สงครามเท็คเดือด?จีนฟาดเมกา ผุดก.ม. ‘ชิปพลัส’ สะกัดเทคฯมังกรโตไม่สำเร็จ พึ่งตัวเองผลิตชิปถึง ๕ นาโนม.แล้ว

0

รัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมาย “ชิปส์-พลัส”(CHIPS-plus Act)  ซึ่งจีนมองว่า เป็นแผนสกัดกั้นการเติบโตของเทคโนโลยีแดนมังกร และกีดกันจีนออกจากห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้หน้ากากของการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐและปกป้องความมั่นคงของชาติ จีนประเมินว่าเป็นความฝันที่จะประสบความสำเร็จยากมาก แม้จะเปลี่ยนวิธีจากบังคับมาใช้การให้งบฯสนับสนุนเข้าล่อ  เมื่อพิจารณาถึงบทบาทเชื่อมโยงของจีนในห่วงโซ่อุปทานโลก ปัญหาและอุปสรรคในสถานการณ์ปัจจุบันของรัฐบาลสหรัฐเอง การเพิ่มต้นทุนจากการย้ายฐานการผลิตทั้งค่าแรงและวัสดุ ตลอดจนสภาวะที่ไม่มีรากฐานของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐมาก่อน ในขณะที่จีนที่มีความก้าวหน้าต่อเนื่อง มีตลาดขนาดใหญ่ผลิตเองขายเองใช้เองได้ไม่ต้องง้อ

วันที่ ๓๐ ก.ค.๒๕๖๕ สำนักข่าวโกลบัลไทมส์รายงานว่า วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อวันพุธที่ ๒๗ และวันพฤหัสฯที่ ๒๘ ก.คที่ผ่านมาตามลำดับ และคาดว่า ปธน. โจ ไบเดน จะลงนามรับรองบังคับใช้เป็นกฎหมายในอีกไม่นาน สหรัฐฯ มีการร่างกฎหมาย “ชิปส์-พลัส” ในภาวะที่ชิปกำลังขาดตลาด อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เป็นวงกว้าง จุดประสงค์เพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางเศรษฐกิจและรักษาความมั่นคงของประเทศ

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

ร่างกฎหมายกำหนดให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณ จำนวน ๕ หมื่น ๒ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ ๑.๙ ล้านล้านบาท และการให้เครดิตภาษี เพื่อสนับสนุนให้บริษัทสหรัฐฯ เข้ามาตั้งโรงงานผลิตชิปในประเทศ ตลอดจนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีอื่นๆ

เกา หลิงหยุน(Gao Lingyun) ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันสังคมศาสตร์จีน Chinese Academy of Social Sciences หรือซีเอเอสเอส(CASS) มองว่า สหรัฐฯ ปิดบังจุดประสงค์อันแท้จริงไม่มิด นั่นคือเพื่อยับยั้งการพัฒนาเทคโนโลยีชิปของจีน ซึ่งขณะนี้กำลังก้าวรุดหน้าพึ่งตนเองได้หลายระดับ โดยชี้พิรุธของเงื่อนไขในกฎหมาย ซึ่งตามรายงานข่าวของบลูมเบิร์กระบุว่า บริษัทที่ได้รับการอนุมัติแล้วห้ามการขยายการผลิตชิปในจีนเป็นเวลา ๑๐ ปี แม้กฎหมายมีข้อยกเว้นบางกรณี แต่ยังไม่มีความชัดเจน เงื่อนไขนี้จึงเท่ากับบังคับให้บริษัทต้องเลือกระหว่างการทำธุรกิจกับจีน หรือการรับเงินอุดหนุนจากสหรัฐฯ

หวัง เปง(Wang Peng) นักวิจัย ที่ปักกิ่ง อคาเดมี ออฟโซเชียล ซายน์ส (Beijing Academy of Social Sciences) กล่าวว่า “สหรัฐฯ กำลังใช้ร่างกฎหมายนี้เพื่อบังคับบริษัทในประเทศและภูมิภาคที่มีสถานะสำคัญในการจัดหาชิปทั่วโลกและห่วงโซ่อุตสาหกรรมให้เล่นตามกฎของสหรัฐฯ รวมถึงการปิดล้อมและปราบปรามอุตสาหกรรมชิปในตลาดเกิดใหม่” 

บรรดาผู้เชี่ยวชาญแปลความหมายของร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า คือการเปลี่ยนกลยุทธ์ จากการใช้ไม้แข็งบีบบังคับให้บริษัทถอนตัวจากจีน เพราะที่ผ่านมาไร้ผล ยักษ์เทคฯใช้วิธีซื้อเวลา จนบัดนี้ยังไม่ย้ายฐาน เลยต้องเปลี่ยนมาเป็นการให้รางวัล โดยใช้เงินอุดหนุนเป็นเหยื่อล่อ

จากรายงานของสำนักข่าวซีเอ็นบีซี วงการอุตสาหกรรมชิปของสหรัฐฯ วิตกว่า การแบ่งสรรเงินอุดหนุนแก่บริษัทต่างๆ อาจทำอย่างไม่เหมาะสม เช่น บางบริษัทได้มาก บางบริษัทได้น้อย แม้แต่บริษัทอย่าง “อินเทล” ก็ไม่ชอบร่างกฎหมาย “ชิปส์-พลัส” เต็มร้อย เว็บไซต์ “โพลิติโก” (Politico) รายงานว่า “อินเทล” และผู้ผลิตชิปรายอื่นๆ กำลังวิ่งเต้นให้มีการตัดทอนข้อจำกัดเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในจีน

ในมุมมองของบรรดาผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งรวมทั้งนายหม่า จื่อหวา(Ma Jihua) นักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยีอาวุโสนั้น บริษัทชิปรายใหญ่ของสหรัฐฯ ย่อมรู้ดีว่าการกระจายโรงงานผลิตในทั่วโลกคือตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจของบริษัทเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การตั้งโรงงานผลิตในสหรัฐฯ ยังอาจเจอกับปัญหาอื่นๆ เช่น ค่าแรง ซึ่งในสหรัฐฯ ย่อมสูงกว่าในตลาดเกิดใหม่ นอกจากนั้น การทิ้งตลาดจีนมารับเงินอุดหนุนก็อาจเป็นเรื่องที่ได้ไม่คุ้มเสีย ด้วยเหตุนี้ “อินเทล” ซึ่งมีรายได้ประจำปี ๒๐-๓๐% จากตลาดจีน จึงไม่น่าจะถอนตัวออกมาทั้งหมด

หม่ากล่าวว่า “หากพวกเขารับฟังสหรัฐฯ บริษัทของพวกเขาอาจได้รับเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์จากสหรัฐฯ แต่พวกเขาจะสูญเสียเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ หรือมากกว่านั้น เนื่องจากการแยกส่วนออกจากตลาดแผ่นดินใหญ่” 

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมชิปของจีนกำลังมีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เกิดความเชื่อมั่นในหมู่นักวิเคราะห์ว่า จีนจะสามารถวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชิปก้าวรุดหน้าได้ในครบถ้วนราว ๓-๕ ปีข้างหน้า

ล่าสุดในด้านเทคโนโลยี บริษัทจีนก็มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเช่นกัน Semiconductor Manufacturing International Corp หรือ SMIC ยักษ์ใหญ่ด้านชิปของประเทศ  ได้พัฒนาเทคโนโลยีฟินเฟ็ต (FinFET) รุ่นแรกและเข้าสู่การผลิตจำนวนมากในไตรมาสที่ ๔ ของปี ๒๐๑๙ ในขณะที่รุ่นที่สองของเทคโนโลยีนั้นเทียบเท่ากับกระบวนการผลิตขนาด ๗ นาโนเมตรและ ๕ นาโนเมตรของ TSMC อยู่ในช่วงของการผลิตนำร่อง จะกีดกันอย่างไร จีนก็ยังคงเดินหน้าพึ่งตนเองจนถึงที่สุด ท่ามกลางตลาดภายในประเทศที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ!!!