Recessionเร็ว-แรง!? ไบเดนปวดหัว GDPติดลบ ๐.๙% ดิ่งเหว ๒ไตรมาสติด นักลงทุนไม่เชื่อFED-ทำเนียบขาวแถ

0

เศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สอง ตอกย้ำภาวะเศรษฐกิจถดถอยชัด เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงในรอบหลายทศวรรษลดการใช้จ่ายของผู้บริโภค และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ทำให้การลงทุนทางธุรกิจและความต้องการที่อยู่อาศัยหยุดชะงัก แต่ฝ่ายบริหารไบเดนยังปากแข็งว่า แค่ชะลอตัวยังไม่ถึงขั้นถดถอย แต่ดูเหมือนว่านักลงทุนจะไม่เชื่อน้ำยาทั้งรมว.คลังและประธานเฟดซักเท่าไหร่ ตลาดหุ้นเด้งรับเขียวแป๊ป ก็แดงต่อ ขณะที่ทองดีดขึ้น น้ำมันทรงตัว

วันที่ ๒๙ ก.ค. ๒๕๖๕ สำนักข่าวบลูมเบิร์กและไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า ข้อมูลที่เผยแพร่โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๘ ก.ค.ที่ผ่านมา พบว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)ในไตรมาส ๒ หดตัวติดลบ ๐.๙% เมื่อเทียบเป็นรายปี และหดตัว ๐.๒% จากไตรมาสแรก ข้อมูลดังกล่าวมีขึ้นหลังจากตัวเลขจีพีดีไตรมาสแรก เผยให้เห็นว่าเศรษฐกิจของอเมริกาหดตัว ๑.๖% ในช่วง ๓ เดือนแรกของปี ๒๐๒๒

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

การหดตัวสองไตรมาสติด ตรงตามคำนิยามทั่วไปว่าคือเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยหรือรีเซสชั่น (Recession) แล้ว แต่สำหรับสหรัฐฯอ้างขึ้นอยู่กับข้อสรุปของกลุ่มนักวิจัยจากสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งแถไปอ้างปัจจัยอื่นๆ

ด้านทำเนียบขาวยืนกรานเศรษฐกิจสหรัฐฯในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอย โดย เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ ว่าเธอจะประหลาดจากมากหากว่าทางสำนักงานวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติประกาศว่ามันเป็นภาวะถดถอย

เธอกัดฟันเน้นย้ำระหว่างแถลงข่าว ว่า เศรษฐกิจของประเทศยังคงมีความยืดหยุ่น “นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่และชาวอเมริกันส่วนใหญ่ให้คำนิยมภาวะถดถอยแบบเดียวกัน นั่นคือมีการจ้างงานลดลงอย่างมากและปลดพนักงานจำนวนมาก ภาคธุรกิจปิดตัว กิจกรรมภาคเอกชนชะลอตัวอย่างมาก การเงินภาคครัวเรือนอยู่ในภาวะตึงเครียดรุนแรง สรุปคือมีความอ่อนแออย่างกว้างขวางในเศรษฐกิจของเรา แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เรากำลังเห็นในตอนนี้” นี่ขนาดตัวเลขทุกกรณีที่รมว.คลังอ้างหัวทิ่มยังปากแข็งเฉย

กระนั้นก็ตามภาวะเศรษฐกิจขยายตัวติดลบ ๒ ไตรมาสติด จะโหมกระพือแรงกดดันใส่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งเวลานี้กำลังเผชิญคะแนนนิยมตกต่ำอยู่ก่อนแล้ว ในขณะที่เขามักอวดอ้างซ้ำๆว่าความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจคือหนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลของเขา

ไบเดนกล่าวว่า “ไม่น่าประหลาดใจเลยที่เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว ในระหว่างที่ธนาคารกลางสหรัฐฯดำเนินการฉุดเงินเฟ้อให้ลดต่ำลง และแม้เราต้องเผชิญความท้าทายต่างๆนานาระดับโลกครั้งประวัติศาสตร์ เราอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องและเราจะก้าวผ่านช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ด้วยความเข้มแข็งยิ่งขึ้นและมั่นคงยิ่งขึ้น ตลาดงานของเรายังคงเข้มแข็งเป็นประวัติการณ์”

เมื่อวันพุธที่ ๒๗ ก.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯหรือเฟด ประกาศ ปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก ๐.๗๕% เป็นเดือนที่ ๒ เดือนติดต่อกัน ประธานเฟดเจอโรม พาวเวลล์ เขาไม่เชื่อว่าสหรัฐฯอยู่ในภาวะถดถอย เขาอ้างถึงความเข้มแข็งในเศรษฐกิจ ในนั้นรวมถึงตลาดแรงงาน แต่เน้นน้ำว่าจำเป็นต้องชะลอการเติบโตและคลายความร้อนแรงของตลาดแรงงาน เพื่อสกัดเงินเฟ้อ

เคลาเดีย ซาห์ม อดีตนักเศรษฐศาสตร์ของเฟด ระบุว่า “ไม่มีใครที่มองตัวเลขคนว่างงานแค่ ๓.๖% ในช่วง ๒ ไตรมาสในสหรัฐฯ แล้วเรียกมันว่าภาวะถดถอยหรอก” เขากล่าว “เราไม่ได้อยู่ในภาวะถดถอยในความรู้สึกที่แท้จริง”

ปัจจัยที่เป็นตัวถ่วงสำคัญที่ฉุดตัวเลขจีดีพีไตรมาส ๒ ก็คือ การลงทุนภาคธุรกิจ ด้วยบรรดานักเศรษฐศาสตร์ของทีมบริหารปธน.ไบเดน เชื่อว่ามันเป็นผลกระทบเรื้อรั้งจากการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ และความเคลื่อนไหวปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นไม่หยุด และราคาอาหารกระฉูดที่กระทบกับภาวะค่าครองชีพสูงของประชาชน ในขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ปลดคนออกอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ทำกำลังซื้อของคนอเมริกันหด

นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนหรือรายได้ของกระทรวงการคลังสหรัฐ สองปีร่วงลงหลังจาที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเชิงรุก ในขณะที่หุ้นสหรัฐฟิวเจอร์สยังคงต่ำลงและเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น

ผู้ค้าปลีกอย่าง Walmart Inc. และ Target Corp. ได้ปรับลดประมาณการกำไรของพวกเขา และบริษัทเทคโนโลยีจำนวนหนึ่ง ซึ่งรวมถึง Shopify Inc. ได้ประกาศแผนการลดพนักงานในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัทอื่นๆ เช่น Apple Inc. และ Microsoft Corp. กำลังชะลอการจ้างงานด้วย

ความอ่อนแอในวงกว้างชัดขึ้นในตลาดแรงงาน เป็นสัญญาณของการหดตัวลงของพลังการผลิต เศรษฐกิจจริงของสหรัฐ และจะเป็นตัวช่วยกำหนดทิศทางของนโยบายการเงินในปลายปีนี้