ตีแสกหน้าไบเดน!? นายกเทศมนตรีนิวยอร์กทุบเปรี้ยง วอลล์สตรีทกำลังพัง เมกาเข้าสู่ภาวะถดถอย สวนผู้นำเพ้อ

0

นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กโวยจัดขัดแย้งกับการมองโลกในแง่ดีของ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน เกี่ยวกับ เศรษฐกิจ สหรัฐฯ โดยประกาศในสัปดาห์นี้ว่าอเมริกากำลัง “อยู่ในภาวะถดถอย ” และกำลังเผชิญกับ “วิกฤตการเงินอย่างที่นึกไม่ถึง” และชี้ว่าวอลสตรีทกำลังล่มสลายแล้ว แม้ว่าต่อมาเสียงจะอ่อนลงเพราะอยู่พรรคเดียวกันก็ตาม เท่ากับยืนยันความจริงสวนทางคำเพ้อของผู้นำที่พยายามปลอบนักลงทุนและคนอเมริกันว่า ทุกอย่างเป็นไปตามแผนในที่สุดจะดีเอง แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครเชื่อ ดูจากอาการของตลาดหุ้นสหรัฐแหล่งที่มาค้ำยันเศรษฐกิจมะกันมากกว่าเศรษฐกิจจริงยังปั่นป่วนไม่ปกติ รองปธน.แฮริสยังหลุดปากติว่าเงินเฟ้อสูงเกินไปแล้ว

วันที่ ๓๐ ก.ค.๒๕๖๕ สำนักข่าวรัสเซียทูเดย์รายงานว่า เอริค อดัมส์ (Eric Adams) นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ฟันธงว่า สหรัฐอเมริกา เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้วอย่างชัดเจน ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของปธน.โจ ไบเดน ก่อนหน้านี้ว่าเศรษฐกิจกำลัง“อยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง”

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

อดัมส์กล่าวในงานหนึ่งของนิวยอร์กซึ่งจัดโดยโพรเจ็กต์ ฮอสพิทาลิตี( Project Hospitality) ที่เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ตามที่สำนักข่าวท้องถิ่นฮาโมเดีย (Hamodia) นำมาเผยแพร่

เขากล่าวว่า “เราอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินอย่างที่คุณไม่สามารถจินตนาการได้… วอลล์สตรีทกำลังพังทลาย เราอยู่ในภาวะถดถอยชัดเจน” 

คำกล่าวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมืองนั้นตรงกันข้ามกับคำรับรองที่ไบเดนให้ไว้ก่อนหน้าในวันเดียวกัน โดยระบุว่าแม้ข้อเท็จจริง“เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว”ความพยายามของวอชิงตันในการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นในประเทศทำให้“อยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง” ดังนั้นจึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

ทั้งอดัมส์และไบเดนต่างให้ความเห็นเกี่ยวกับตัวเลขอย่างเป็นทางการที่เผยแพร่เมื่อต้นวันพฤหัสบดีที่ ๒๘ ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัวลงติดต่อกัน ๒ ไตรมาส ซึ่งถือเป็นสัญญาณของภาวะถดถอย

นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กแห่งพรรคเดโมแครต ได้แก้ไขคำพูดของเขาในภายหลังอย่างเกรงใจไบเดนว่า เป็นอภิสิทธิ์ของประธานาธิบดีในการอธิบายสภาพเศรษฐกิจ “ประธานาธิบดีจะกำหนดตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่าเราอยู่ที่ไหน นั่นคือประธานาธิบดี และฉันเดินตามประธานาธิบดี เรากำลังเผชิญกับช่วงเวลาทางเศรษฐกิจที่ยากลำบาก แต่เราจะผ่านมันไปให้ได้ เพราะฉันเชื่อมั่นในประธานาธิบดี”เขากล่าวกับสื่อหลังจากโวยวายมาก่อนหน้านี้ ๑ วัน

นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนพากันกล่าวว่าสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอยหลังเหตุรายงานตัวเลขจีดีพีติดลบติดต่อกัน ๒ ไตรมาสแต่ ปธน.ไบเดนตอบโต้โดยกล่าวว่า “ไม่น่าแปลกใจเลยที่เศรษฐกิจจะชะลอตัวในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินการเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ” เขาให้ความเห็นเกี่ยวกับตัวเลขดังกล่าวว่า “แม้ในขณะที่เราเผชิญกับความท้าทายระดับโลกครั้งประวัติศาสตร์ เราก็มาถูกทางแล้ว”

ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริง (GDP) ลดลงในอัตรา ๐.๙% ต่อปีในไตรมาสที่สองของปี ๒๕๖๕ หลังจากการลดลง ๑.๖% ในไตรมาสแรกตามการเปิดเผยที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยตั้งข้อสังเกตว่าข้อมูลสำหรับไตรมาสที่สองแสดงถึงการประมาณการล่วงหน้า และข้อมูลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นจะถูกเปิดเผยในเดือนสิงหาคม

GDP ที่ลดลงสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนแอของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง การใช้จ่ายภาครัฐ การค้าปลีก และภาคส่วนอื่นๆ ที่ลดลง

ภาวะถดถอยเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวเป็นเวลานาน ส่วนใหญ่มักถูกกำหนดให้เป็น GDP ของประเทศที่ลดลงสองในสี่ติดต่อกัน โดยปกติแล้วจะทำให้ผลผลิตทางเศรษฐกิจลดลง ความต้องการของผู้บริโภค และนำไปสู่การว่างงาน

นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าไตรมาสนี้น่าจะมีการเติบโตเล็กน้อยที่ 0.3% และเพิ่มความกลัวว่าความพยายามของธนาคารกลางสหรัฐในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อกลับเป็นผลเสียยิ่งกว่าเดิม

แม้แต่รองปธน.กมลา แฮร์ริส ก็ยอมรับว่า ” อัตราเงินเฟ้อสูงเกินไป ” และ “เศรษฐกิจของเรากำลังชะลอตัว” ในระหว่างการเยือนเบดฟอร์ด-สไตเวซองต์เพื่อเชียร์ดอลลาร์ใหม่ให้กับชุมชนที่ด้อยโอกาสในบ่ายวันพฤหัสบดีวันเดียวกับที่เกิดการโต้เถียงผ่านสื่อฯ

ไม่ว่าปธน.จะเพ้อว่าอย่างไร สำหรับคนอเมริกันหลายคน ความเจ็บปวดจาก ‘R-word’ หรือรีเซสชั่น (Recession) ที่น่ากลัวมาถึงแล้ว

แน่นอนพรรครีพับลิกันรีบฉวยโอกาสทุบเดโมแครตในประเด็นนี้ ก่อนการเลือกตั้งกลางภาคปลายปีที่กำลังจะมาถึง

ไมค์ คราโป(Mike Crapo) คณะกรรมการการเงินของวุฒิสภา สมาชิกพรรครีพับลิกันจากไอดาโฮ (R-Idaho) กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า  “การแยกผมออกจากคำจำกัดความทางเทคนิคเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ว่าเป็นหรือไม่เป็น ‘ภาวะถดถอย’ เป็นสิ่งที่ทำให้ไขว้เขวจากความเจ็บปวดที่ชาวอเมริกันยังคงรู้สึกเวลาไปเติมน้ำมันที่ปั๊ม ในร้านขายของชำและตอนนี้จากการคุกคามของเศรษฐกิจที่ตกต่ำ”