สงครามศก.เดือด!?มอสโกว์ประณาม EUหน้ามืด แบนนำเข้าทองคำรัสเซียอายัดทรัพย์แบงก์ ผิดกม.ทำลายศก.โลก

0

หลังจากรัสเซียยอมผ่อนปรนเปิดทำการท่อก๊าซนอร์ดสตรีม๑ แต่ฝ่ายตรงข้ามเดินหน้าทำตรงข้าม คณะมนตรีสหภาพยุโรปอนุมัติมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซียชุดที่ ๗ ประกาศโดยหัวหน้าคณะกรรมาธิการยุโรป เออร์ซูลา วอนเดอร์ เลเยน( Ursula von der Leyen) แพ็คเกจนี้รวมถึงการห้ามนำเข้าทองคำรัสเซียและการแช่แข็งทรัพย์สินของซเบอร์แบงก์ (Sberbank) รวมทั้ง บุคคลและนิติบุคคลอีก ๕๐ รายอยู่ในรายการคว่ำบาตร ทั้งนักการเมือง ผู้นำทางทหาร ผู้มีอำนาจ นอกจากนี้ มาตรการคว่ำบาตรยังให้คำมั่นว่าข้อจำกัดดังกล่าวจะไม่คุกคามความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานทั่วโลก การลงโทษจะมีผลบังคับใช้หลังจากเผยแพร่ในวารสารทางการของสหภาพยุโรป

รัสเซียออกมาประณามทันที แสดงว่าต่อให้รัสเซียผ่อนปรนต่อยุโรปอย่างไรก็ไร้ความหมายต้องจับตาดูต่อไปว่า ปธน.ปูตินจะตัดสินใจอย่างไร การที่รัสเซียยอมปล่อยก๊าซให้เพราะเห็นใจประชาชนยุโรปที่ต้องมารับกรรมจากผู้นำไร้สติของตน

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

แต่รัสเซียย่อมรู้ดีว่า การเคลื่อนไหวของEU พุ่งเป้าไปที่ทองคำ เป็นยุทธศาสตร์ทุบมูลค่าทองคำ สวนทางแผนชูทองคำมาตรฐาน ค้ำประกันค่าเงินของระเบียบโลกใหม่ เพื่อปกป้องเปโตรดอลลาร์และเงินยูโรนั่นเอง

วันที่ ๒๒ ก.ค.๒๕๖๕ สำนักข่าวอัลอาราบิยารายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียได้ออกแถลงการณ์วันที่ ๒๑ ก.ค.ที่ผ่านมา ประณามมาตรการคว่ำบาตรรอบล่าสุดของสหภาพยุโรป (อียู) ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และจะก่อผลลัพธ์เลวร้ายแก่ความมั่นคงและหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจโลก

มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียระบุว่า “สหภาพยุโรปยังคงเดินหน้าผลักตัวเองลงสู่ทางตันด้วยความดื้อแพ่ง” เธอกล่าวในถ้อยแถลงที่โจมตีมาตรการคว่ำบาตรล่าสุด “ผลลัพธ์หายนะของมาตรการคว่ำบาตรของอียูที่มีต่อภาคส่วนต่างๆ ของเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงโลก กำลังหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ”

ซาคาโรวา เน้นว่า อียูเคยเสนอผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรก่อนหน้านี้บางส่วน ในความพยายามปกป้องความมั่นคงทางอาหารของโลก และบอกว่ามอสโกว์หวังว่าความเคลื่อนไหวนี้จะช่วยก่อสภาพแวดล้อมต่างๆสำหรับปลดล็อกการส่งออกธัญพืชและปุ๋ย เธอประชด “เคราะห์ร้าย ที่เรารู้ว่ามีช่องว่างมหาศาลระหว่างการประกาศเจตจำนงค์เชิงบวกของอียูกับสิ่งที่พวกเขาทำมันตรงกันข้าม” 

ขณะเดียวกันทางด้านอดีตปธน.รัสเซียวิพาก์สหรัฐและพันธมิตรตะวันตกยับว่า ‘บาปตะวันตก’ ทำร้ายเศรษฐกิจโลกและตัวเองก็เสื่อมถอยหมดบารมี

ดมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) ได้รวบรวมสิ่งที่เขาเรียกว่า “บาปของพวกตะวันตก” ซึ่งเขามองว่าเป็นข้อบกพร่องของสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งเผยแพร่ตีพิมพ์ในช่องเทเลกราฟของเมดเวเดฟเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๑ ก.ค.ที่ผ่านมา เป็นการล้อเลียนไปทางตะวันตก ที่โทษมอสโกว์สำหรับความเจ็บป่วยทุกรูปแบบ ตั้งแต่การแสดงท่าทางเยาะเย้ยของปธน.สหรัฐ โจ ไบเดน ไปจนถึงการทำนายว่ารัสเซียจะต้องสูญพันธุ์เหมือนไดโนเสาร์

เขากล่าวว่า “บาปของพวกตะวันตก ซึ่งรัสเซียไม่ได้มีความผิด และการที่คนโง่บางคนในยุโรปถูกเหยียดหยามโดยชาวอเมริกัน ซึ่งบังคับให้ประชาชนของพวกเขาอดทนต่อผลที่เจ็บปวดที่สุดจากการคว่ำบาตร ในสหภาพยุโรป ชาวยุโรปทั่วไปหนาวจัดในบ้านของพวกเขาในฤดูหนาวนี้ อัตราเงินเฟ้ออาหารสูงที่สุดในรอบหลายทศวรรษในยุโรปและสหรัฐอเมริกา บริษัทในสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ สูญเสียการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐในเศรษฐกิจรัสเซีย ” 

เมดเวเดฟกล่าวเสริมว่า มอสโกว์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “คนอเมริกันเลือกชายชราแปลกหน้าที่เป็นโรคสมองเสื่อม ซึ่งลืมหน้าที่ของตนไปแล้ว และรักประเทศอื่นมากกว่าประเทศเขาเอง ” 

นอกจากนี้ เขายังตั้งข้อสังเกตว่า รัสเซียไม่อาจถูกตำหนิสำหรับ “คนบ้าในเมืองที่ประกาศตัวว่าเป็นผู้นำของสหภาพยุโรป ที่สูญเสียการเข้าใจความเป็นจริง และทำให้ชาวยูเครนผู้น่าสงสารเสียสละชีวิตเพื่อเข้าร่วมสหภาพยุโรป”

อดีตประธานาธิบดียังกล่าวถึงการบุกรุกพรมแดนของ NATOต่อรัสเซีย ซึ่งเป็นกระบวนการที่ “ ขัดต่อเหตุผลและสามัญสำนึก” และดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

เมดเวเดฟย้ำว่า รัสเซียไม่ควรต้องรับโทษสำหรับ “ พวกอาชญากรทางการเมืองจำนวนมากที่ใช้ประโยชน์จากปัญหาในการฟื้นฟูสถานะรัฐของยูเครนให้กลับคืนสู่พรมแดนเดิม ขณะที่พวกเขาวางแผนที่จะรับสัญญาทางทหารฉบับใหม่ และยักยอกเงินสดที่จัดสรรให้กับระบอบการปกครองของเคียฟ” 

รัสเซียไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อ “การที่ยูเครนสูญเสียเอกราชเพราะยูเครนอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของสหรัฐและตะวันตกมาตั้งแต่หลังรัฐประหารปี ๒๐๑๔ ” และข้อเท็จจริงที่ว่า ” อาชญากรชาวยูเครนจะต้องถูกพิจารณาคดีอย่างแน่นอนสำหรับความโหดร้ายที่กระทำต่อประชาชนของยูเครนและรัสเซีย” 

อดีตประธานาธิบดีรัสเซียทบทวนเหตุการณ์ที่ไบเดนพยายามตำหนิราคาน้ำมันที่ทำลายสถิติ และอัตราเงินเฟ้อที่สูงเป็นประวัติการณ์ในรอบ ๔๐ ปีของสหรัฐว่าเป็นเพราะรัสเซีย และสงครามยูเครน แต่ผลสำรวจขององค์กรแรสมัซเซนของอเมริกัน (Rasmussen) ที่จัดทำขึ้นในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา  มีเพียง ๑๑% ของคนอเมริกันเท่านั้นที่เชื่อว่าเป็น “ การขึ้นราคาของปูติน ” ซึ่งเป็นคำที่ปธน.สหรัฐฯกล่าวโทษ ว่าปูตินเป็นผู้รับผิดชอบต่อความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจของคนอเมริกัน  ในขณะเดียวกัน มากกว่าครึ่งคือ ๕๒% ของผู้ตอบแบบสอบถามอ้างว่าวิกฤตราคาพลังงานพุ่งสูงเป็นเพราะนโยบายที่ไม่ดีของไบเดนเป็นผู้กระทำผิด

ด้านสหภาพยุโรปยังพยายามชี้นิ้วไปที่รัสเซียว่าเป็นต้นเหตุความเดือดร้อนของตัวเอง เช่น ในปลายเดือนมิถุนายน รมว.ต่างประเทศเยอรมัน แอนนาลินา แบร์บ็อค(Annalena Baerbock) กล่าวหามอสโกว์ว่าเป็นต้นเหตุของวิกฤตการณ์อาหาร และใช้ความอดอยากทั่วโลกเป็น “ อาวุธ ” ด้วยการปิดกั้นการขนส่งธัญพืชของยูเครน ทั้งที่ข้อเท็จจริงยูเครนปิดกั้นเรือต่างชาติในพื้นที่ของตนเอง และวางทุ่นระเบิดในน่านน้ำ  จนในเวลาต่อมา ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซียได้กล่าวถึงหนามเหล่านี้ ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าชาติตะวันตกจงใจสร้างความตึงเครียดเกี่ยวกับการส่งออกของยูเครนเอง ขณะที่มอสโกว์พร้อมที่จะให้ทางผ่านไปยังเรือเก็บเมล็ดพืชโดยเสรีตลอดมา ล่าสุดการเจรจา ๔ ฝ่ายระหว่างสหประชาชาติ ยูเครน รัสเซีย โดยมีตุรเคียเป็นผู้ประสานงานได้สำเร็จลงด้วยดี  ปิดการกล่าวหารัสเซียได้ผลชะงัด 

พฤติกรรมของสหรัฐและสหภาพยุโรปเหมือนกันไม่ผิด เพราะพุ่งเป้ารัสเซียเป็นศัตรูที่ต้องถูกทำลาย จึงทำได้ทุกอย่าง อ้างเป็นผู้รักษากฎหมาย แต่ละเมิดกฎหมายต่างประเทศโดยไม่สนใจความถูกต้องใดๆ ลากดึงทั้งโลกมาเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจเพื่อตอบสนองเป้าหมายของตัวเอง  คงต้องจับตาดูว่าสงครามตัวแทนในยูเครนจะยกระดับขยายแนวรบทางทหารไปทั้วยุโรปหรือไม่ เพราะวันนี้สงครามเศรษฐกิจเข้มข้นขึ้น ขณะที่กระแสประชาชนต่อต้านรัฐบาลหลายประเทศในยุโรปก็ส่อเค้าดุเดือดไม่น้อยไปกว่ากัน!!