เบื้องหลังนิวคลียร์อิหร่าน เหตุสหรัฐไม่รับรองสัญญา พูดแล้วพลิกลิ้น-อิสราเอลขู่ถล่มเตหะราน

0

จากที่ประธานาธิบดียาอีร์ ลาปิด ผู้นำอิสราเอล ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐให้คำมั่นว่า สหรัฐจะไม่อนุญาตให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ และจะทำงานร่วมกับพันธมิตรรายอื่นเพื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากอิหร่านนั้น

ล่าสุดวันที่ 18 กรกฎาคม 2565 เพจ Thailand Vision ได้โพสต์ข้อความถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าว โดยระบุถึงแหล่งที่มาไว้อย่างน่าสนใจว่า

สื่อต่างประเทศรายงานในวันนี้ว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านให้สัมภาษณ์กับสื่ออัลจาซีราของกาตาร์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า อิหร่านมีศักยภาพเพียงพอในทางเทคนิคที่จะผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้แล้ว แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่

สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!
สั่งซื้อทุเรียน คลิก!!

คำพูดของ คามาล คาร์ราซี (Kamal Kharrazi) ที่ปรึกษาอาวุโสของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี ผู้นำสูงสุดอิหร่าน มีขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ รูดม่านปิดฉากภารกิจเยือนอิสราเอล และซาอุดีอาระเบีย พร้อมทั้งขู่ว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อยับยั้งไม่ให้อิหร่าน ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

ทั้งนี้ การที่อิหร่านพูดเปรยๆ ว่า พวกเขาอาจสนใจอาวุธนิวเคลียร์ถือเป็นสัญญาณที่น่าจับตามอง เนื่องจากรัฐบาลเตหะรานยืนยันมาโดยตลอดว่า ไม่เคยคิดจะครอบครองอย่างที่ตะวันตกกล่าวหา

“เราสามารถเสริมสมรรถนะยูเรเนียมถึงระดับ 60% ได้ภายในไม่กี่วัน และการผลิตยูเรเนียมที่มีความบริสุทธิ์ 90% ก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับเรา เรามีวิธีการทางเทคนิคที่จะผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้ แต่เรายังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องนี้” คาร์ราซี กล่าว

دیدار هزاران نفر از معلمان سراسر کشور و دانشجویان دانشگاه فرهنگیان

ปัจจุบันอิหร่านผลิตยูเรเนียมที่มีความเข้มข้นสูงถึง 60% เกินกว่าขีดจำกัด 3.67% ที่ระบุไว้ในข้อตกลงควบคุมนิวเคลียร์ปี 2015 ที่ทำร่วมกับมหาอำนาจ 6 ชาติ ขณะที่ยูเรเนียม “เกรดอาวุธ” นั้นจะต้องมีความบริสุทธิ์ถึง 90%

แผนปฏิบัติการเบ็ดเสร็จร่วม (JCPOA) หรือข้อตกลงควบคุมนิวเคลียร์ที่อิหร่านทำร่วมกับกลุ่มมหาอำนาจ P5+1 ซึ่งได้แก่ สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย บวกเยอรมนี กำหนดให้เตหะรานต้องจำกัดกิจกรรมนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการผ่อนคลายคว่ำบาตร ทว่าอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้นำสหรัฐฯ ถอนตัวออกไปเมื่อปี 2018 พร้อมกับนำมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจกลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการละเมิดเงื่อนไขข้อตกลงมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยคอเมเนอี เคยมีคำตัดสินทางศาสนา (ฟัตวา) เมื่อช่วงต้นทศวรรษ 2000 ว่า การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ถือเป็นสิ่งต้องห้าม ทว่าเมื่อปีที่แล้วรัฐมนตรีข่าวกรองของอิหร่านได้ออกมาเตือนว่า สิ่งที่ชาติตะวันตกทำอยู่เป็นการบีบให้อิหร่านต้องแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์

อิหร่านอ้างว่า กิจกรรมนิวเคลียร์ทั้งหมดมีวัตถุประสงค์ในด้านพลเรือนเท่านั้น และพร้อมที่จะกลับไปปฏิบัติตามเงื่อนไข JCPOA อีกครั้ง หากสหรัฐฯ หวนกลับสู่ข้อตกลง และเพิกถอนมาตรการคว่ำบาตร โดยอิหร่าน และชาติมหาอำนาจได้บรรลุกรอบข้อตกลงกว้างๆ เพื่อฟื้นฟูข้อตกลงนิวเคลียร์เมื่อเดือน มี.ค. หลังจากเตหะราน และรัฐบาลไบเดนเปิดการเจรจาทางอ้อมที่กรุงเวียนนามานานถึง 11 เดือน

อย่างไรก็ตาม การเจรจามาเริ่มสะดุดลงอีกครั้งหลังจากที่อิหร่านเรียกร้องให้วอชิงตัน “รับรอง” ว่าจะไม่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนไหนถอนตัวในแบบที่ทรัมป์ทำอีก ซึ่งไบเดนไม่สามารถให้สัญญาได้เนื่องจาก JCPOA เป็นเพียงความตกลงทางการเมือง ไม่ใช่สนธิสัญญาที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย “สหรัฐฯ ไม่รับรองว่า จะธำรงไว้ซึ่งข้อตกลงนิวเคลียร์ และนี่คือสิ่งที่ทำลายโอกาสในการบรรลุข้อตกลง” คาร์ราซี กล่าว

เจ้าหน้าอิหร่านผู้นี้ยังย้ำด้วยว่า ประเทศของเขาจะไม่เจรจารอมชอมเรื่องโครงการขีปนาวุธ หรือนโยบายในระดับภูมิภาค ตามที่ตะวันตก และพันธมิตรในตะวันออกกลางเรียกร้อง รัฐบาลอิสราเอลขู่จะยิงถล่มโรงงานนิวเคลียร์ในอิหร่าน หากแนวทางการทูตของชาติมหาอำนาจไม่สามารถจำกัดความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของเตหะรานได้