ PM 2.5 ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

องค์การอนามัยโลกประกาศเมื่อมกราคม ค.ศ. 2019 ว่า 9 ใน 10 ของประชากรโลกกำลังสูดอากาศที่มีความปนเปื้อนสูง มลภาวะในอากาศได้คร่าชีวิตประชากรโลกปีละ 7 ล้านคน พบว่า 24% ของอุบัติเหตุเส้นเลือดสมอง สัมพันธ์สืบเนื่องจากมลภาวะอากาศ นับจำนวนตายได้ 1.4 ล้านคนในทุกปี สำหรับโรคหัวใจ 25% ของการตายด้วยโรคหัวใจมีความสัมพันธ์สืบเนื่องกับมลภาวะอากาศ โรคนี้คร่าชีวิตไป 2.4 ล้านคนในทุกๆปี

 

ในปี ค.ศ. 2011คณะวิจัย Fann et al. 2012ได้ศึกษาผลของ PM2.5 และ O3 ต่อสุขภาพของประชากรในสหรัฐอเมริกาในปีค.ศ.2005พบว่ามีจำนวนการตายที่เกี่ยวข้องกับPM2.5ถึง130,000 คน และมีจำนวนตาย 4,700 คนที่เกี่ยวข้องกับO3  การตายในกลุ่มคนที่อายุในระหว่าง 65-99 ปี สามารถคำนวณได้ว่าผู้คนเหล่านี้ต้องสูญเสียจำนวนปีของชีวิตไป 1.1 ล้านปีชิวิต (life year) ด้วยสาเหตุจาก PM2.5 และสูญเสียไป 36,000 ปีชีวิต ไปกับ O3

 

ประเทศไทยกำลังผจญปัญหานี้และการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมว่า ครม.เห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ที่จะมีแนวทางแก้ปัญหาใน 3 มาตรการ คือ มาตรการที่ 1 การเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ (การแก้ไขปัญหาในระยะเร่งด่วนและในช่วงวิกฤต มาตรการที่ 2 การป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง(แหล่งกําเนิด) (การแก้ไขปัญหาในระยะสั้น (62 – 64) และระยะยาว (65-67) และมาตรการที่ 3 การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการมลพิษ (การแก้ไขปัญหาในระยะสั้น (62 – 64) และระยะยาว (65-67)

            ส่วนหนึ่งของมาตรการที่น่าสนใจมีดังเช่น

ควบคุมและลดมลพิษจากยานพาหนะ โดยใช้มาตรการจูงใจ เพื่อส่งเสริมให้มีการนำน้ำมันเชื้อเพลิงมีกำมะถันไม่เกิน 10 ppm มาจำหน่ายก่อนกฎหมายบังคับใช้ บังคับใช้มาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ใหม่ Euro 5 ภายในปี 2564 ควบคุมการนำรถยนต์ที่ใช้แล้ว ในต่างประเทศ เข้ามาในไทย ควบคุมการนำเข้าเครื่องยนต์เก่าใช้แล้ว ทั้งรถและเรือ ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่ประเทศไทยบังคับใช้ต้องมีอายุไม่เกิน 5 ปี

ปรับปรุงมาตรฐานและวิธีการตรวจวัดการระบายมลพิษจากรถยนต์ ปรับลดอายุรถที่จะเข้ารับการตรวจสภาพรถประจำปีพัฒนา ซื้อทดแทนรถราชการด้วยรถยนต์ไฟฟ้า ศึกษาความเหมาะสมในการจำกัดอายุการใช้งานรถยนต์และระบบการจัดการซากรถยนต์ที่หมดอายุการใช้งาน

-ควบคุมและลดมลพิษจากการเผาในที่โล่งภาคการเกษตร โดยให้มีการใช้ประโยชน์เศษวัสดุการเกษตรเพื่อไม่ให้มีการเผา ส่งเสริมให้ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชหรือไม้ยืนต้นอื่นทดแทนพืชเชิงเดี่ยวพืชที่มีการเผาห้ามไม่ให้มีการเผาในที่โล่งป้องกันการเกิดไฟป่าและจัดการไฟป่า ใช้มาตรการทางสังคมกับผู้ลักลอบเผาป่า

-ควบคุมและลดมลพิษจากการก่อสร้างและผังเมือง โดยกำหนดกฎระเบียบ มาตรการและเกณฑ์ปฏิบัติในการควบคุมฝุ่นจากการก่อสร้าง กำหนดให้การจัดทำผังเมือง และการก่อสร้างต้องคำนึงถึงการแพร่กระจายของมลพิษ บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพิ่มพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง

-ควบคุมและลดมลพิษจากอุตสาหกรรม โดยกำหนดมาตรฐาน การระบายมลพิษทางอากาศในรูปของอัตราการระบาย (Loading) ตามศักยภาพการรองรับมลพิษของพื้นที่ให้ติดตั้งระบบตรวจสอบการระบายมลพิษทางอากาศแบบอัตโนมัติต่อเนื่องที่ปล่องของโรงงานอุตสาหกรรม จำพวก 3 เตาเผาเชื้อเพลิงและหม้อน้ำหรือแหล่งกำเนิดความร้อนที่มีขนาดตามที่กำหนด

-ควบคุมและลดมลพิษจากภาคครัวเรือน โดยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในครัวเรือน พัฒนาและส่งเสริมการใช้เตาหุงต้มและเตาปิ้งย่างปลอดมลพิษ พัฒนาและส่งเสริมการใช้เตาเผาอิฐและถ่านปลอดมลพิษ

อย่างไรก็ตามมาตรการเหล่านี้จะปรากฏเป็นจริง หรือจะเป็นเพียงมาตรการสวยหรูที่อยู่บนกระดาษ เป็นเรื่องที่ชวนติดตาม  ที่ผ่านมามีมาตรการเชิงรับมากมาย เช่นตรวจรักษาผู้ป่วยด้วยภัยฝุ่น การแจกหน้ากากกันฝุ่น ประกาศปิดโรงเรียน พ่นละอองไอน้ำ ทำฝนหลวง ดับไฟป่า เป็นต้น นอกจากนี้มีมาตรการเชิงรุกที่น่าสนใจคือ:

 

นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ

นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษเปิดเผยว่า กทม.จะดำเนินการติดตั้งสถานี้ตรวจวัดคุณภาพอากาศที่สามารถตรวจวัดฝุ่นละอองให้ครบ 50 เขต บังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษอย่างเข้มงวด ทั้งจากการก่อสร้าง การเผาในที่โล่ง และการตรวจวัดควันดำรถยนต์

กองบังคับการตำรวจจราจร ได้มีการตั้งจุดตรวจ 20 จุด เพื่อคัดกรองยานพาหนะที่มีควันดำ โดยมีการตั้งด่านตรวจในเวลา 10:00-14:30 น. ตั้งแต่เดือนมค.-กค.2562 มีการตรวจตามพรบ.ขนส่งทางบก รถบรรทุก รถโดยสาร 6 ล้อขึ้นไป ตรวจ 140,306 คัน ไม่ผ่าน 63,921 คัน และมีการตรวจรถยนต์ 4 ล้อ ตรวจ 67,051 คัน ไมผ่าน 26,886 คัน คิดเป็นร้อยละ 44

ด้านองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เร่งดำเนินการลดปริมาณฝุ่นละออกที่เกิดจากรถโดยสาร โดยมีมาตการป้องกันการเกิดฝุ่นตั้งแต่ตรวจสภาพรถก่อนใช้งาน และเปลี่ยนมาใช้นำมันดีเซล B20 เป็นเชื้อเพลิง โดยรถโดยสารก่อนออกจากอู่จะมีการตรวจสอบทุกคัน มีค่า PM2.5 ไม่เกิน 45 มคก./ลบ.ม. และรถร่วมทั้งหมดใช้เชื้อเพลิง CNG ซึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติพลังงานทางเลือกใหม่

ข้อสังเกตจากความเคลื่อนไหวของภาครัฐที่ทำมา มีดังนี้คือ:

1.มีปฏิบัติการส่วนหนึ่งที่ตรงสาเหตุของปัญหา เพราะมุ่งที่การกำจัดแหล่งต้นเหตุ ซึ่งได้แก่การเผาในที่โล่งปล่อยฝุ่น 209,937 ตัน/ปี การคมนาคมขนส่ง ยานพาหนะปล่อย 50,240 ตัน/ปี การผลิตไฟฟ้าปล่อย 31,793 ตัน/ปี  อุสาหกรรมปล่อย 65,140 ตัน/ปี

2.จากตัวเลขการตรวจรถควันดำที่ไม่ผ่านมีถึง 44% ของรถที่ตรวจ นั่นแสดงความหนักหน่วงของปัญหารถควันดำในเขตที่ตรวจว่าหนักหนาเพียงใด  ทราบมาว่ารถใดที่ตรวจไม่ผ่านจะถูกปั๊มตรา “ไม่ผ่าน” เอาไว้และห้ามนำรถคันนั้นมาวิ่งอีกจนกว่าจะมีการแก้ไขสภาพรถและนำมาตรวจอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถือเป็นวิธีการที่ดี

3.สำหรับการเผาในที่โล่งแจ้ง นอกจากการเร่งดับไฟป่าในจังหวัดภาคเหนือ ซึ่งเป็นการกระทำเชิงรับแล้ว  ยังไม่เห็นปฏิบัติการป้องปรามการเผาในที่โล่ง ที่กระทำโดยประชาชนทั่วไป และชาวไร่  ซึ่งจะต้องอาศัยมาตรการรณรงค์และกวดขันจับกุมการเผาหญ้า เผาไร่ และเผาไร่อ้อยที่กระทำอยู่ทั่วประเทศ

4.การป้องปรามฝุ่นจากการก่อสร้าง ยังไม่เห็นผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาชน

5.ความต่อเนื่องเอาจริงเอาจัง  คำถามก็คือในปฏิบัติการตัวอย่างดังที่ระบุมา 3 ตัวอย่างนี้ มีความเอาจริงในการปฏิบัติให้สืบเนื่องมากน้อยเพียงใด  การกวดจับรถควันดำที่ทำมา 7 เดือน มีผลงานพอสมควร แต่ถ้าเทียบกับจำนวนรถที่ใช้อยู่ทั่วประเทศ นับว่าเป็นส่วนน้อยนิด   ควรจะมีมาตรการต่อไปหรือไม่

6.บางมาตรการที่รัฐได้ออกมาแล้วและดูเหมือนจะแก้ได้ตรงเหตุ เช่นการห้ามนำเข้ารถมือสอง พอประกาศเข้าจริงๆ ก็มีความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ประกอบการนำเข้ารถมือสอง โดยรีบนำเข้ารถมือสองก่อนกำหนดเวลา 10 ธค. 2562 เป็นจำนวนถึง 7,000 ล้านบาท  และด้วยการเคลื่อนไหวของบริษัทนำเข้ารถแทรกเตอร์มือสอง ร่วมกับเกษตรกรกลุ่มหนึ่ง รัฐบาลก็รีบออกมติครม.อนุญาตนำเข้ารถแทรกเตอร์โดยเสรีขึ้น  เหมือนกับการถอยหลังเข้าคลองของภาครัฐในการแก้ปัญหามลภาวะ โดยเอาต้นทุนทางสุขภาพของคนไทยเข้าไปเสี่ยง

ต้องชี้ไว้ในที่นี้ว่า นอกจากรถยนต์มือสองแล้ว ประเทศไทยยังมีการนำเข้าเครื่องยนต์มือสอง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นรถยนต์ใช้แล้ว แฝงเร้นเข้ามาโดยตัดตัวถังรถออกหมด แล้วนำเข้ามาในรูปของเครื่องยนต์เก่าเพื่อกลับนำมาใช้ใหม่อีกด้วย  สุดท้ายประเทศไทยจะกลายเป็นสุสานของเครื่องยนต์ใช้แล้วอีกเป็นจำนวนมาก

คำถาม ณ เวลานี้ก็คือ ภาครัฐมีความจริงจังและจริงใจกับการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพคนไทยมากน้อยเพียงใด