เบื้องลึกรัสเซียส่งออกก๊าซมากสุด มี100บริษัทพลังงานทั่วโลกพบในอียูด้วย ขณะยุโรปหยุดโรงกลั่นมา50ปีแล้ว

0

จากที่อียูออกมติยกเลิกคว่ำบาตร โดยใช้คำว่า ผ่อนปรนอนุญาตให้บริษัทรัสเซียส่งขายน้ำมันออกไปยังประเทศที่ 3 ที่ไม่ใช่สมาชิกสหภาพยุโรปได้ เพื่อลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงพลังงานและอาหาร แก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังหดตัวนั้น

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเมื่อเพจ World Update ได้โพสต์ข้อมูลที่สำคัญของแหล่งพลังงานของรัสเซียทั่วโลก และท่าทีของสหภาพยุโรปว่า

“ในความจริงคือในยุโรปเองมีชาติที่ไม่ได้เป็นสมาชิก EU อีกจำนวนมาก เช่น เซอร์เบีย มาซิโดเนียเหนือ ฯลฯ ดังนั้น EU จึงจะไปขอซื้อน้ำมันรัสเซีย จากชาติในทวีปยุโรปเหล่านี้ และจากเอเชีย แอฟริกา นั่นเอง โดยอ้างแบบกำปั้นทุบดินว่าซื้อน้ำมันจากยี่ปั้วประเทศที่ 3 ที่ไม่ใช่ผู้ผลิตรัสเซียโดยตรง ดังนั้น EU ไม่เสียหน้า

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

ด้วยสหพันธรัฐรัสเซีย นั้นมีแหล่งพลังงานน้ำมันในประเทศมากมาย และยังมีบริษัทที่ทำธุรกิจน้ำมัน ก๊าซ อภิยักษ์ใหญ่ที่สุดติดอันดับโลก เช่น Rosneft , Gazprom , Lukoil ที่มีบริษัทลูกในชื่อต่างๆ ไปร่วมหุ้นทำธุรกิจพลังงานในประเทศ EU และทั่วโลกอีกเกือบ 100 บริษัท

จึงมีความเชี่ยวชาญและความสามารถผลิตน้ำมันเฉพาะในรัสเซียแห่งเดียว 10 ล้านบาร์เรล/วัน เป็นเจ้าพ่อน้ำมันขาใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากซาอุดิอาระเบีย (ผลิตได้ 12 ล้านบาร์เรล/วัน) ด้วยภูมิรัฐศาสตร์ทำให้รัสเซีย คือ ผู้ส่งออกก๊าซรายใหญ่ที่สุดของโลกอีกด้วย โดยสหภาพยุโรป (EU) จำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียกว่า 30% และก๊าซอีกกว่า 40%

 

ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมยุโรปที่มีแหล่งพลังงานน้อยนิด จึงเจริญรุ่งเรืองด้วยอุตสาหกรรมมาตลอดหลายทศวรรษ ก็เพราะความมั่นคงทางพลังงานไหลมาเติมให้ไม่อั้นจากรัสเซียนั่นเอง แต่สหรัฐ กับสหภาพยุโรป (EU) กลับมองว่ารัสเซียเป็นแค่ “ปั้มน้ำมันและปั้มก๊าซ” จึงชะล่าใจหยุดการพัฒนาโรงกลั่นน้ำมานานแล้ว เช่น อังกฤษ ไม่สร้างโรงกลั่นน้ำมันเพิ่มมากว่า 5 ทศวรรษ

ฝรั่งเศส ก็หันไปสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์กว่า 20 แห่งแทน ปัจจุบันพังชำรุดไปแล้ว 1 ใน 3 ยุโรปจึง “กลวง” ด้านพลังงานมาตลอด แต่ยังหลงผิดว่ามีพลังงานทางเลือกอื่นทดแทนได้ เช่น กังหันลม โซลาร์เซลล์ ฯลฯ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วขาดความเสถียรในระดับมหภาค และทดแทนได้แค่ไม่ถึง 10% เท่านั้นเอง และต้องลงทุนก่อนสูงมาก

ต่อมาเมื่อ EU หูเบาหลงเชื่อสหรัฐ ปล่อยข่าวกรองลวงว่ารัสเซีย จะเป็นภัยคุกคามต่อยุโรป ต้องทำให้รัสเซียแตกแบบอดีตสหภาพโซเวียติ เมื่อ 32 ปีก่อน จากนั้นค่อยใช้มุกเดิมขยายสมาชิก NATO และ EU เพิ่ม โดยบวกดินแดนส่วนแยกนั้นเข้าไป เพื่อยึดทรัพยากรน้ำมัน ก๊าซ ฯลฯ ให้ข้ามฝากมาเป็นของชาติตะวันตก

แต่แผนนี้รัสเซียเองก็ “วางแผนซ้อนแผน” เช่นกัน เมื่อ EU คว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย ก็เปลี่ยนเส้นทางส่งออกไปจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง ฯ แทน ขึ้นชื่อว่าพลังงานน้ำมันชาติไหนๆ ก็อยากได้มาหมุนฟันเฟืองธุรกิจอุตสาหกรรมในชาติกันทั้งนั้น ไม่มีใครปฏิเสธน้ำมันรัสเซีย แม้แต่สหรัฐ ซาอุฯ ก็นำเข้าแล้วผสมมาขายต่อให้ EU อีกที ฝรั่งเศส อังกฤษ ก็ซื้อน้ำมันรัสเซีย ต่อมาจากอินเดียอย่างหน้าตาเฉย”